Thursday, June 29, 2006

รับน้อง


รับน้อง

ฮิจุ๋ม พร้อมรึยัง !

(กลองรัว ปี่เชิด)
.........


รับน้องดูจะกลายเป็น ปัญญาชนประเพณีที่ถูกก่นด่ามากที่สุดประเพณีหนึ่ง ทั้งที่จริงแล้วการรับน้องโดยส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นอย่างที่ปรากฏในสื่อสักกะหน่อย

จริงไหมจ๊ะ ชาวนิติท่าพระจันทร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาว ฮิจุ๋ม(สมาคมกฎหมาย ณ มหาวิทยาลัยแห่งดวงจันทร์)
............................

สิ่งที่ผมจำได้เกี่ยวกับรับน้อง คือ ความสุข ความสุข และก็ ความสุข

ปี 1 เป็น น้องสดๆ (Freshy) ให้รุ่นพี่แกล้ง ให้เต้นอะไรผมก็เต้น ให้ทำอะไรผมก็ทำ ไม่ใช่ยอม แต่รู้สึกสนุกดี จนเดี๋ยวนี้ก็ยังเต้นได้ ร้องได้ แต่สังขารและบุคลุก ไม่อำนวย ฮา ฮา

พอกลายเป็นรุ่นพี่ ก็สนุกสนานเบิกบานในฐานะ นายกลอง ร้องเพลงแซวรุ่นน้อง โดยเฉพาะน้องสาวๆทั้งหลาย ไม่เคยมีใครหลุดรอดไปจากทีมแซว ปากหมาได้ ( เดี๋ยวทีมแซวหายหัวกันไปเกือบหมด)


น้องๆส่วนใหญ่นิสัยดีมากๆไม่เคยโกรธ ตรงกันข้ามการแซวกันแบบขำๆหรือทะลึ่งบ้างกลับทำให้ความสัมพันธ์ต่างๆแนบแน่นยิ่งขึ้น นี่แหละครับอานุภาพของเสียงหัวเราะ และโดยเฉพาะกลุ่มฮิ-จุ๋ม ณ ท่าพระจันทร์ เนี่ย รับประกันความมันส์ ในเกือบทุกรุ่นขอรับ

แม้ว่าจะเรียนจบ ผมและพลพรรครักเอย ก็ยังไปรับน้อง สำหรับผมโดยส่วนตัว ไม่มีเหตุอะไรที่จะไม่ไป เพราะ เทศกาลความสนุกเช่นนี้หนึ่งปีมีครั้ง และแต่ละครั้งที่ไป ก็เหมือนการไปเพิ่มพลังให้กับชีวิต

จะมีมุมมองที่เปลี่ยนไปบ้าง ก็ คือ การไปรับน้องในช่วงหลังๆ ของผม

สอนให้เราเรียนรู้ที่จะให้มากกว่าที่จะรับ

สอนให้เรารับใช้มากกว่าทำตัวเป็นนายใคร

สอนให้เราตรงไปตรงมามากกว่าที่จะอ้อมค้อม

สอนให้เราหัวเราะมากกว่าการนั่งโศกเศร้า

สอนให้เรารักและรู้จักให้อภัย

.......................

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งท้าทายมากมาย ให้เราทำ

นอกจากการดื่มเหล้าแล้ว ยังมีการชงเหล้าให้น้องดื่ม

นอกจากนั่งเก๊กแบบรุ่นพี่แล้ว ยังมีการบริการรุ่นน้องแบบไม่ถือตัว
(ขอบคุณพี่หนึ่ง และพี่ก้อง)

นอกจากเสียงเอะอะ ร้องรำทำเพลง ยังมีการพูดคุยถึงปรัชญาชีวิตแฝงเร้น
( รำลึกถึง ชาว Zen ทั้งหลายในกลุ่ม)

.............


รับน้องจึงไม่ได้มีความหมาย เพียงแค่การ ต้อนรับผู้มาใหม่โดยการผูกข้อไม้ข้อมือ ความสนุกสนานบันเทิงของรุ่นพี่ สายตาที่สบประกายกันของหนุ่มสาว หรือกระทั่งการผ่อนกายคลายร่างของรุ่นพี่ที่ชอบทำหัวใจหล่นหายในเมืองใหญ่

แต่มันแฝงเร้นไว้ ซึ่งความบริสุทธิ์งดงามของ ความรัก ความอบอุ่น ความเอื้ออาทร ของคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่ง ณ สมาคมกฎหมายแห่งหนึ่ง ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง บนโลก อันสถิตย์อยู่ในจักรวาล ผืนนี้

ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น
............


ฮิจุ๋ม พร้อมรึยัง !

พร้อมแล้ว พร้อมแล้ว ! ตื่นเต้น ตื่นเต้น !
…………………………………

ด้วยความรักจากรุ่นพี่ทุกคน

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

เมฆบ้า สามสิบแปด


Tuesday, June 06, 2006

Ronins in Jazz Fest


Ronins in Jazz Fest

เป็นหลายครั้งที่ผมแวะมาเดินเล่นที่หัวหิน ทะเลที่ผมรักที่สุด แต่เป็นครั้งแรกที่ผมแวะมาเดินเล่นหัวหินเพื่อฟังดนตรีแจ๊ส

แจ๊สก็เป็นดนตรีชนิดหนึ่งที่ผมชอบฟัง โดยเน้นไปที่ แจ๊สแบบบัลลาด กับบอสซ่า เน้นฟังแต่เพลงตลาดๆ เนื้อร้องหวานๆ แต่ถ้าเป็น แสตนดาร์ด หรือ แจ๊สพันธ์อื่นๆ ผมจะหลับ

ศิลปินแจ๊สคนโปรดของผม อาทิเช่น หลุยส์ อาร์มสตรอง ,แนท คิง โคล ,ไมล์ เดวิด, โจบิม,นอร่า โจนส์ และใครอีกหลายคน

.........................................................

ผมเดินทางด้วยรถประจำทางและต่อเท้ามาถึงชายหาดในคืนวันเสาร์ราวห้าทุ่ม หลังจากที่
ทีโบน วงดนตรีที่ผมรักที่สุดเพิ่งเล่นจบไปไม่นาน

ก่อนเท้าสัมผัสทราย ก็ได้พบกับ นักดนตรีสองคน แต่งตัวกะมุกกะมอม หนวดเครายาวเฟ้ย ยืนถือกล่องกีต้าร์ ผมเดินเข้าไปทัก ว่าเขาเล่นแจ๊สด้วยหรือ

เขาทั้งคู่ตอบว่าไม่ มาเล่นดนตรีเพื่อชีวิตเปิดหมวกหาเงินใช้

ผมจำเขาทั้งคู่ได้ แต่จำชื่อไม่ได้

เขาก็จำผมได้ แต่จำชื่อผมไม่ได้

ผมรู้ว่าเขาทั้งคู่เป็นนักดนตรี และเขาทั้งคู่ก็รู้ว่าผมเป็นอาจารย์

แต่ก็ไม่ช่วยให้ใครจำชื่อใครได้

...................................................

เราทั้งหมด อาจารย์และนักดนตรีเพื่อชีวิต คือ คนผู้ใช้ชีวิตปักหลักอยู่หลังเวทีพันธมิตรด้วยกัน

สำหรับผม เมื่อร่ำลาและมองเท้าของคนทั้งคู่ลับหายไป สายตาก็ทอดไกลไปที่เวทีแจ๊สหน้าโรงแรมฮิลตัน สุดหรูหราอลังการ

เวทีใหญ่ๆแบบนี้ คงมีไว้สำหรับ นักดนตรีระดับดารา ผู้มีแฟนเพลงคับคั่ง

แต่สำหรับนักดนตรีทั้งคู่ เพียงเศษเงินที่ได้จากข้างถนนก็มากเกินพอ

เพราะเวทีแห่งจิตใจของเขากว้างใหญ่ กว่าชายหาดหัวหินนัก เขาทั้งคู่คือศิลปินแห่งโลกและพื้นดิน ผู้ก่อคุณประโยชน์แบบเงียบๆง่ายๆแต่ยิ่งใหญ่

เขาทั้งคู่ คือ โรนิน ซามูไรพเนจร ผู้ไร้สังกัด ค่าย ซึ่งออกตระเวณบรรเลงเสียงดนตรีให้กับประชาชนผู้ยากไร้ได้รับฟัง

เวทีของ โรนิน คือ โลกทั้งใบที่กว้างใหญ่มหาศาล ไร้กาลเวลา

คารวะจากใจ โรนิน นักดนตรี

............................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

Saturday, June 03, 2006

ดวงตา


ดวงตา

ในบรรดาอวัยวะของมนุษย์ที่ปรากฏรูปลักษณะให้แลเห็นได้ ดวงตาเป็นอวัยวะที่ทรงพลานุภาพที่สุดเพราะดวงตาสามารถก่อร่างสร้างความรู้สึกแก่บุคคลที่พบเห็น และเป็นสถานีแสดงความรู้สึกที่ดีที่สุด เหนือกว่าสถานีใดในโลกนี้

ในยามสุข แวววาวแห่งดวงตาอาจฉายโชนความปลื้มปิติยินดี น้ำเลี้ยงในตาจะวาบวามเปล่งประกายฉายฉาน เคลือบ ครอบ คลุม เนื้อตา ซึ่งนั่น เราอาจสัมผัสรับรู้ได้ไม่ยากนัก

ในยามเศร้า แวววาวแห่งดวงตากลับหดหายหลีกเร้น น้ำเลี้ยงที่เคยหล่อ กลับทะลักล้นออกจากขอบตา เปลี่ยนเป็นหยดน้ำแห่งความรู้สึก ซึ่งเราขานนามมันว่า “ น้ำตา” เมื่อยามที่น้ำตาหลั่งไหลย่อมมั่นหมายลงลึกถึงจิตวิญญาณแห่งความร้าวรานระทมทุกข์ ซึ่งผืนดิน ผืนโลก ไม่รู้ว่าเคยซึมซับมันมาแล้วกี่หยดต่อกี่หยด

ในยามเหงา แวววาวแห่งดวงตาอาจยังคง แต่หลืบเร้นแห่งแววตากลับซุ่มซ่อนผืนป่า เงียบ เชียบ รกเรื้อ รุงรัง อ้างว้าง ดังเวิ้งฟ้าสีหม่น ดวงตาแห่งความเหงาอาจเป็นดวงตาแห่งความว่างเปล่าอันหนาวเหน็บ หรือเป็นดวงตาแห่งการรำลึกถึงความสุขที่ยังจองจำเจ้าของดวงตานั้นอยู่

ในยามรัก แวววาวแห่งดวงตาอาจเปล่งประกายฉายฉาน แสงประกายดังกล่าวขับดันความรู้สึกสำนึกแห่งปราถนา รุ่มร้อน ทุรณ โหยหา ดื่มด่ำ ซ่านซาบ บีบรัด ให้ร้อนรน ความรู้สึกทั้งหมดอาจขึ้นทั้งในยามเผชิญหน้า และรำลึกถึง เขาและเธอของเจ้าของดวงตา

ในยามชัง แวววาวแห่งดวงตาเปลี่ยนแสงสีเป็นเขม็งเกร็งเกรียว ก้าวร้าว รุนแรง ที่แฝงเร้นจะเผยตนออกมาจากห้องใต้ดินของจิตใจ และส่งสัญญาณสงครามผ่านสายไหมแห่งความรู้สึก ให้แปรเปลี่ยนเป็นเบิกโพลง ทะลัก ทะล้น ด้วยฟอนไฟ

จึงมิผิดแผกประการใดที่นิรนามกวีจะกล่าวว่า “ดวงตาคือมุขบัลลังก์ของจิตใจ”


นอกจากดวงตาจะเป็นเครื่องบอกความรู้สึกแล้ว ดวงตายังส่งอิทธิพลต่อชีวิตของมนุษย์ในอีกหลายด้าน

ดวงตาของหญิงสาวที่ทอดข้ามมา อาจนำมาซึ่งการละเมอเพ้อพบและความสุขล้ำมาสู่ชายหนุ่ม ในขณะเดียวกันมายาภาพที่ทอดข้ามอาจเคยฝังร่างผู้โง่เขลาลงดินมาแล้วนักต่อนัก ดวงตาชนิดนี้อาจเปรียบประดุจมหาสมุทรสีฟ้าแกมมรกตอันลึกลับ ที่ประกายพรายน้ำสวยงามยิ่ง จนลื่นไถลจมหายว่ายเวียน สำลักล้น จนขาดใจ

ดวงตาของชายหนุ่มนักล่า อาจกรีดใจหญิงสาวให้เลือดหลั่ง แววตาอาจสะกดมนต์ร่าย จนหลุดลอยจากห้วงแห่งสันติ เข้าสู่มายาทะมึนดำ มายาภาพที่ลวงล่อ แนมสุนทรวจีอ่อนหวานเสนาะ อาจจองจำ ตีโซ่ตรวนแห่งจิตใจ ที่มักเอ่ยอ้างผิดๆว่า “ความรัก” ด้วยเหตุนี้เธอทั้งหลายจึงถูกไฟแห่งหินร้อนวิสสุเวียสเผาผลาญไหม้ทุรณ ดวงตาชนิดนี้ประดุจดัง ประลัยกัลป์บรรพต อันสวยงามแต่เร้นไว้ซึ่งลาวาระอุร้อน รอการปะทุระเบิด จึงสาดโคลนเดือดใส่ให้ทุรณ

ดวงตาของเด็กน้อยน่ารัก อาจนำความแช่มชื่นเบิกบาน ของดอกไม้แรกแย้มกลับสู่จิตใจของเรา มโนสำนึกแห่งเยาว์จะนำเราย้อนหวนคืนสู่ความรู้สึกในอดีตที่แสดงออกผ่านความสุขโดยเราอาจไม่รู้ตัว เมื่อคุณพบเด็กจึงเป็นโอกาสอันดี ที่เราจะได้สัมผัสสัมพันธ์ และซึมซับความรู้สึกสดใส อิ่มเต็ม ให้กลับมา ชุบชูชีวติอีกครั้ง ยามใดที่ผองภัยแผ่วพานจงกลับมามีดวงตาในเยาว์วัยอีกครั้ง แล้วสันติสุขจะกลับคืนสู่เรา ดุจทารกกลับคืนสู่ครรภ์ของมารดา คือ ธรรม

ดวงตาของเฒ่าชรา อาจนำความสลดหดหู่มาสู่จิตใจของเรา นำความกลัว ความรำลึกถึงการสิ้นสุดของชีวิต มาสู่เรา หยาบกร้านของดวงตาในหมายความปฐม อาจแร้งร้อนหดหู่ แต่ก็อาจแฝงไว้ซึ่งความสงบสันติของผู้เดินทางล่วงมาก่อน และหากเราพินิจความเป็นจริง แววตาของเฒ่าชรา อาจมีความหมายลึกล้ำถึงการหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน ความไม่จีรังยั่งยืนของบรรดาสรรสิ่งทั้งหลาย รวมทั้งตัวเรา วัยชราในความหมายนี้จึงหมายถึง การเตรียมตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนสภาพของชีวิตไปสู่สิ่งอื่นอย่างสันติ และนั่นจะส่งผลให้เราดำเนินชีวิต อย่างมีความสุขในปัจจุบันขณะอีกด้วย



รูปทรงของดวงตายังเกี่ยวพันกับสัณฐานทั่วไปทางธรรมชาติ

ในธรรมชาติเราจะพบว่าสรรพสิ่งที่ยิ่งใหญ่มักมีรูปปรากฏเป็น “ทรงกลม”

ทรงกลมของดวงอาทิตย์ ยามอรุณรุ่ง ยามสายอันอบอุ่น ยามเที่ยงอันร้อนรน ยามบ่ายอันอบอ้าว และยามอัสดงอันสงบเย็น

ทรงกลมของดวงจันทร์ ยามเดือนเพ็ญอันสุกใส ยามข้างแรมอันว้าเหว่

ทรงกลมของโลก อันมีผืนน้ำ ฟ้า แผ่นดิน แม่น้ำ พืชพันธ์ สัตว์ จุลชีพ ประสานสอดช่วงใช้ชีวิตอย่างกลืนกลม

ทรงกลมของดวงตา จึงอาจหมายถึง ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลกที่เราอาศัยอยู่

ดวงตาจึงอาจเป็นจงใจของพระผู้สร้าง ที่ออกแบบมัน เพื่อเตือนให้เรารำลึกถึงความหนึ่งเดียวและความยิ่งใหญ่ของพระองค์

เมื่อท่านมองดวงตาทุกคู่ขอจงได้โปรดรับรู้ และซึมซับวิถีแห่งจักรวาลอันสันติ เปี่ยมล้นไปด้วยความรักและเข้าใจ เมื่อนั้นดวงตาของท่านจึงเปี่ยมล้นความหมายลึกล้ำ ชุ่มชื่น และโปรยปรายสายฝนชุ่มเย็นแก่พื้นที่ที่ดวงตาทอดข้ามมาสบกัน

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

ดาว


ดาว

เวิ้งฟ้ากว้างยามค่ำคืน ที่ริมระเบียง ทอดตาไปในเวิ้งจักรวาล

บนโลกที่ผมอยู่ ผู้คนในซีกมืดอาจกำลังหลับไหลไปในยามค่ำคืน ส่วนผมเพียงแต่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ตัวเดิม

ความเงียบภายใน คือ ธรรมชาติที่ปรากฏ เงียบจนรู้สึกว่าบนโลกมีผมอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น

ความเงียบที่รัก เมื่อเธอเดินเข้ามาทักทาย และผลักดันชีวิตฉันให้ก้าวเข้าสู่ความอิสระ สิ่งเดียวที่ฉันรับรู้คือ ความเงียบและไม่สั่นไหว ไม่สั่นไหวกับความทุกข์ทรมาน และความแสบสันต์ของหลุมอารมณ์อย่างในอดีต

มาวันนี้ ผมได้กลับมาอยู่ในชีวิตที่แท้จริง คือ การเกิดคนเดียว อยู่คนเดียว และตายคนเดียว เพราะแม้แต่บางครั้งคู่รักที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกันอาจกำลังฝันคนละเรื่อง ทั้งในยามหลับและตื่น

ความสุขจากการอยู่คนเดียวที่ดีที่สุด คือ การเลิกเรียกร้องสิ่งใด จากใคร และแปรเปลี่ยนเป็นภารกิจที่ต้องทำเพื่อผู้อื่นที่ยังไม่อาจรอดหลุดจากตาข่ายของความทุกข์

ความไม่อาจเรียกร้องได้ ความแปรปรวน เคลื่อนที่ คือ สามัญลักษณะที่ต้องเข้าใจ และถอนใจออกความเคลื่อนไหวเหล่านั้น

สายลมเย็นเพียงวูบ อาจทำให้สบายกายและใจ แต่มิทันจะได้ทักทาย สายลมร้อนอาจสลับสับเปลี่ยนเข้าโลมโลบผิวกร้าน หน้าที่ของเรา คือ อย่าเรียกร้องสายลมเย็น หรือทัดทานความร้อนลุ่ม เพียงแต่เผชิญกับมันในทุกฝีก้าวของชีวิต อย่างเข้าใจ

ในบางทีอาจมีผู้คนแวะเวียนเข้าในชีวิต ก็ขอขอบคุณสำหรับการให้จากทุกท่านที่ผ่านพบ
และสำหรับบางคนที่ผมได้กลายเป็นสายลมร้อนสำหรับเขาและเธอ ก็ขอให้เขาและเธอมีความสุข

.................................................

ในค่ำคืน บางทีบนโลกอาจไม่มีใครอยู่เลยสักคน

ผมมองขึ้นไปที่ดาวดวงเล็กๆดวงหนึ่งที่อาจจะยังไม่มีใครตั้งชื่อ แล้วพาลคิดว่า จะมีดวงตาของใครสักคนเฝ้ามองผมอยู่

หากเธอมีจริง ผมเพียงแต่อยากกระซิบผ่านฟ้า และห้วงอวกาศ ว่า ผมนั่งอยู่ตรงนี้นะ

เพียงเท่านี้ ก็มากเกินพอ

..................................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

Monday, May 29, 2006

พักรบ


พักรบ

ดูเหมือน ผมจะกลายเป็นนักกฎหมาย โง่ คนนึงในสายตานักกฎหมายรุ่นน้องหลายคน โดยเฉพาะ นักกฎหมายสายฝรั่งเศส และลิ่วล้อ

ดูเหมือนผมจะกลายเป็น บอกเกลอ หยาบคายและน่ารังเกียจประจำปี ทั้งที่เมื่อต้นปีเพิ่งได้รับรางวัลบลอกเกลอน่ารู้จักที่สุดจาก Minnymim มาอุ่นๆ

โอ เค โง่ ก็ โง่ ถ้าอยากให้ผมโง่ โดยเฉพาะบางคนถึงกับพาลนินทาลับหลังหาว่าผมเป็นพวกไร้หลัก ไร้ค่าย ทั้งที่ ผมก็ สวนกุหลาบ นิติ มธ.ตรี โท เนติบัณฑิตไทย ซึ่งในทางวิชาการแล้วผมก็สามารถไปสอบเป็นตุลาการกู้ชาติกับเขาได้เหมือนกัน (ไม่ได้โม้นะ เพราะสอบสนามเล็กพอสู้ไหว แต่ถ้าสนามใหญ่ขอบายเพราะหมดแรงขอรับ)

โอ เค หยาบคายน่ารังเกียจ ก็น่ารังเกียจ ผมยอมรับ เพราะแถวบ้านผมก็พูดกันตรงๆ ด่ากันหยาบแบบนี้แหละครับ โดยเฉพาะเวลาเจอความไม่ถูกต้องชนิดคอขาดบาดตาย ผมไม่ปฏิเสธความหยาบในคำพูดของผม เพราะพ่อ แม่ให้มา แต่ที่แน่ๆ ผมไม่เคยโกงใคร ไม่เคยเข้าข้างคนชั่ว ไม่ประจบสอพลอใคร นี่แหละครับ ความสุขของหยาบคายบุรุษ

สำหรับคนฉลาดทั้งหลาย ผมมองว่าเป็นพวก Jus Scriptum คือ มองข้ามประเด็น ไปมองแต่ประเด็น Pop Pop Hip Hip ของพวกซ้ายไร้ราก นักกฎหมายไร้ใจอย่างประเด็นมาตรา 7 ประเด็นการใช้อำนาจขององค์กรตุลาการ บางคนต่อต้านพันธมิตรแบบออกนอกหน้า จับแพะชนแกะ โดยไม่เคยมองประเด็น ความฉ้อฉลของระบอบแม้ว ความเลวร้ายของเนติบริกร.......สามเศียร (วิษณุ บวรศักดิ์ โภคิน) ความทุกข์ยากของประชาชน

........................

นี่แหละครับสังคมที่ตัดสินโง่ ฉลาด กันที่ วุฒิ คอก ค่าย เชื้อสาย นามสกุล ยี่ห้อ สถาบัน ประเทศที่ตีตราอันแสดงออกถึงวัฒนธรรมทาส หากเป็นเช่นนี้ผมขอเป็น คน โง่ ด้วยความยินดีขอรับ

นี่แหละครับสังคมที่ตัดสินหยาบ สุภาพ ที่คำพูด ไม่ได้ตัดสินที่เจตนา ความรู้ที่แท้ หรือจิตสำนึก

แต่ผมขอประกาศให้ทุกท่านที่ผ่านพบว่า ผมไม่เคยสะดุ้งสะเทือนกับคำพูดไร้สาระของคนเหล่านี้ ทั้งพวกที่สังคมยกย่องเพราะยี่ห้อ หรือพวกไร้นาม เพราะทุกอย่างที่ผมทำไม่ว่าใครจะตีความอย่างไร ผมรู้ตัวดีว่าผมกำลังทำอะไร ต่อสู้อยู่กับอะไร เพื่ออะไร

.....................

มาบัดนี้ การยุทธ เริ่มรู้ผลแพ้ชนะ ลางๆ จึงถึงเวลากลับสำนักบ้านนอก กระจอก ไร้ชื่อเสียง ม.รังสิต เพื่อฝึกฝนตนเองอีกครั้ง

"การเลิกไม่มีเวลาควรเลิก การเสร็จสิ้นไม่มีเวลาเสร็จสิ้น"

เมื่อตอนนี้หยุดพักได้ก็จงหยุดพักเสียเถิด หากจะคอยเวลาให้ภารกิจเสร็จสิ้นจงรู้เสียด้วยว่าไม่มีเวลาที่ภารกิจจะเสร็จสิ้นได้"

จากคัมภีร์ รากผัก หนึ่งในสามคัมภีร์ สุดยอดของบูรพาวิถี

หนึ่ง คือ ปารมิตาสูตร

สอง คือ พิชัยสงคราม

..........................................

ท้ายสุด ผมเบาใจกับกระบวนการพันธมิตรแล้ว ขอพักรบมาอยู่ข้างหลังบ้าง นอกจากนี้ผมยังขอเตรียมผัน ตน จากเด็ก "ระจัน" ไปเป็น เด็ก "ระมัน" ให้ได้ซะที เผื่อว่าเมืองไทยจะได้มี ดอกเตอร์ โง่ๆ หยาบๆ มาอัด กับ ดอกเตอร์ Pop Pop Hip Hip บ้าง เพราะคนไทยเป็นโรคหูสูงผมเลยต้องหาทางไปชุบแป้งทอดตัวเองบ้าง ฮา ฮา

นี่แหละครับ สังคมที่ฟัง และตรวจสอบ หัวโขนฝรั่งที่คุณใส่ ขำชะมัด และขำมาโดยตลอด

...........................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

Friday, May 26, 2006

zen การกลับคืนสู่เสรีภาพของชีวิต


zen การกลับคืนสู่เสรีภาพแห่งชีวิต

เซน ดูจะเป็นถ้อยคำลึกลับ สูงค่าเกินกว่าความนึกคิดจะเข้าใจ

เซน ดูจะเป็นคำตอบแห่งยุคสมัยที่ใครหลายคนเลือกเป็นวิถีสำหรับการค้นหาตัวตนที่แท้

โศลกเซน ดูจะสร้างความสับสนงุนงงมากกว่าความสว่างแจ้ง อันเป็นจุดหมายที่ทุกคนใฝ่หา

เซน หรือ ฌาน หรือ ธยาน อาจหมายถึง ลัทธิ หรือ นิกาย ในพระพุทธศาสนา ฝ่ายมหายาน

แต่แท้จริง เซน หาใช่ นิกาย ลัทธิ หรือเปลือกป้ายใดไม่ แต่ เซน คือ คำเรียกขาน ตัวความจริง ขั้นอันติมะ หรือ ปรมัตถสัจจะ ซึ่งข้ามพ้นความคิดคำนึง หรือ กรอบแบบแผนใดๆ

ดังนั้น เมื่อคุณคิดถึง เซน เมื่อใด ย่อมหมายถึง คุณกำลังเดินห่างไกลจากเซนมากเท่านั้น

ตัวประสบการณ์แห่งการแลเห็นเท่านั้น จะนำคุณปลดโซ่พันธนาการของชีวิต เพื่อเดินเข้าสู่ เสรีภาพ อันเป็นสภาพดั้งเดิมของชีวิต ที่เราสูญเสียมันไปพร้อมกับวัยเยาว์

..............................
ตัวประสบการณ์เป็นมูลฐานสำคัญที่สุด

ต่อแต่นี้ ผมจะเล่าถึง เซน ให้คุณฟัง ไปเรื่อยๆตามเวลาที่อำนวย

หากคุณโชคดี คุณอาจแล เห็น เสรีภาพ ที่แท้ ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ ก่อนการเกิดขึ้นของพุทธศาสนาเสียอีก

หวังว่าเราจะได้เจอกัน
.........................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

Monday, May 22, 2006

ไอ้เตี้ย หมากเตะ


ไอ้เตี้ย หมากเตะ

แม้ว่าผมจะเป็นแฟน เซเลเซา บราซิลพันธ์แท้

แม้ว่าผมจะรัก หงส์แดงเถือก มากแค่ไหน

แม้ว่า เปเล่จะเก่งกาจสักเพียงใด

แต่ ไอ้เตี้ย หมากเตะ ศัตรูตัวฉกาจ ของบราซิล ผู้ทำให้ผมเคยน้ำตาตกสมัย บอลโลกที่ อิตาลี

คือ หมายเลขหนึ่งในใจของผมเสมอมา บราโว้ !

.......................................

ไอ้เตี้ย แม่งโคตรเก่ง

ไอ้เตี้ย แม่งโคตรเจ๋ง

ไอ้เตี้ย แม่งเส็งเคร็ง

แต่แม่งเจ๋ง ถูกใจ


ไอ้เตี้ย แม่งโคตรเอี้ย

ไอ้เตี้ย แม่งโคตรเสีย

แต่ไอ้เตี้ย คือมายเดียร์

ผมแม่งรัก ไอ้เตี้ย บรรลัย
(คำร้องโดย Dj Thaitaเยี่ยว)

ฮา ฮา อาร์เจนติ๊น่า ฮา ฮา อาเจนติ๊น่า

..........................................

บุญรักษา บราซิล

เมฆแซมบ้า รับบอลโลก

ใครคือเมฆบ้า


ใครคือเมฆบ้า

เมฆขาวพราวฟ้า บ้าคลั่ง
ละล่องลอย ระรื่นไหล ไอระเหย
ละล่องลิ้ว พลิ้วแรงลม มาชมเชย
หยาดฝนเอย คือ หยาดฟ้าน่าชื่นชม”


บทโศลกแห่งเมฆบ้า

เมฆบ้า เป็นนามปากกาของพระเซน “อิคคิว-ซัง” ผู้โด่งดังของญี่ปุ่น ท่านเป็นทั้งกวี จิตรกร และคุรุพเนจรแห่งเซน นามปากกานามนี้ของท่านเป็นคำเล่นสำนวนในภาษาญี่ปุ่นของคำว่า อุนซุย ซึ่งหมายถึงพระภิกษุผู้ที่ความไม่ยึดติดกับชีวิตทางโลกีย์ ทำให้ท่านล่องลอยไหลลื่นอย่างเสรีดุจเมฆเหนือผิวน้ำ เพราะฉะนั้น เมฆบ้า ในความหมายกว้างจึงหมายถึง ผู้ที่เป็นนักปฏิรูปขบถและพวกนอกรีตแห่งวิถีเซนที่ริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ให้แก่สังคมที่พวกเขาสังกัดอยู่ บ่อยครั้งที่นักปราชญ์อย่างพวกเขา และผู้แสวงธรรมอย่างพวกเขาได้แปลงตัวเป็นขอทาน เป็นนักเทศน์พเนจร หรือแม้แต่แสร้งเป็นคนบ้า วิถีเซนของเหล่าเมฆบ้าอย่างพวกเขาได้ส่งอิทธิพลอย่างล้ำลึกต่อการปฏิบัติสมาธิภาวนา ชีวิตประจำวัน จิตวิญญาณ สังคม และการเมืองในศาสนาพุทธนิกายเซนมาจนกระทั่งทุกวันนี้

การแสดงออกอย่างสุดขั้วในพุทธศาสนานิกายเซนของพวกเมฆบ้าเหล่านี้ บ่อยครั้งปรากฏว่ายากเกินไปที่จะเข้าใจ และล้ำหน้าเกินไปสำหรับผู้คนในสมัยเดียวกับพวกเขา หากแต่เป็นแนวทางที่ล้ำค่าเหลือเกินสำหรับอนุชนคนรุ่นหลังผู้เป็นทายาททางจิตวิญญาณในปัจจุบัน เพราะพวกเมฆบ้าคือ บุคคลตัวอย่างที่มีอยู่จริง พวกเขาไม่เพียงต่อต้านอำนาจนิยมเท่านั้น หากแต่ยังตั้งคำถามกับโครงสร้างทุกอย่าง โดยเฉพาะการตั้งคำถามเกี่ยวกับผู้มีอำนาจอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งพบได้ยากในชีวิตทางศาสนาโดยทั่วไป มิหนำซ้ำพวกเขายังโยงความเป็นขบถนี้บูรณาการเข้ากับอิสรภาพภายในแห่งปัจเจก โดยตั้งอยู่บนประสบการณ์แห่งสุญญตาของตนอย่างกระจ่างแจ้งอีกด้วย

บุรุษเซนผู้พลิกโฉมหน้าเหล่านี้ จึงเป็นแบบอย่างที่เหมาะเจาะสำหรับยุคสมัยที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่อย่างยุคของเราในศตวรรษที่ 21 นี้

...............................

นี่คือข้อเขียนของ อ.สุวินัย ผู้ที่รู้จักและศึกษาเรื่องเมฆบ้ามากที่สุดในประเทศนี้

ขอบคุณอาจารย์ ที่ทำให้ผมรู้สึกว่ายังพอมีคนเข้าใจ

ผมเคยพบกับ อ.สุวินัย หลังเวทีพันธมิตร ในสภาพตาลุงคนนึง ที่มีบุคลิกเรียบง่าย แต่ฉายแววตาสดใส เฉียบขาด

ผมเชื่อมั่นว่า ท่านอาจารย์ก็คือ เมฆบ้า คนนึง แต่ท่านมีความบ้าในแบบของท่าน ที่ต่างจากผม

เมฆขาวพราวฟ้า บ้าคลั่ง

ละล่องดั่ง พายุร้าย คล้ายฟ้าผ่า

ในฟ้าร้าง มีสายลม ระดมมา

คือเมฆบ้า ฟ้ากว้าง ทางสัญจร

โศลกสดเมฆบ้า



.....................................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

เมฆบ้า ฟ้าร้าง


Friday, May 19, 2006

กำลังใจแด่นักรบครุยดำ


กำลังใจแด่นักรบครุยดำ

ต้องยอมรับว่าสถานการณ์บ้านเมืองก่อนหน้า อยู่ในสภาพไร้ขื่อ ไร้แป

ต้องยอมรับว่า ระบอบทักษิณ คือตัวการสำคัญในการรื้อขื่อแปทิ้งจนเกือบเกลี้ยง

ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาองค์กรตุลาการ ทำหน้าที่เกี่ยวกับคดีการเมืองค่อนข้างน้อย เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญไม่ทำหน้าที่ตามกฎหมาย

ต้องยอมรับว่า บ้านเมืองที่ไร้ขื่อแปนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องกลับสู่ภาวะการเมืองเต็มขั้น ภาวะดังกล่าวคือภาวะ แห่งสงครามการต่อสู้ระหว่าง กองทัพขายชาติ กับกองทัพกู้ชาติ

......................................................

ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นนักรบกู้ชาติ ทยอยการทำหน้าที่ของตน เรือนแสน เรือนล้าน

และในปัจจุบัน การศึกเปลี่ยนแนวรบ ด้วยเหตุจากฟ้า เราจึงแลเห็น เหล่านักรบครุยดำ ลงออกต่อตีกับ กองทัพขายชาติ

ด้วยเหตุนี้ จึงขอเป็นกำลังใจห่างๆให้นักรบครุยดำปราบปรามพวกขายชาติให้หมด

ขอให้นักรบครุยดำนำ ประโยชน์สุข กลับคืนสู่แผ่นดินแม่อีกครั้ง

ด้วยเหตุนี้ แม้นักรบครุยดำต้องฝืนกับหลักการ แต่เพื่อบรรลุภารกิจยิ่งใหญ่ จึงออกต่อตีกับข้าศึกด้วยใจรักชาติ

ขอคารวะ นักรบครุยดำทั่วหล้า

....................................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

Friday, May 12, 2006

ฟ้าร้าง


ฟ้าร้าง
ฉันเคยท่องล่องไปในเวิ้งฟ้า
ลอยพัดพาตามสายลมระดมพัด
มีสายหมอกละอองเย็นคอยเปลี่ยนผลัด
มีทิวทัศน์ของดินดอนร้อนทุรณ
และแล้วเมฆก็ลอยล่องต้องนางฟ้า
แม่ก็มาโปรยตอกดอกไม้สน
มาเลี้ยงดูด้วยรักห่วงด้วยตัวตน
ด้วยความสนใจสมัครรักผูกพัน
ณ บัดนั้นเมฆแสนสุขสนุกสนาน
ลอยเบิกบานในเวิ้งฟ้าสรวงสวรรค์
มีน้ำทิพย์ชโลมรักทุกคืนวัน
มีเรื่องราวสารพันให้จันทร์จาร
แต่แล้วเมฆก็ต้องกลั่นตัวเป็นฝน
เพื่อโปรดปรนนิบัติดินทุกถิ่นฐาน
ไหลลงรดทั่วผืนแผ่นดินดาน
หลอมสายธารเป็นเนื้อเดียวกับเสี้ยวดิน
เมฆจึงร้างห่างฟ้านภาใส
หลงระเริงอยู่ในกระแสสินธ์
หลงหล่อเลี้ยงทุ่งหญ้าค่าผืนดิน
หลงลงกินทุรณดอนที่ร้อนรน
มาบัดนี้อาทิตย์เผาร่างกายแผด
พยับแดดก็หอบน้ำสู่ฟ้าฝน
ให้ระเหยกลับเป็นเมฆในบัดดล
มีปุยขาวละมุนปนอยู่บนฟ้า
ฟ้าจ้าฟ้าฟ้ายังกว้างอย่างเคยกว้าง
แต่ฟ้าร้างนางบนฟ้าข้าโหยหา
ด้วยรักกล่อมที่เคยกอดเคยเป็นมา
กลับร้างราจากฟ้าครามยามพลบเย็น
อาทิตย์ดับลาจากฟ้าฟาก
เมฆลอยจากนางบนฟ้าลับตาเห็น
ละล่องเรื่อยเอื่อยไปสายลมเย็น
ในความมืดแสงจันทร์เพ็ญคอยกล่อมนอน
............................
เมฆบ้า ณ บ้านนางฟ้า

Tuesday, May 09, 2006

นักกฎหมายกระป๋องปลา กับ นักกฎหมายปลากระป๋อง


นักกฎหมายกระป๋องปลา กับ นักกฎหมายปลากระป๋อง

ในปัจจุบันมีนักกฎหมายบางคนชอบเรียกตัวเองว่าเป็น "นักกฎหมายมหาชน" หรือ สื่อบางสื่อชอบเรียกนักกฎหมายบางกลุ่มว่า "นักกฎหมายมหาชน" ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้น "นักกฎหมายมหาชนมีจริงหรือเปล่า" คือคำถามที่ต้องวิสัชชนาให้ได้ก่อน

กฎหมายแท้จริงแล้ว คือ ระบบของกฎเกณฑ์ที่ไม่อาจแยกขาด หรือแยกย่อย ออกเป็นสาขาต่างๆได้ ระบบแห่งกฎเกณฑ์ คือระบบที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ทั้งในแง่ของส่วนตน ส่วนรวม ส่วนข้ามรัฐ รอดรัฐ ส่วนเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง ศาสนา ชีวิต ความเป็นอยู่

ความคิดในการแบ่งแยกสาขาของกฎหมาย กระทั่งแบ่งแยก "คน" ในฐานะ นักกฎหมายออกเป็น "ประเภท" หรือ "พันธ์"ต่างๆโดยยึดถือ "ประเภท" จึงเป็นความคิดที่ "อ่อนหัด" เพราะระบบแห่งกฎเกณฑ์ไม่อาจแบ่งแยกได้ เช่น หากคุณถูกรถของหน่วยงานราชการชนจนบาดเจ็บ หากคุณจะเรียกค่าเสียหาย คุณต้องไปดู กฎหมายละเมิดของพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้าคุณจะเอาข้าราชการที่ขับรถชนคุณเข้าคุก คุณก็ต้องไปดูกฎหมายอาญา ถ้าคุณจะดำเนินคดี ก็ต้องไปใช้วิธีพิจารณาความของศาลปกครอง หรือ ศาลอาญา

ผมกำลังจะบอกคุณว่า "นักกฎหมายมหาชน" ไม่มีหรอก มีแต่ "นักกฎหมาย" ที่กำลังใช้กฎหมายอันเป็นร่างแหของกฎเกณฑ์ที่เชื่อมร้อยโยงใยอย่างเป็นระบบ

.....................................

นอกจากเราไม่อาจแบ่งแยก "กฎหมาย" ออกเป็น "พันธุ์" ได้แล้ว "กฎหมาย" ก็ไม่อาจแยกขาดจากรากเหง้าของมัน คือ "บริบท" ที่เป็นฐานที่มาของกฎหมาย เพราะกฎหมายไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ก่อน แต่กฎหมายพัฒนามาจาก "สิ่งที่มีอยู่ก่อน" คือ "ปัญหาในบริบท" ซึ่งความขัดแย้งต่างๆบีบคั้น บีบเค้น ให้มนุษย์ร่วมคิด ร่วมกำหนด กรอบแห่งการดำรงอยู่ร่วมกัน

ด้วยเหตุนี้ หากนักกฎหมายผู้ใด หรือ ผู้ที่เรียกตนว่าเป็น "นักกฎหมาย" พันธุ์ใด ใช้กฎหมายโดยตัดขาดจากบริบทสังคมแล้ว นักกฎหมายผู้นั้นก็อาจเข้าสู่ ภาวะ "บูดเน่า" ที่อาจดันกระป๋อง หรือ เปลือกแห่งถ้อยคำให้ปูดปูน

อย่าลืมว่า เราซื้อปลากระป๋อง มากิน ปลา ไม่ได้กิน กระป๋อง แต่นั่นอย่างเพิ่งด่วยสรุปว่า กระป๋องไม่มีคุณูปการในการรักษาปลาให้หอมอร่อยนะ แต่เมื่อวันใดที่ปลาในกระป๋องมันเน่า เราจะทำอย่างไรกับกระป๋องดี เราต้องกลับมาตรวจสอบกระป๋องว่ามันพังเพราะอะไร พังเพราะปลา หรือ พังเพราะกระป๋อง

........................................

สำหรับ ระบบแห่งกฎเกณฑ์ในบ้านเรา ต้องยอมรับว่า เหมือน กระป๋องใส่ปลาเน่า

เน่าจนกัดกร่อนกระป๋องให้ผุลงวันแล้ววันเล่า ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นนักกฎหมายออกมาให้ความเห็นในสองแนว

แนวแรก คือ นักกฎหมายกระป๋องปลา พวกนี้ติดกับหลักการและตรรกะ ติดกับเปลือกของกฎหมาย ขอให้กระป๋องสวยไว้ก่อน ส่วนปลาจะเน่าอย่างไรข้าไม่สน ข้ามีหน้าที่เดินหน้ารักษากระป๋องอย่างเดียว ขอให้กระป๋องปลาสวยไว้ก่อน แต่พวกนี้ยังดีกว่า นักกฎหมายปลาเน่า อย่างเนติบริกรเยอะ แต่อย่างว่า นักกฎหมายกระป๋องปลาดูจะทำหน้าที่ของตนได้ดีมาก ดีจนกระทั่งออกปกป้อง นักกฎหมายปลาเน่า

แนวสอง คือ นักกฎหมายปลากระป๋อง พวกนี้ไม่ใช่ไม่สนใจกระป๋องปลานะ ! แต่ที่ผ่านมา กระป๋องปลา เป็นแต่กระป๋อง แต่ไม่ได้มีสภาวะที่จะเปลี่ยนปลาเน่าเป็นปลาดีน่ากินได้ นอกจากนี้ปลาเน่ายังส่งกลิ่นเหม็นสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว จึงถึงเวลาสักทีที่จะต้อง สังคยนา ปลาเน่าตัวอ้วนในกระป๋องสักที ทั้งที่รู้ว่า อาจมีปลาเน่าตัวใหม่เข้าอยู่ในกระป๋องก็ตาม

ทั้งนักกฎหมายกระป๋องปลา และ นักกฎหมายปลากระป๋อง ต่างๆก็มีจุดร่วมกัน คือ การรักษา นิติรัฐ รักษา ระบบกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายให้กลายเป็นหลักการสำคัญ

แต่จุดที่ต่างกันอย่างชัดเจน คือ นักกฎหมายกระป๋องปลา มุ่งรักษา กระป๋อง ดุจดวงใจ โดยไม่สนใจ ว่า ปลามันจะเน่า มันจะเหม็น ประชาชนจะคลื่อนเหียนอาเจียน ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวหรือไม่ ขอให้ข้ารักษากระป๋องให้ดีที่สุดไว้ก่อน และเขาเหล่านั้น ก็ทำหน้าที่ได้ไม่เลวเลยทีเดียว

ในขณะที่นักกฎหมายปลากระป๋อง มุ่งรักษา ปลา และ กระป๋อง ไปบนพื้นฐานที่เป็นไปได้ ที่ผ่านมา ปลาเน่า ทำลายกระป๋องไปจนยับเยิน จนบุบบี้ไปหมดแล้ว ดังนั้นสิ่งต้องทำ คือ กำจัด ปลาเน่าไปโดยเร็ว อย่างน้อยที่สุด เมื่อปลาเน่าออกไปแล้ว ค่อยมาดำเนินการต่อว่า จะซ่อมกระป๋องอย่างไร ไม่ให้ ปลาเน่าเข้ามาในกระป๋องได้อีก หรือ จะเปลี่ยน ปลาเน่าเป็น ปลาร้ากระป๋องที่หอมอร่อยได้อย่างไร

..................................

อย่าลืมว่า คน กิน "ปลากระป๋อง" ไม่ได้กิน "กระป๋องปลา" แม้ว่า "กระป๋องปลา" จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ "ปลากระป๋อง" ก็ตาม แต่มันถึงเวลาตั้งนานแล้วที่จะเทปลาเน่า ออกจากปลากระป๋อง ส่วน กระป๋องใบใหม่ จะซ่อม แซม สร้าง อย่างไร ค่อยว่ากันใหม่

มิใช่ มัวนั่งคิดแต่เรื่อง "กระป๋องปลา"

..................................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

นักกฎหมายปลากระป๋อง

Monday, May 08, 2006

1st Round


1 st Round

Ladyyyyyyyyyyyyyyyyyyyyy and Gentleman nnnnnnnnnnnnnnnnnnn.

Uh hhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhh

This is the result of first round

The Rule of Law 8 : 6 Taksin and the gang

The Right 9 : 5 The Cheat

..............................

Don't blink your eyes for the 2nd round.

......................................................

God bless your life

Thursday, May 04, 2006

Shades in my box

Shades in my box

Nikon D 50
None fotoshop
Technic : Zoom In and Out , Slide



















Tuesday, May 02, 2006

เดิน

เดิน

ชีวิตผมกว่าค่อน คือการเดิน เดินไปบนถนนของชีวิต

บางขณะ อาจมีใครมาร่วมเดินด้วย ในสถานะต่างๆ ทั้งในฐานะ พ่อ แม่ คนรัก เพื่อน พี่ น้อง ครูบาอาจารย์

บางครั้งเราอาจคิดว่าเราเดินอยู่ในเส้นทางสายเดียวกัน แต่เชื่อเถอะว่าทุกคนล้วนมีเส้นทางของตนเอง เพียงแต่สายลมแห่งชีวิตอาจเพียงพัดพาให้เราเดินมาอยู่ใกล้ๆกัน เพื่อพบปะกันในสถานะต่างๆ

ผมเพียงแต่เดินไปบนเส้นทางของผม ซึ่งบางครั้งการที่ผมจดจ่ออยู่กับเป้าหมายบางอย่าง อาจทำให้ผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า กำลังเดินห่างออกจากใครหลายคน ในขณะเดียวกันก็อาจได้เพื่อนร่วมทางชั่วคราวเพิ่มขึ้นบนรายทางใหม่เช่นกัน

คุณที่รัก ผมมีเส้นทางเดินเฉพาะของผมที่แยกจากคุณๆทั้งหลาย เป็นเส้นทางเบี่ยงของชีวิตที่เราไม่อาจเจอมันได้ง่ายนัก

สำหรับผมเมื่อพบเส้นทางดังกล่าว ผมรู้แต่ว่าขามันต้องเดินไปในทิศทางนั้น

และเมื่อเส้นทางดังกล่าวเริ่มสิ้นสุดลง ผมเพียงคิดว่าทางเบี่ยงของชีวิตนั้น จะกลับมาเชื่อมโยงกับเส้นทางสายเดิมที่มีผู้คนคุ้นหน้า โดยเฉพาะเธอผู้แสนดี

แต่เมื่อผมเงยหน้าขึ้น กับพบเพียงความว่างเปล่า บนระยะทางก้าวต่อมาและต่อไป

ไม่มีสิ่งใดต้องเรียกร้อง นอกจากเดินมันต่อไป เพื่อการเดิน เดิน และก็เดิน

เดินไปบนวิถีของชีวิตที่บางครั้ง การได้มาซึ่งวิถี อาจหมายถึง การสูญเสียอะไรบางอย่างไป

ผมเพียงคิดว่าจะเดินต่อไป แม้ว่าฝุ่นควัน และความร้อน บนถนนของผมจะทวีอุณภูมิสูงขึ้นก็ตาม

แต่มันก็เป็นธรรมชาติที่มันมีวิถีการเคลื่อนตัว แปรปรวนของมัน

ผมเพียงแต่อยากให้ทุกคนมีความสุข และขอให้เธอมีความสุข

บางครั้งปณิธานที่ยิ่งใหญ่ เพื่อการดูแลมวลมนุษย์เพื่อนร่วมโลก อาจกลายเป็นการหลงลืมที่รดน้ำให้กับดอกไม้ที่แสนหอม

รอยยิ้มของผู้อื่นมากมาย ก็เพียงแค่รอยยิ้ม

น้ำตาที่อาบไหลในห้องเดียวดาย ก็เพียงแค่สิ่งที่สมควรจะเกิด

ถนนสายใหญ่ที่เราก้าวเดินเพียงชั่วคราว อาจหมายถึงการสูญเสียระยะทางในถนนสายเล็กที่น่ารัก

ทั้งนี้มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์และจังหวะก้าวของชีวิต จะผลักดัน บิดผัน กระทั่ง เร่งเร้าให้เราเดินไปสู่ทิศทางใด

......................................

ตะวันตกดินแล้ว ความมืดแผ่ปลกคลุมไปทั่วผิวโลกซีกที่ผมอยู่

ผมเดินจากท่าพระจันทร์ ไปสนามหลวง จากสนามหลวงไปพระอาทิตย์ จากพระอาทิตย์ไปข้าวสาร จากข้าวสารไปราชดำเนิน ทอดตาเหม่อมองไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

รถยนต์ส่วนตัวชั่วคราวแบบคิดเงิน พาผมกลับสู่ห้องเดียวดาย ไร้ชีวิต
ผมเพียงแต่สูดลมหายใจลึกๆ พลันเหลือบแลเจ้าหมีน้อย และคิดเป็นห่วงว่าจะไม่มีใครดูแลมัน

ผมคิดว่าผมหิวแล้ว และอาจจะพามันลงไปกินข้าวด้วย

....................................................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น



Sunday, April 30, 2006

ความเคลื่อนไหวของผม


ความเคลื่อนไหวของผม
(ภาพถ่ายโดย อรรัตน์ คุ้มทรัพย์)

สวัสดีชาวบล็อกทุกท่าน โดยเฉพาะผู้วิวาทะกันแบบมันหยดติ้งๆ ทั้ง นิติรัฐ ราติโอ้ พี่กล้า น้องมิ้ม ปกป้อง และไร้นามทั้งหลาย


วันนี้ วันดี คลื่นลมการเมืองสงบ อารมณ์ดี มีความสุข เนื่องจากภารกิจเพื่อชาติเท่าที่ผมทำได้ ใกล้เสร็จสิ้นแล้ว โดยสรุป ผมถือว่า แผนการณ์ที่ผมวางไว้ทั้งหมดเสร็จสิ้นลงเพียงครึ่งหนึ่ง ในขณะที่ภารกิจกู้ชาติ คืบหน้าไปเพียงไม่กี่คืบ ดังนั้นผมจึงได้เวลาชี้แจง ด้วยความสุภาพแก่มิตรรักทุกท่าน อีกครั้งหนึ่ง

.....................................

สำหรับผม ทำไมต้องกู้ชาติ ?

1.ระบอบทักษิณปล้นเงินที่ต้องโอนไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวม 1,600,000,000,000 บาท พวกท่านอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบใด

2.ระบอบทักษิณขายรัฐวิสาหกิจ ขายสัมปทาน ซึ่งเป็นสมบัติชาติ และหลักประกันการดำรงชีวิตของคนในชาติทุกคน

3.ระบอบทักษิณฮุบกิจการที่เป็นสมบัติชาติเอาไปเป็นของตัว คือ ปตท. และต้องการฮุบ กฟผ.เนื่องจากมีระบบสายเคเบิ้ลที่มีประสิทธิภาพสูงในการส่งข้อมูลมากกว่าดาวเทียมหลายร้อยเท่า

ฝากท่านทั้งหลายศึกษาข้อมูลให้ครบ เพราะผมขี้เกียจเขียนขยายความ

...................................

เป้าหมายส่วนตัว ทำลายระบอบทักษิณ ด้วยการตัดที่ฐานราก ผมใช้ชื่อ กลยุทธว่า รื้อไม้ค้ำ

"ทักษิณ เปรียบดังต้นไม้ที่ตายแล้ว แต่ยืนอยู่ด้วยไม้ค้ำ คือ ลิ้วล้อ และสิบเก้าล้านเสียงที่ชอบอ้าง ดังนั้นการเอาชนะจึงไม่ใช่การตีที่นาย เพราะตีนายไม้ค้ำจะตั้งแข็งขึ้นมาบัง ทำให้ต้นไม้ไม่ล้ม"

ข้อจำกัด

1.ทักษิณ ยึดครองสื่อ ปิดหู ปิดตา ประชาชน ส่งคนไปนั่งดูรายการทีวีแทบทุกช่อง นอกจากนี้ตัวระบอบกินลึก


2.ผมส่วนตัวกำลังน้อย จึงต้องอาศัยกำลังผู้อื่น เพื่อนำ อาจารย์ไร้ทุนทางสังคมอย่างผมเหยียบไปบนสนามกำลัง

3.ผมไม่อาจเสนอยุทธศาสตร์ใหญ่ต่อพันธมิตรได้โดยตรง ในตอนหลังมีคนเดือนตุลาชักชวนจึงได้เข้าร่วมในทีมที่ปรึกษาของคนเดือนตุลากลุ่มหนึ่ง ซึ่งบางคนมีส่วนในการจัดตั้งพรรคไทยรักไทย จึงได้เริ่มเสนอกลยุทธ แต่ค่อนข้างจะช้าเกินไป

4.พันธมิตรดำเนินกลยุทธผิดพลาดในตอนต้น คือ ชุมนุมใหญ่เร็วเกินไป คือวันที่ 26 กุมภา ในขณะที่ภาพของพันธมิตรยังดูดี ควรบุกตะลุยต่างจังหวัดก่อน เพื่อสมานเจตนารมณ์ร่วม แต่รีบกลับเข้า กทม.เร็วเกินไป ตรงจุดนี้กลายเป็นข้อจำกัดจนถึงปัจจุบัน ที่พันธมิตรไม่อาจขยายแนวได้มาก

5.ในเรื่องนายกพระราชทาน ผมถือเป็นกลยุทธที่ต้องลงเรือลำเดียวกัน เพื่อนำมวลชนออกสู่ท้องถนน ซึ่งในพันธมิตรเองก็มีคนไม่เห็นด้วยเยอะ แต่ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานกองทัพออกศึกต้องพร้อมเข้าใจเจตนารมณ์สูงสุดร่วมกัน

6.ระบอบกฎหมาย เหมือนคนเป็นอัมพาต เพราะระบบทักษิณหลับตาตลอด บางเรื่องผมถือว่า หรี่ตาลง เพื่อชัยชนะ และนำ นิติรัฐกลับมาสถาปนาให้มั่นคง เปรียบเสืมอนปลวกกินเสาเรือน ต้องขุดขึ้นมาก่อน แล้วเอาเสามาตั้งใหม่ให้ได้หลังกำจัดปลวก
...................................

กิจกรรม

1.ออกเดินทางปราศรัย

ที่ อุบล ชัยนาท สิงห์บุรี ศรีษะเกษ โคราช ปทุมธานี ลานโพธิ์ สนามหลวง มิสกวัน มัฆวาฬ สีลม พารากอน หน้าพรรคไทยรักไทย หน้า กกต. โดนขวดเขวี่ยงก็มี โดนแท็กซี่บีบแตรใส่ นอนค้างในที่ต่างๆข้างม็อบ ตำรวจตาม มีโทรขู่ ทุกรูปแบบ

2.ฟ้องคดี เพิกถอนสัญญาสัมปทาน ตอนนี้อยู่ในระหว่างอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้อง หากศาลรับเตรียมซื้อเสื้อเกราะกับโลงจำปา ฮา ฮา

3.เป็นทีมทำข้อมูลและทนายความศาลจำลอง ภายใต้บังคับการของ อ.ปริญญา และ อ.บรรเจิด

4.ร่วมทีมที่ปรึกษา กับคนเดือนตุลา

5.เป็นที่ปรึกษากฎหมายศูนย์จับตาการเลือกตั้ง นำเสนอประเด็นร่วมกับ อ.คมสันต์ โพธิ์คง เพื่อให้พันธมิตร และสภาทนายนำไปฟ้องคดี ล่าสุดศาลปกครองสั่งระงับการเลือกตั้ง 29 เมษายน

6.ออกรายการคม ชัด ลึก ร่วมกับคุณรสนา และคุณสมเกียรติ (ประธานสหภาพแรงงานท่าเรือฯ)
........................

ผลร้ายที่ตามมา

1.ถูกพ่อด่า แม่ด่า ตาด่า แต่พี่สาวเชียร์ น่ารัก

2.ถูกชาวบล็อกจำนวนมากด่า ถึงพ่อ แม่ ทั้งที่พ่อ แม่ก็ด่าผมเหมือนกัน ฮา ฮา ไล่มาตั้งแต่

3.ถูกตั้งข้อกล่าวหาโดยชุมชนบล็อกเก่อมากมายเพราะ ความบ้าระห่ำ เลือดเดือดของผมเอง ฮา ฮา พี่กล้า นิติรัฐ ราติโอ้ มิ้ม และพวกลิ้วล้อไร้นามทั้งหลาย

4.มีหนี้ติดตัว จากค่าเดินทางโดยแท็กซี่กู้ชาติ ค่าโรงแรม ศิริรวมแล้วตอนนี้ ประมาณ ครึ่งแสน

5.มีความสุขดี เพราะผมถือว่า ได้สู้เพื่อคนทุกคนรวมทั้งคุณที่ด่าผมเละ

......................

บุคคลที่ประทับใจ

1.กลุ่ม อดีต สว. มาลีรัตน์ แก้วกาบ การุณ ใสงาม สมบูรณ์ ทองบุราณ

2.กวีชาวบ้าน สมาน เกาะเหล็ก

3.อ.ภูวดล ม.เกษตร พี่ดี๋ ดอกมะดัน พี่วีระ สมความคิด พี่ดนัย อนันตโย

4.พี่สมศักดิ์ โกศัยสุข และ อ.สมเกียรติ พงศ์ไพบูล

5.พี่นิติรัฐ น้องจูน น้องเรย์ คนคุมเวทีและพนักงานของ astv

6.ฮิวโก้ นายเจ๋งจริง

7.พี่น้องในพันธมิตรที่มาชุมนุมทุกท่าน



.........................

ตกหลุมรัก

อ.บรรเจิด อ.เจริญ อ.คมสันต์ ในฐานะ นักปราชญ์คู่แผ่นดิน

.......................

เหตุการณ์ประทับใจ

1.แจกลายเซ็นให้แฟนๆ ยังกับ ฟิล์ม รัฐภูมิ

2.มีแม่ยก ป้าๆทั้งหลาย ทำกับข้าวมาให้กิน

3.ทำหน้าที่ส่งสารเรื่อง The King can do no wrong ให้กับพี่คำณูน จนคุณสนธิเอาไปพูดและถูกฟ้องคดีหมิ่นฯ

4.ไปปราศรัยหน้าไทยรักไทย ร่วมกับพี่น้องรามที่น่ารักและมันส์มาก ชอบๆ

5.ยืนด่า วาสนา บนเวทีหน้า กกต.สิบหน

6.ปราศรัยที่พารากอน วัยรุ่นตรึม หวานกรอบ

...................................

สำหรับชาวบล็อกทั้งขาประจำและขาจร ผมขอเรียนท่านทั้งหลาย ว่าผมเป็นคนสุภาพ สุภาพมากด้วย และให้เกียรติคนอย่างเสมอหน้า ไม่เคยกดหัวใคร และต่อสู้กับพวกกดหัวชาวบ้านเสมอๆ

ในช่วงแรกที่ผมเริ่มเคลื่อน และเขียนบล็อกไปด้วย มีคนเริ่มเล่นผมด้วยความรุนแรง ผมสุภาพ แต่ก็ยังไม่หยุด ผมก็แรงบ้าง (กรุณาไปสืบดูกันด้วย อย่ามองข้าม ไม่เช่นนั้นผมถือท่านที่ชอบด่าผมไม่มีความเป็นธรรม)


จากนั้น ผมไปปราศรัย ก็มีพวกออกมาตำหนิ โดยไม่เข้าใจว่าการพูดในม็อบเป็นอย่างไร ไม่เข้าใจในสไตล์ของผม จังหวะนั้น ผมเองก็ไม่ฟังใครเหมือนกัน เพราะผมมีเรื่องต้องคิด ต้องทำเยอะ และคนติผมก็หาได้เป็นผู้ที่คู่ควรจะติ เพราะไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากติ ถามว่ามีคนติไหม มีแต่คนเหล่านั้นล้วนเป็นผู้มีผลงานมาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งผมฟัง ฟังเพราะเขาเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เช่น อ.สมคิด อ.พันธ์ทิพย์ อ.ชลธิรา ในขณะที่ มีคนชม อย่าง อ.สุรพล อ.บรรเจิด อ.พินัย แล้วคนอย่าง นิติรัฐ ราติโอ้ ปกป้อง ทำอะไรมาบ้าง เป็นใคร จึงหาญกล้ามาวิจารณ์ผม ผมก็สวนไปตามสันดาน นักเลง

จากนั้น ผมก็ปิดบล็อกดีกว่าเพราะ ดูจะไม่ค่อยมีใครให้ความเป็นธรรมหรือดูต้นสายปลายเหตุสักเท่าไร ทั้งนี้ก็เนื่องจากอ่านบล็อกผมเป็นตอนๆไม่ได้อ่านติดต่อกัน จึงไม่เข้าใจในเหตุการณ์ นอกจากไม่มีความเป็นธรรมยังอ่อนหัดในเรื่องกลยุทธ โดยเฉพาะ นิติรัฐ และราติโอ้ ที่ถึงกลับลงทุนเขียนบล็อกตอบโต้สองตอน ผมบอกได้เลยว่าผมอ่านแบบผ่านๆ เพราะไร้สาระ และผมก็ตลกใจที่มีคนออกมามั่วกับสองคนนี้เต็มไปหมด น่าสังเวชจริงๆ นอกจากนี้เวลาผมเจอคนไร้สาระมากๆผมจะไม่อยากชี้แจง เพราะขี้เกียจพูด และก็โตๆกันแล้วไปคิดเอาเอง

....................................

ทั้งหลายทั้งปวง จึงฝากไปยังทุกท่าน ด้วยความนับถือว่า กรุณาดูสิ่งที่ผมเคลื่อนไหว กลับไปถามเหตุการณ์ในบล็อกที่สลายไปแล้ว จากผู้ที่พอรู้ ดูเหตุการณ์ให้ครบถ้วนก่อน หรือหัดรับฟังคำชี้แจงบ้าง แล้วค่อยตัดสินผม
.....................................

ส่วนกรณีบรรลุเซน อัตตา อนัตตา นั้น ยังยืนคำเดิม ว่าท่านทั้งหลายต้องเรียนรู้จากผม

บทเรียนแรก แลเห็นความรู้สึกต่างๆที่มีต่อผม ในใจของท่านซะก่อน

เพราะ เซน สรุปรวมลงแค่

"การแลเห็นธรรมชาติภายในตนเอง ซึ่งไร้ธรรมชาติ"

มิใช่จำมาพูด แต่ผมปฏิบัติวิปัสสนามาหลายปี

อย่าลืมว่าการมองว่าคนพูดหยาบ จะบรรลุธรรมได้อย่างไร เป็นความติดยึดอย่างนึง

การมองว่าผมหยาบคาย อุบาทว์ ก็เป็นการยึดติดอย่างหนึ่ง

...................................

ทุกอย่างที่ผมทำ หรือพูด เป็นเพียงความเคลื่อนไหว จากธรรมชาติของผมซึ่งไร้ธรรมชาติเท่านั้น แล้วท่านจะรู้ว่าท่านนั้นแหละที่คิดผิด
.............................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น






Thursday, April 27, 2006

สถานการณ์บ้านเมืองภายหลังกระแสพระราชดำรัส

สถานการณ์บ้านเมืองภายหลังกระแสพระราชดำรัส
(ตีพิมพ์ในมติชน วันที่ 1 พ.ค.2549)

ในที่สุดสถานการณ์บ้านเมืองก็เริ่มเข้าสู่ภาวะคลี่คลายตัวได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ภายหลังที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสพระราชดำรัสต่อคณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด และคณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งกระแสพระราชดำรัสของพระองค์มีความชัดเจนโดยไม่ต้องอรรถาธิบายขยายความเพิ่มเติม
แก่นแท้ของพระราชดำรัสในมุมมองของนักกฎหมาย มีความชัดเจนว่า ต่อไปนี้ประเทศชาติต้องกลับมาสู่ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย กลับมาสู่การปกครองโดยกฎหมาย (The Rule of Law) ซึ่งหากประชาชนทุกหมู่เหล่าน้อมรับกระแสพระราชดำรัสมาใส่เกล้าใส่กระหม่อม และปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระองค์อย่างเคร่งครัด สังคมการเมืองไทยที่เคยอยู่ในสภาวะโกลาหล (Chaos) มานานพอสมควรย่อมพบกับจุดพลิกผันที่สวยงามหมดจด จนบรรดานานาอารยะประเทศต่างชื่นชมและประหลาดใจที่การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของประเทศไทยเป็นอย่างอารยะ แตกต่างจากเหตุการณ์ที่เกิดการชุมนุมประท้วง ในประเทศพิลิปปินส์ ประเทศเนปาล และ ประเทศฝรั่งเศส โดยสิ้นเชิง
สภาวการณ์ทางการเมืองหลังจากนี้ คงต้องดำเนินไปบนพื้นฐานของการเคารพหลักประชาธิปไตยและหลักการปกครองโดยกฎหมายมากกว่าที่เคยเป็น ซึ่งหากมีการดำเนินการใดบนพื้นฐานของหลักการทั้งสองประการอย่างเคร่งครัดแล้ว ปรากฏการณ์ทางการเมืองภายหลังจากนี้น่าจะมีทิศทางดังต่อไปนี้

1. การยกเลิกการเลือกตั้งและกลับสู่การเลือกตั้งของพรรคร่วมฝ่ายค้าน
จากเหตุการณ์การเลือกตั้งที่มีปัญหาความไม่ชอบธรรมในหลายกรณี ทั้งอำนาจในตราพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง กรณีการทุจริตการเลือกตั้ง กรณีความไม่โปร่งใสในการจัดการการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยในหลายกรณีนั้นยังไม่มีกระบวนการในการหาคำตอบที่ชัดเจนว่าการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในวันที่ 2 เมษายน 2549 มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมเพียงใด แต่สิ่งที่ปรากฏชัดเจน คือ การเลือกตั้งที่ผ่านมามีการลงสมัครของผู้สมัครคนเดียวอยู่หลายร้อยเขต ซึ่งนั่นมิใช่วิถีทางของระบอบประชาธิปไตยที่ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิที่จะเลือก ซึ่งการที่ประชาชนจะเกิด “สิทธิที่จะเลือก” ได้ โดยเหตุผลก็ต้องมีผู้สมัครหลายคนให้พิจารณาตัดสินใจ ดังนั้น การเลือกจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปรากฏว่าในเขตเลือกตั้งมีผู้สมัครเพียงคนเดียว
กรณีดังกล่าวเป็นผลมาจากการบอยคอตการเลือกตั้งของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” ในวิถีทางที่แตกต่างไปจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งหลักจากนี้หากมีการจัดการเลือกตั้งรอบใหม่ พรรคร่วมฝ่ายค้านคงปฏิเสธที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้อีกต่อไป


2. การชุมนุมประท้วงเพื่อต่อต้าน “ระบอบทักษิณ”
บนวิถีทางของการปกครองระบอบประชาธิปไตย สิ่งที่กฎหมายจะต้องเข้าไปรับรองและคุ้มครองในประการสำคัญ ก็คือ สิทธิและเสรีภาพในแสดงความคิดความเห็น และสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมในที่สาธารณะ ซึ่งภายใต้กรอบของกฎหมายถือว่าหลักการดังกล่าวมีศักดิ์ทางกฎหมายเป็นหลักการในระดับ รัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นหลักการสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ อันกฎหมายที่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าหรือการกระทำในรูปลักษณะใดๆจะขัดหรือแย้งมิได้
ดังนั้นหากพิจารณาถึงข้อเรียกร้องของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ยอมยุติข้อเรียกร้องในการขอ “นายกพระราชทาน” ตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว มิได้หมายความว่า กลุ่มประชาชนจะไม่มีสิทธิในการชุมนุมโดย สงบ เปิดเผย และปราศจากอาวุธแต่อย่างใด ทั้งนี้ ก็เนื่องด้วยเหตุผลที่ว่า เจตนารมณ์ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแท้จริงมุ่งเน้นประเด็นความสำคัญในการต่อต้านระบอบทักษิณ และการขอให้นายกรัฐมนตรีลาออก ด้วยเหตุนี้เมื่อนารัฐมนตรียังไม่ลาออก ย่อมหมายความว่า วิถีทางในการดำเนินการของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ยังไม่บรรลุผล และเมื่อสิทธิในการชุมนุมในที่สาธารณะเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่สามารถกระทำได้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงสามารถดำเนินการชุมนุมประท้วงต่อไปได้บนพื้นฐานของหลักการแห่งเสรีประชาธิปไตย และหลักการปกครองโดยกฎหมาย
ซึ่งกรณีนี้มีนัยที่ควรจับตา คือ การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยกรณีว่า ร่าง พรบ.ทางหลวง (ฉบับที่...) พ.ศ.....ที่มีข้อความห้ามมิให้ผู้ใดชุมนุมกันบนเขตทางหลวง ขัดหรือแย้งกับต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 29 และ 44 หรือไม่

3. การแสดงบทบาทของ “องค์กรตุลาการ” ในการดำเนิน “กระบวนการยุติธรรม” ในทุกรูปแบบ
เมื่อประชาชนทุกหมู่เหล่าเห็นพ้องต้องกันว่า การปกครองประเทศจะต้องดำเนินไปบนพื้นฐานของหลักการปกครองโดยกฎหมาย ด้วยเหตุดังกล่าว เมื่อปรากฏกรณีอันเป็นที่สงสัยถึงความไม่สุจริต การคอรัปชั่นอย่างมโหฬารของรัฐบาลชุดปัจจุบัน กระทั่งการกระทำผิดกฎหมายของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการชุมนุมประท้วง และด้วยเหตุที่ ไม่มีบุคคลใดอยู่เหนือกฎหมาย (No man above the Law) “กระบวนการยุติธรรม” จึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในการพิจารณาคดีความต่างๆเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับทั้งสองฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา อย่างเป็นอิสระ และปลอดจากการแทรกแซงโดยอิทธิพลใดๆ

ด้วยเหตุดังกล่าว สิ่งที่ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องทำการทบทวนบทบาทของตนเองว่า คดีประเภทใดอยู่ในอำนาจของศาลใด โดยเฉพาะประเด็นการปฏิเสธการตัดสินคดีนั้น ทั้งสามองค์กรควรมีการประชุมปรึกษาหารือกันในประเด็นดังกล่าว เพื่อให้กรณีที่เป็นที่สงสัยของสังคมเข้าสู่ “กระบวนการทางกฎหมาย” เข้าสู่ “กระบวนการยุติธรรม” มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับภาษิตกฎหมายที่ว่า “ผู้พิพากษาไม่สามารถปฏิเสธการตัดสินคดีได้” นอกจากนี้การตัดสินคดีความต่างๆต้องเป็นไปด้วยรวดเร็ว ดังภาษิตกฎหมายที่ว่า “Justice delay Justice Deny” และสำหรับนักกฎหมายทุกคนพึงพิจารณาว่าในการใช้กฎหมาย “กฎหมายกับความยุติธรรมจะต้องไม่ขัดแย้งกัน” ( Law and Justice should not be conflicting) หากบทบาทของ “องค์กรตุลาการ” เป็นไปตามภาษิตกฎหมายที่กล่าวมา ผมเชื่อว่า องค์กรตุลาการ จะกลายเป็นหัวรถจักรในการกอบกู้ หลักการปกครองโดยกฎหมายกลับคืนสู่ประเทศไทย และ องค์กรตุลาการก็จะกลายเป็นผู้ธำรงบทบาทของนักกฎหมายในฐานะวิศวกรของสังคม ( Social Engineering) ได้อย่างแท้จริง

4. การดำเนินการปฏิรูปการเมือง การปฏิรูปสังคม และการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ
วิวาทะสำคัญที่ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชน กล่าวถึง และเป็นวิวาทะที่ทุกฝ่ายมีจุดร่วมตรงกันก็คือ การปฏิรูปการเมือง ด้วยเหตุดังกล่าว ประเด็นการปฏิรูปการเมือง หรือในกรณีของอาจารย์จอห์น อึ้งภากร ขยายความกว้างไปถึงการปฏิรูปสังคม จะกลายเป็นวาระแห่งชาติที่ต่างฝ่ายจะต้องเข้ามาร่วมคิด ร่วมแสดงความคิดเห็นในเชิงลึกอย่างแน่นอน กรอบขอบเขตที่เริ่มมีการพูดถึงไปบ้างแล้ว อาทิเช่น องค์ประกอบของคระกรรมการปฏิรูปการเมือง วิธีการในการปฏิรูปการเมือง กรอบระยะเวลาในการปฏิรูปการเมือง แต่นั้นยังไม่มากเพียงที่จะทำให้การปฏิรูปการเมืองเกิดสัมฤทธิผล

ด้วยเหตุดังกล่าว การดำเนินการปฏิรูปการเมือง การปฏิรูปสังคม ในประเด็นปัญหาต่างๆอย่างเข้มข้นคงจะเกิดขึ้นในไม่ช้าไม่นาน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากฝากทุกฝ่ายพึงพิจารณาในเบื้องต้น ก็คือ ในการพิจารณาประเด็นปัญหาต่างๆนั้น ควรมีการทำความเข้าใจสภาพสังคมวิทยาการเมืองไทยให้มีความชัดเจน และเข้าใจแก่นแท้ของปัญหาเสียก่อน ก็จะส่งผลทำให้ การปฏิรูปการเมือง การปฏิรูปสังคม จนนำไปสู่ การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ ดำเนินไปบนพื้นฐานของ อริยสัจสี่ประการ ซึ่งเป็นทางดับทุกข์ของสังคมได้อย่างแท้จริง

5. การจัดการเลือกตั้งภายหลังการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ในกรณีที่อาจเกิดขึ้น คือ องค์กรตุลาการ อาจมีคำพิพากษาให้ยกเลิกการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 จนนำไปสู่การมีพระราชกฤษฎีการกำหนดวันเลือกตั้งฉบับใหม่ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นพรรคฝ่ายค้านก็จะเข้าร่วมในการเลือกตั้งที่ตามพระราชกฤษฎีการฉบับใหม่ ซึ่งในกรณีดังกล่าวจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งหาก ภายหลังการเลือกตั้งดังกล่าวเสร็จสิ้นลง ไม่มีการดำเนินการใดๆในการปฏิรูปการเมืองตามมาภายหลัง ดังนั้นพันธกิจสำคัญของทั้งฝ่ายรัฐบาลในอนาคต และฝ่ายค้านในอนาคต ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ก็คือ การปฏิรูปการเมืองครั้งที่ 2 จนนำไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และหลังจากนั้นสิ่งที่ควรทำ คือ การยุบสภาเพื่อให้เกิดการเลือกตั้ง บนพื้นฐานของกฎ กติกาใหม่ ที่ผ่านการพิจารณาจากทุกฝ่ายของสังคมเป็นที่เรียบร้อย

ท้ายที่สุดผมมีความคาดหวังว่า หากสังคมไทยน้อมรับกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใส่เกล้าใส่กระหม่อม น้อมรับแนวทางเสรีประชาธิปไตย และหลักการปกครองโดยกฎหมายที่พระองค์ทรงสอนสั่ง มาปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมจนนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านทางสังคมบนพื้นฐานแห่งการเรียนรู้ร่วมกันอย่างปราศจากความรุนแรงซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนไม่ปรารถนาให้เกิดขึ้นกับตนเอง ความวัฒนาสถาพรของประเทศชาติย่อมมิใช่แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อีกต่อไป

................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น



Wednesday, April 26, 2006

วิถีครู

วิถีครู

เมื่อวานมีโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ อาจารย์ วรเจตน์ เนื่องจากท่านอาจารย์มีหมายเรียก

โดยส่วนตัว ผมมีมีความเคารพนับถืออาจารย์ด้วยจิตคารวะมาเนิ่นนาน

และผมคนนึงล่ะที่พูดอย่างชัดเจนมาโดยตลอดว่า อ.วรเจตน์ คือ อาจารย์กฎหมายที่เก่งที่สุดคนนึงใน พ.ศ.นี้ ดังนั้นไม่ว่าความเห็นของผมจะคิดต่างจากอาจารย์ไปบ้าง มันหาได้มาทำลายความเคารพที่ผมมีต่อครูบาอาจารย์ไปได้

นอกจากความเก่งแล้ว สิ่งนึงที่ผมชื่นชม คือ อาจารย์เป็นนักรบทางวิชาการที่ไม่เคยกลัวน่าอินทร์ หน้าพรหม จนอาจารย์เปรยให้ผมฟังว่า ท่านถูกปลดออกจากกรรมการหลายตำแหน่ง ด้วยความไม่ชอบขี้หน้า ของนักกฎหมายค่ายสีหวานคนนึง

นอกจากความคิดในทางกฎหมายที่อาจารย์ไม่เคยตำหนิในความต่าง ผมยังได้เข้าใจเจตนารมณ์อันลึกซึ้งในความต่างที่แอบบแฝงอยู่ ซึ่งท้ายที่สุดศิษย์กับครูต่างเห็นตรงกัน เพียงแต่ต่างวิถี

สำหรับผม ผมเป็นเพียงไพ่ใบเล็กๆ จึงขอลุยแบบไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมแบบ อ.วรเจตน์ ที่ทำมาแล้วบ้าง ส่วนท่านอาจารย์เป็นไพ่ใบใหญ่ที่เป็นหลักชัยให้สังคมไปอีกยาวนาน เจตนารมณ์เดียว แต่ต่างวัย และวิถีขอรับ

ท้ายที่สุด นิสัยตรงไปตรงมาทางวิชาการ ไม่เล่นเกมส์แบบนักการเมือง ส่วนนึงในตัวผม ก็ได้รับอิทธิพลมาจากท่าน อาจารย์วรเจตน์นี่แหละครับ

ผมยังรำลึกพระคุณ อาจารย์เสมอ และยังจำภาพในห้องเรียนที่มีศิษย์โง่คนนึงนั่งเรียนกับอาจารย์ที่เก่งที่สุดได้ดีเสมอ ขอรับ

............

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

Sunday, April 23, 2006

CC Analysis

บทวิเคราะห์สถานการณ์การเลือกตั้ง 23 เมษา 49
รูปการณ์ปรากฏของกระบวนการต่อต้าน “ระบอบทักษิณ”
ตีพิมพ์ โพสก์ทูเดย์ 24 เมษายน 2549

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การเลือกตั้งในวันที่ 23 เมษายน 2549 เป็นผลสืบเนื่องจากความคิดและการกระทำรูปแบบหนึ่งที่แสดงออกถึงกระแสการประท้วงต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” อันเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 จนทำให้การเลือกตั้งครั้งที่แล้วไม่สามารถทำให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบทุกเขตจนนำไปสู่การเปิดสภาผู้แทนราษฎรได้ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงส่งผลให้ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง
คงปฏิเสธอีกไม่ได้ว่า การประท้วงระบอบทักษิณ ความสงสัยถึงความเที่ยงธรรมในการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งยังคงมีอยู่ในหมู่ประชาชนส่วนนึง และในวันที่ 23 เมษายน 2549 ความไม่พอใจดังกล่าวก็แสดงตัวออกมาในรูปแบบที่แหลมคมมากขึ้นจนถึงขั้นมีการประท้วงโดยการกระทำผิดกฎหมาย ทั้งการฉีกบัตรเลือกตั้งที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง กระทั่งการปฏิเสธการทำหน้าที่ของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง โดยการไม่เดินทางมารับบัตรเลือกตั้ง ในเขต 2 นครศรีธรรมราช เป็นประจักษ์หลักฐานอย่างดีถึงการต่อต้านการเลือกตั้งอย่างุรนแรงที่สุดครั้งนึงในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

จากการทำงานของศูนย์จับตาการเลือกตั้ง 49 ที่เฝ้าจับตาการเลือกตั้งในมิติต่างๆทั้ง การรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน การจับตาการนำเสนอข่าวของสื่อทั้งวิทยุและโทรทัศน์ การจับตาการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง การประสานงานกับนักกฎหมายและทนายความ ทำให้สามารถวิเคราะห์ในเบื้องต้นได้ว่า เหตุการณ์ที่ประชาชนแสดงการประท้วงการเลือกตั้งด้วยวิธีการต่างๆมีสาเหตุสำคัญมาจากเหตุปัจจัย สามประการดังนี้

1.การแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองของประชาชนบนวิถีทางเท่าที่มีอยู่
หากพิจารณากระบวนการต่อสู้ของภาคประชาชนที่ขยายวงกว้างเกิดเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งในส่วนกลาง และในจังหวัดต่างๆ แล้วจะพบว่า แก่นแท้ของสถานการณ์บ้านเมืองแก่นแท้ของกระบวนการต่อสู้ และแก่นแท้ของสถานการณ์การเลือกตั้งในปัจจุบัน ก็คือ กระบวนการต่อต้าน “ระบอบทักษิณ”

หากเราพิจารณาแก่นแท้ดังกล่าวจะพบว่า รูปแบบในการต่อต้านทั้งการชุมนุมประท้วง การฉีกบัตรเลือกตั้ง การใช้เลือดกาบัตรเลือกตั้ง การเคลื่อนไหวปิดล้อม การเดินขบวน การขอร้องไม่ให้มีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งมากกว่าหนึ่งคนในบางเขตเลือกตั้ง ทั้งหลายทั้งปวงเป็นเพียงรูปการณ์แสดงออกถึงความไม่พอใจใน “ระบอบทักษิณ” ในรูปลักษณะที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ที่มีเหตุปัจจัยขับเคลื่อนทั้งจากภาครัฐและการริเริ่มของภาคประชาชนเอง บนพื้นฐานของเหตุปัจจัยที่ซับซ้อนและอ่อนไหว

ด้วยเหตุดังกล่าว เหตุการณ์ในการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งที่เกิดขึ้น ณ วันที่ 23 เมษายน 2549 จึงเป็นรูปการณ์แสดงออกจากแก่นแท้ของปัญหา คือ การต่อต้าน “ระบอบทักษิณ”ที่ในสายตาของภาคประชาชนอันมีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นแกนนำนั้น ถือว่า พันธกิจดังกล่าวยังไม่สำเร็จผลแต่ประการใด ดังนั้น เมื่อประชาชนบางส่วนมีความเห็นตรงกันและแปรเปลี่ยนความคิดความเห็นเป็นการกระทำแล้ว การแสดงออกอย่างกว้างขวางในการฉีกบัตรเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งต่างๆ กระทั่งการไม่เดินทางไปทำหน้าที่คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่เกิดขึ้น จึงเป็น “การแสดงถึงจุดยืนทางการเมืองของประชาชนบนวิถีทางเท่าที่มีอยู่” ที่มีนัยอันเป็นข้อสังเกตว่า การแสดงออกถึงการต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” ในครั้งนี้มีความแหลมคมมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น และน่าจะทวีความแหลมคมมากขึ้นเรื่อยๆในอนาคต

2.การแสดงออกถึงความไม่พอใจการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
การยุบสภาของนายกรัฐมนตรีได้นำไปสู่การจัดการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 ซึ่งภายหลังการยุบสภา บทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งจึงเป็นที่จับตามองจากสังคม แต่เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ต่างๆทั้งก่อนและหลังวันเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2459 จะพบกรณีที่ประชาชนเกิดความสงสัยในความสุจริตเที่ยงธรรมจนก่อเป็นความไม่เห็นด้วยกับบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้งจนมีการชุมนุมประท้วงที่บริเวณสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ในช่วงก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 ได้ปรากฏกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหากรณีการทุจริต อาทิ การแจกเงินของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายอย่างชัดเจน จนทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจและการไม่ยอมรับการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 ขึ้นอย่างกว้างขวาง

จุดสูงสุดของเหตุการณ์ที่มีพัฒนาการมาจากกระแสการรณรงค์กาช่องไม่ลงคะแนน (Vote No Vote) คือ การประท้วงการเลือกตั้งโดยการฉีกบัตรเลือกตั้ง ของร ศ.ดร.ไชยยัน ไชยพร และการกาบัตรเลือกตั้งด้วยเลือดของ อ.ยศศักดิ์ โกศัยกานนท์ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งสองได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการ “ไม่รับ” กระบวนการเลือกตั้ง และการต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” ที่สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่ง

นอกจากนี้การทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันเลือกตั้ง ก็ปรากฏกรณีการดำเนินการจัดการเลือกตั้งที่ผิดกฎหมายมากมายหลายกรณี ทั้ง การจัดคูหาเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปโดยลับ การเอื้อประโยชน์ต่อผู้สมัครโดยการติดรูปไว้ในคูหาเลือกตั้ง การที่เจ้าหน้าที่เข้าไปแทรกแซงดุลพินิจในการใช้สิทธิเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้ได้สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนที่มีต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ด้วยเหตุดังกล่าว เมื่อผลการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 ออกมาโดยการได้ ส.ส.ไม่ครบทุกเขตจนส่งผลให้ต้องมีการจัดการการเลือกตั้งอีกครั้งในวันที่ 23 เมษายน 2549 ผลของแนวคิดและรูปแบบการกระทำในอดีตจากความไม่พอใจการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่กลายเป็น “สัญลักษณ์” ก็ได้ส่งทอดลงเป็นพฤติกรรมของประชาชนในการฉีกบัตรเลือกตั้งที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง นั่นเอง

3.การดำเนินการของสื่อโทรทัศน์ที่ขาดความเป็นธรรมในการนำเสนอข่าว
ต้องยอมรับว่าสื่อโทรทัศน์เป็นสื่อที่มีอิทธิพลที่สุดในการนำเสนอข่าวสารเหตุการณ์ต่างๆ เนื่องจากเป็นสื่อที่สามรถเข้าถึงครัวเรือนจนนำไปสู่การเสพข้อมูลข่าวสารได้ง่ายที่สุด แต่จากการติดตามการนำเสนอข่าวทางสื่อโทรทัศน์จะพบว่า สื่อโทรทัศน์จะมีการรายงานและติดตามเหตุการณ์การทุจริตการเลือกตั้งและการทำงานของคณะกรรรมการเลือกตั้งไม่มากเท่าที่ควร ทั้งในเชิงปริมาณและความลึกในการนำเสนอข่าว ในขณะที่ข้อสงสัยของประชาชนบางกลุ่มต่อกระบวนการการเลือกตั้งมีมากกว่าเหตุการณ์ที่ปรากฏบนหน้าจอโทรทัศน์

จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าข้อเรียกร้องถึงความถูกต้องและเป็นธรรมของตนคงจะไม่ได้รับการตอบรับจากสังคมในวงกว้าง สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นแรงกดดันและสร้างความอึดอัดให้กับประชาชนบางส่วน จนเกิดปรากฏการณ์แปรเปลี่ยนข้อเรียกร้องต่างๆที่ไม่ได้รับการตอบสนอง ออกมาเป็นการกระทำที่เป็นรูปธรรมในการประท้วง “การเลือกตั้ง”โดยการฉีกบัตรเลือกตั้ง

บทสรุป
การเลือกตั้งในวันที่ 23 เมษายน 2549 แท้จริงแล้วเป็นเพียงรูปแบบของเหตุการณ์ทางการเมืองที่ขับเคลื่อนอย่างมีพลวัต (Dynamic) จากการต่อต้านระบอบทักษิณ ที่มีลำดับตั้งแต่ การยุบสภา การชุมนุมประท้วงการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน จนมาถึงการเลือกตั้งในวันที่ 23 เมษายน ซึ่งเหตุการณ์ต่างๆอาจพลิกผันไปในรูปแบบต่างๆอย่างไม่อาจคาดเดา แต่ทั้งหลายทั้งปวงมีแก่นแท้คือ กระบวนการต่อสู้ระหว่าง อำนาจรัฐ กับ ภาคประชาชน ที่รูปแบบของเหตุการณ์ได้พัฒนาไปสู่ลักษณะของเหตุการณ์ที่แหลมคมมากขึ้นเรื่อยๆ จนยากแก่การคาดเดาว่าเหตุการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันจะพบกับจุดหักเห (The Turning Point) ณ ที่ใด ซึ่งถึงเวลานั้นเพียงผีเสื้อกระพือปีกครั้งเดียว (Butterfly Effect) อาจกลายเป็นการชี้ชะตาและจารึกประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญขอ
ประเทศชาติเลยก็ว่าได้

อาจารย์ศาสตรา โตอ่อน
ที่ปรึกษากฎหมายศูนย์จับตาเลือกตั้ง 49

Saturday, April 22, 2006

bfor 28



bfor 28
(picture by me,ลุมพินี ไนท์ บาซา)

ในวันวัยขัยอายุ ไขกระดูก กระด้างในช่วงก่อน 28

เวลาและเหตุการณ์ช่างเคลื่อนคลี่เร็วจรวดเหลือเกิน

ลองย้อนกลับไปตกใจชะมัดว่าขวบที่กำลังจะไปผ่านไป พาผมเดินทางมาไกลเหลือเกิน

ปีที่ผ่านมาผมได้บรรลุหลายๆอย่างที่ค้นหามานาน ซึ่งเมื่อล่วงเลยเวลานั้นมาชีวิตหาได้มีความหมายหอกหักใดไม่

ในเรื่องความรัก ก็รู้สึกว่าตน ง่อยๆพิกล

ในเรื่องจิตใจ ก็รู้สึกมั่นคงแข็งขันเพราะเสรีภาพสถิตย์ทั่วทุกอณู

ในเรื่องการงาน ก็ดูเจริญดี

ในเรื่องการต่อสู้ ก็รู้สึกสนุกดี

ในเรื่องเศรษฐกิจ ดูเหมือนจะแย่สุด เพราะเงินผมละลายไปกับเหล้า ยา และค่าแท็กซี่ จนเป็นหนี้พอใช้คืนได้


.....................................

เพื่อนๆยังน่ารักเหมือนเดิม รักมึง มึง มึง ว่ะ ทุกคนโตแล้ว น่ารักขึ้นเรื่อยๆ


ขอบคุณสำหรับ Party บักหลายหำที่ Brick bra ฮา ฮา

เธอ ยังคงอยู่ในใจฉันเสมอ ไม่ว่าจะห่างแค่ไหน ขอให้เธอมีความสุข

น้องๆ ขอให้เราท่านจงมีความสุข

ประชาชน ขอให้ท่านมีความสุข ผมจะต่อสู้ต่อไป

..............................

แม่จ๋า 24 เมษายน ของทุกปี ไม่มีความหมายอันใด นอกจากเป็นวันแห่งความทรมานซึ่งลูกรำลึกคุณเสมอ

...............................

ผมนั่งเขียนบล็อกตอนนี้ ดูนาฬิกา เริ่มหิว กินข้าวอีกไม่กี่ครั้ง ขวบของผมเพิ่มขึ้นตามจำนวนนับซึ่งไร้จำนวน

.............................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

เมฆบ้า

Tuesday, April 18, 2006

The Return of Crazycloud



The Return of Crazycloud

สวัสดีศรีกบาล มิตรรักนักบล็อกทุกท่าน

หลังจากผมสลายบล็อกตอนที่แล้ว ผมก็ได้ตกนรกไปเฝ้าท้าวเวสสุวรรณที่เมืองนรกมา

ท่านฝากบอกทุกท่านว่า ท่านท้าวสบายดีมีฟาร์มสุข
ฝากท่านทั้งหลายเจริญมรณานุสติด้วยขอรับ

แต่เนื่องจากความปากหมา หน้าไม่อายของผม ท่านท้าวเลยอดรนทนไม่ได้ เพราะผมชอบไปวิจารณ์หนามต้นงิ้ว และกระทะทองแดงแบบสาดเสียเทเสีย

นอกจากนี้ผมยังชอบตะโกน ทักษิณ ออกไป วันละหลายพันครั้ง จนสะเทือนไปทั้งอเวจี

ด้วยเหตุนี้ ท้าวเวสสุวรรณ จึงมีบัญชาให้ยมบาล ช่วยใช้เท้าชั่งทอง หวดผมกลับสู่โลกของชาวบล็อกอีกครั้ง หวังว่าจะไม่โห่กันนะ

มิตรรักทุกท่าน ด้วยความรัก อยากกราบแทบกลางหว่างดวงใจว่ากระผมคิดถึงทุกท่านเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเหล่าบล็อกเกอน้อยใหญ่ ทั้งที่สุภาพและหยาบคาย ผมยังระลึกถึงท่านเสมอ

และด้วยความรักอีกสักครั้ง ที่รักจ้าฉันกลับมาแล้ว กลับมาในแบบเดิมๆที่เธอคุ้นเคย

จำตอนที่เราทะเลาะกันได้ไหม ฉันมีความสุขเหลือเกิน

ขอได้โปรดรับรู้ที่รักทั้งหลาย ฉันยังบ้าเดือดดีเหมือนเดิมจ๊ะ

และขอขอบคุณล่วงหน้าสำหรับก้อนอิฐแห่งความรักที่เธออาจเขวี่ยงมาที่ฉัน

ฉันจะเอาไว้สร้างบ้านรังรักของเรา เพื่อที่เธอจะได้มีรังอุ่นไว้นอนเล่นไงจ๊ะ

จุ๊บ จุ๊บ ตะครุบกบ ฮา ฮา

........................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

เมฆบ้า มาแว้ว..........................