Tuesday, August 22, 2006

วิถีชูเก็น


วิถีชูเก็น

สงครามใกล้ลุ มิมุสากัน
จัดแจงโดยพลัน สุรานารี
เสียงเพลงเร้าใจ แสงไฟหลากสี
ประโคมดนตรี สังคีตแตรสรรค์

รินเหล้าจ่ายแจก ดวดแดกโดยพลัน
สนุกสุขสันต์ เบิกบานปรีดา
จูบพรมฝีปาก พริ้มเพริดเอกา
ฟอนเฟ้นเร้นมา โลดแล่นเปลวกาม

ดอกไม้แย้มกลีบ เกษรสุมาลย์
น้ำทิพย์ชุ่มหวาน เอิบอิ่มกมล
ชีวิตชีวา สดชื่นรื่นรน
ซ่องเสพย์สุขสน ด้วยยลยินดี

เราคือมนุษย์ คือกามโภคี
หาเร้นหลีกหนี นารีเชยชม
เสร็จศึกคึกคัก ทายทักสนม
ร่ำรินกลิ่นปม เสพสมว่องไว

พุทธะพุทธทัง ล้วนหามีไม่
หากคิดติดใจ คือไม่ลุธรรม
ดื่มดินกินฟ้า เมฆามืดดำ
พลันสว่างล้ำ แสงรินกินดาว

หนึ่งจอก แด่ ชูเก็น
..............................

ชูเก็น คือ
อิคคิว“จักรพรรดิเซนของคนนอกรีต” ฉายาอันเป็นผลจากการบรรลุธรรมที่รับรอง(มอบอินคะ)โดย กาโซ อาจารย์เฒ่าแห่งวัดซานโกอัน
มูเกอิ “พระแห่งห้องหอในฝันของสตรี” ฉายาขณะร่อนเร่เผยแพร่ธรรมในซ่องโสเภณี
และ เคียวอุน “เมฆบ้า” นามปากกาที่ใช้ในการเขียนโคลง กวี และสถาปนาวะบิ ซะบิ
..................................
บุญรักษา ชีวาสดชื่น
เมฆบ้า

Monday, August 14, 2006

เสรีภาพ


เสรีภาพ

ลมแรงทีเดียว คงเป็นสัญญาณว่าฝนใกล้จะตก เวลาฝนใกล้จะตก ลองสูดลมหายใจสิ จะได้กลิ่นดิน กลิ่นลม กลิ่นฝน เป็นกลิ่นหอมบางๆจากธรรมชาติ ไม่หอมฟุ้งเหมือนกลิ่นปรุงจากขวดน้ำหอม

ไอลม ระเหยดิน กลิ่นฝน คือ ความหอมดั่งเดิม ที่ร้อยรัดเราเข้ากับธรรมชาติ แต่ในโลกปัจจุบัน ดูจะมีคนให้ความสนใจกับกลิ่นเหล่านี้ น้อยลงไปทุกที

อ้า ! ฝนตกแล้ว

.................................

สายลมยังระดมกระแสใส่ชีวิตของเราทุกผู้ทุกนาม หยาดฝนยังคงดำรงไหลจากฟากฟ้าลงโซมร่างจนชีวิตเปียกปอน บางทีเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า อาจดังจนทำให้เราตกใจสั่นกลัว แล้วกระถดกายเข้าหาที่กำบัง

ชีวิต เป็นสิ่งที่มีรสชาติหลากหลาย รสหวานชื่นใจ รสเปรี้ยวเข็ดร้อน รดขมพะอมปาก รสหลากหลายทับถมเป็นชั้นเหมือนแผ่นเปลือกโลก ที่มีโลหิตลาวาไหลร้อนอยู่ภายใน มีสายลมแห่งชีวิตไหลเข้าออก มีปลายประสาทผูกชักโยงใยกระตุ้นความวูบไหวต่างๆนานา

ชีวิตมันไม่ได้มีอะไร นอกจากมันคือระบอบของธรรมชาติที่ดำรงอยู่ในตัวเรา แต่มันยิ่งใหญ่จนปลกคลุมชีวิตของเราทั้งชีวิต และมันพาเราเดินไปในทิศทางต่างๆทั้ง ลุ่ม และดอน ทั้งฤดูฝน ฤดูหนาว กระทั่งฤดูแล้งอันร้อนรน

ชีวิต จึงมิใช่อื่นใด นอกจากห้องขัง ที่ธรรมชาติกักกันเราไว้ ด้วยโซ่ตรวนที่ตีตรึงจิตใจไว้ตามที่ธรรมชาติต้องการ

มันขึ้นอยู่กับว่า เธอ มีแรงแค่ไหน มุ่งมั่นแค่ไหน ที่จะนำพาตนออกจากห้องขัง และโซ่ตรวนของชีวิต เพื่อพบกับเสรีภาพ และยืนสูด สายลม ไอดิน กลิ่นฝน อันหอมกว่ากลิ่นใด

...................................

เธอแน่ใจแล้วหรือ ว่า เธอมีเสรีภาพที่แท้จริง ในชีวิตเดิมๆ

ในห้องขัง ของความสุขสม และเจ็บปวดรวดร้าว

........................................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น



Tuesday, August 08, 2006

Buddha Zen and Natural


Buddha Zen and Natural

เซน คือ ไม่มีอะไร แต่ก็ไม่ง่ายที่จะเข้าถึง

เซน ไม่มีอะไรให้เข้าถึง ก็แค่ถอดเสื้อที่เคยใส่

เซน คือ วิถีเดิม ของพระพุทธเจ้า

ธรรมชาติ คือ ศีล ของพระพุทธองค์ที่มีมาก่อน ศีลวัตรทั้งปวง

..................................

สิทธัตถะ นั่งสมาธิ ริมมหานที บนดิน แล้วเข้าถึง เซน

เมื่อลืมตา จึงเห็นดาวประกายพฤกษ์ส่องแสงสุกใสที่ปลายฟ้า

การเข้าถึง การบรรลุ มีมาก่อน ไตรปิฎก กองโต แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์

................................

เซน คือ วิถีดั้งเดิม ที่สุด จึงไร้รูป ไร้อักษร

เซน ที่แท้ คือ บทสวดมนต์ที่ไร้เสียง

คือ คัมภีร์ ไร้อักษร

คือ รูปกาย ไร้ทรวดทรง

คือ รส ที่ไร้รส

คือ สัมผัส ที่ไร้รู้สึก

คือ จิตเดิมแท้ ที่ไร้จิต

..........................

พุทธะ เซน และ ธรรมชาติ

คือ ความเป็นหนึ่งเดียว ที่ไม่ได้อยู่ไกลสุดหล้าฟ้าเขียว

พุทธะ คือ องค์รู้ หาใช่ สิทธัตถะ ไม่

เซน คือ ความจริง หาใช่นิกาย ไม่

ธรรมชาติ คือ คลื่นแห่งพลัง ที่ปรากฏ เคลื่อนไหว หามีสิ่งใดจับต้อง

.....................................

ทั้งหมด ท่านต้องแสวงหาในใจท่าน ซึ่งเราทุกคนต่างมีศักยภาพเท่าเทียม

เมื่อท่านหาเจอ เสมอภาค ภราดรภาพ และสันติ ย่อมปรากฏในใจของพระพุทธเจ้านับล้านพระองค์

ดุจมวลดอกไม้ ที่สดชื่น ในยามเช้าบนฟากฟ้า แห่งเซน

..................................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

Friday, July 28, 2006

ความลวงอันหลากหลาย


ความลวงอันหลากหลาย

เกริ่น
ผมเริ่มมีเวลาว่างมากขึ้น หน้าที่ลดลงตามแรงกดทางการเมือง ที่จริงผมไม่ได้สำคัญมั่นหมายในตัวตนว่าสลักสำคัญอะไร เพราะผมรู้สึกว่าผมเป็นเพียงมนุษย์คนนึงที่หายใจอยู่บนโลกนี้เท่านั้น เป็นมนุษย์ร่างกายสกปรกที่รู้ว่าภาระหน้าที่ในความเป็นมนุษย์คืออะไร และไม่มีอะไรมากไปกว่าแค่เดินไปทำมัน ก็เท่านั้น

แต่สิ่งที่ดูขัดลูกหู ลูกตา บาดอก บาดใจใคร หลายคน ก็เพียงเพราะผมเป็นคนประหลาด คือ เมื่อลงมือทำสิ่งใดแล้ว มั่นใจว่าทำเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น โดยผ่านการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องยาวนาน ผมจะไม่ลังเลที่จะทำ และไม่เสียใจกับสิ่งใดที่ทำลงไป แม้ว่าจะมีเสียงด่าทอตามมาพร้อมกับช่อดอกไม้ประปรายก็ตาม นั่นแหละสิ่งที่ผมมักจะทำ เพราะมัน คือ มรรคาแห่งการฝึกฝนตนเอง เพื่อการสัมผัส ซึ่ง “ความจริง” อันสันติ พิสุทธิ์ ซึ่งไม่อาจประนีประนอมต่อเปลือกป้ายความคิดใดๆ
........................................................................
Post-Modern ของเล่นชิ้นใหม่ของปัญญาชน
ผมพบตัวเองกำลังนั่งอ่านหนังสือที่ปัญญาชนสัญชาติไทย ตื่นเต้น ตูมตาม นาม แนวคิดหลังสมัยใหม่ Post-Modern อ่านแล้วรู้สึกวิงเวียนกับศัพท์แสงนานัปการ เช่น การรื้อสร้าง Deconstruction ตะลึงพึงเพริดกับแนวความคิดต่างๆ จากปรัชญาเมธีทั้งหลาย อาทิ ฟูโกร์ โบร์ดิย่า แดริด้า พอจะจับสาระอะไรบางอย่างได้ ก็ให้นึกถึงบทสนทนา ณ ร้าน แฮมลอก สำนักบล็อก บล็อก ที่ในคืนนึงท่านราชันย์ถามว่า “ กฎหมายมี Post-Modern ไหม” ผมได้แต่ตอบไปว่า คงมีมั้ง อย่างเช่น กรณีกระบวนการยุติธรรมนอกศาล ที่ไม่อิงกับระบบยุติธรรมกระแสหลัก ฟังดูเหมือนผมจะตอบแบบเอาตัวรอด เพื่อไม่ให้ตัวเองดูโง่มั้ง แต่อันที่จริงแล้ว ผมไม่มีความศรัทธาสมาทานต่อ Post-Modern ต่างหาก และก็ไม่เห็นคุณค่าในทางปรัชญาของ Post-Modern

เหตุอันใดไหนเลยผมจึงไม่สนใจไยดีกับ PM

ประการแรก ผมเบื่อหน่ายกับปัญญาชนพ่นทฤษฎีฝรั่ง

ประการที่สอง PM คือ การคุ้ยขยะทางความคิดเน่าๆ ในนามการรื้อสร้าง สร้างอะไรรึ สร้างขยะในสถาปัตยกรรมความคิดแบบใหม่ไง เหม็นอยู่ดี ซากเน่าเหล่านี้ ทับถมมาตั้งแต่ ยุคกรีก โดยเฉพาะนายตัวดี อริสโตเติล ยุคโรมัน ยุคกลาง อย่างสำนัก สโกลัสติก จอห์น คาลวิน ยุคทันสมัย อย่าง นิวตัน ดาร์วิน เสปนเซอร์ มาร์ก ฟรอยด์ ไอน์สไตน์ เคนส์ แซมมวลสัน ฟรีดแมน ซากเน่าทั้งนั้น

ประการที่สาม สาระของ PM ที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายในลักษณะ Pluralism คือ ความงงงัน กับซากเน่าทางปัญญาที่ผิดพลาด ซ้ำแล้ว ซ้ำอีกของฝรั่ง เลยไม่รู้จะอย่างไร เพียงแต่ชี้ๆว่า มันมีหลากหลาย จนมีการหลงคิดว่า นั่น คือ ความจริง ที่หลากหลาย

ประการที่สี ผมเบื่อหน่ายกับบรรยากาศวิชาการ ตามรูก้นฝรั่งเต็มทน บางความคิดของฝรั่งอาจจะมีดีอยู่บ้าง แต่ของดีกว่าของเรามี มีมานานไม่รู้จักไปศึกษา อย่างนี้แหละที่เรียกว่า ไร้ราก

ด้วยเหตุนี้ ในกระแสธารความคิดฝรั่ง ที่อิงแอบความคิดอยู่ที่ จิต ที่แปดเปื้อนด้วย อุปาทาน Post-Modern ในสายตาผมจึงเป็น ของเล่นชิ้นใหม่ของปัญญาชน ที่กำลัง In Trend ว้าว

หลังสมัยใหม่ ความลวงอย่างรอบด้าน
แนวคิดของ PM แท้จริง เกิดขึ้นท่ามกลางความสับสนทางความคิดของปัญญาชนตะวันตก ที่ตกตะลึง กับความล้มเหลว ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ทั้ง การล้มสลายของโรมัน การล้มสลายของศาสนจักรที่ปริเยศชอบพูดถึง ความต่ำทรามของทุนนิยม ความล่มสลายของคอมมิวนิสต์ กระทั่งความล่มสลายของระบบนิเวศ จึง งง งง ว่าตกลงอะไรมันถูก อะไรมันผิด อะไรมันดี อะไรมันชั่ว ความจริง คืออะไร งงไป งงมา ก็ชี้เปรี้ยงออกมาว่า ความหลากหลาย แต่ผมมองว่ามันคือ ความหลากหลายของซากเน่า ทางความคิดซะมากกว่า

ดังนั้น PM จึงเป็นความพยายามในการ รื้อกองขยะ ซากเน่า ทั้งหลาย แล้วก็พยายามประกอบซากเน่านั้นใหม่ แต่ขยะ ก็ คือขยะ อย่างไรมันก็เหม็น ด้วยเหตุนี้คนที่สมาทานเอา PM เป็นสังขาร จึงมีหน้าที่ วิเจาะ วิจารณ์ ไปเรื่อยๆแบบหาสาระแก่นสารไม่ได้ PM จึงมีสภาพไม่ต่างอะไรกับ พลั้วคุ้ยขยะหรือรถขนขยะ

ขยะ ขยะ ขยะ
ขยะที่ว่า คือ ความลวง PM จึงกลายเป็นเพียง แนวความคิด ความหลากหลายของความลวงอย่างรอบด้าน

ทำไปทำมา เวลาฟังแนวคิดของ PM ทำให้ผมนึกถึง แรงเหวี่ยงกลับของ Momentum ทางความคิด ที่ตะวันตก กำลังหาทางออกไม่เจอ จนกลับไปสู่ยุคปรัชญาแบบ Sophist ที่กล่าวในภาษา ละตินว่า Homo Mensura ( A man is a measure of thing) ซึ่งก่อให้เกิดแรงดีดกลับเป็นปรัชญาสำนัก แบบทั้งหลาย ในยุคกรีก อันมีโสคราตีสเป็นหัวขบวน

นี่แหละครับ การเหวี่ยงไปมาในช่องความคิดที่มาร์ก เรียกว่า วิภาษวิธี

นี่แหละครับ การหลงวนอยู่ในความลวงอันแสนทุกข์ทน ซึ่งพระพุทธองค์กล่าวไว้ว่ามันคือ ทวิลักษณ์ เจ้าแห่งมายา ในปารามิตาสูตร พระสูตรบันลือโลกที่ผมประทับใจเป็นนักหนา
................................................
แล้วความจริง คือ อะไร ความจริงมีหนึ่งเดียวใช่หรือไม่
ถ้ามีเวลา ผมจะเล่าให้ฟัง

ไม่รู้มีใครได้ยินรึเปล่า ฮา ฮา
.................................................
บุญรักษา ชีวาสดชื่น

Tuesday, July 25, 2006

แก็ง กวน ตาราง


แก็ง กวน ตาราง

ในที่สุด ในที่สุด กกต.ก็เข้าคุก ฮา ฮา แม้ว่าจะมีสิทธิอุทธรณ์อีกก็ตาม

.......................

ย้อนหลังกลับไป เดือนเมษา ผมได้ทำหน้าที่ ที่ปรึกษากฎหมายศูนย์จับตาการเลือกตั้ง กับ อ.คมสันต์ โพธิ์คง (มสธ.) โดยผมเสนอประเด็นฟ้อง เรื่องมาตรา 104 รัฐธรรมนูญ เรื่องการเลือกตั้งโดยลับ และ อ.คมสันต์ นำเสนอประเด็น มาตรา 24 และ 42 สรุปเข้าเป้าทั้งสองคน

104 ศาลรัฐธรรมนูญฟันไปแล้ว โดยคำร้องของ อ.บรรเจิด

24 และ 42 ศาลอาญา ลงเรียบร้อย โดยคำฟ้องของถาวร เสนเนียม

ย้อนหลังกลับไปปลายเดือนมีนา ผมไปปราศรัยด่า กกต.ให้ออก ประมาณ สิบหน ด้วยร่วมกับ พันธมิตร และ สค.ปท. ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรอีสานที่เดินทางมาไล่ กกต.โดยเฉพาะ ตอนนั้น เหนื่อยมาก ถูกตำรวจตามตลอด สันติบาลชวนไปนั่งคุย เวลาอยู่ต้องคอยดูว่าตำรวจสับเปลี่ยนกำลังพลเตรียมสลายการชุมนุมหรือเปล่า โดนขวดปาขึ้นมาบนเวที โดยแท็กซี่บีบแตรใส่ บางที่ฝนก็ตก บางคืนหาโรงแรมแถวนั้นนอนก็มี

จำได้ดี คำพูดที่ผมพูดที่หน้า กกต.

"ถ้าท่านไม่ออก ก็ขอเชิญไปนอนในคุก "

กกต. จึงเปลี่ยนสภาพจาก แก็ง กวน ตีน ( อ.สมเกียรติ พงศไพบูลย์) เป็น แก็ง กวน ตารางไปซะแล้ว

........................

ไม่ได้โม้นะ เพราะทำจริง ทำแล้ว และดีใจ ดีใจ ที่การต่อสู้เห็นผล

คุ้ม กับการเสี่ยง และพอชดเชยกับสิ่งสูญเสีย

ขอให้ กกต.มีความสุข ตามกฎแห่งกรรม

.......................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

เมฆบ้า

Friday, July 21, 2006

ก่อนการอุบัติ



ก่อนการอุบัติ

ระบายฟ้าทาดาวดวงโชติช่วงฉาย
คลี่ผืนทรายเคียงทะเลคลื่นเห่กล่อม
ปลูกพันธ์พืชคลอดสรรพสัตว์สำเนียงก้อง
สร้างรอยร่องการเกิดต่อข้อชีวิต

ลอยมวลเมฆคล้อยเคลื่อนเกลื่อนท้องฟ้า
สร้างสายลมพัดแรงพามาสถิต
และแล้วสัตว์มนุษย์ก็อุบัติซึ่งชีวิต
มีเนื้อหนังตามติดสายรกพัน

สร้างสมองสองมือถือดวงจิต
สร้างความคิดรูปสัญญาสังขารขันธ์
นับแต่นั้นเรื่องก็ราวสารพัน
เกิดแย่งชิงเกิดฆ่าฟันเกิดปันปรน

เกิดสังคมโสมมระบมระบาด
เกิดอาฆาตมาดร้ายหมายฉ้อฉล
เกิดได้เสียตามกำลังอำนาจตน
เกิดการปล้นทั่วสกลด้วยปืนไฟ

เพราะเหตุแห่งโสมมสังคมมนุษย์
จึงเกิดกฎในที่สุดใช่หรือไม่
มาเรียงร้อยเป็นมาตราว่าเรื่อยไป
แล้วเปิดเป็นมหา’ลัยให้เล่าเรียน

ทั้งหมดคือเหตุก่อนการอุบัติ
คือความสัจ คือความจริง ไร้สุ่มเสียง
คือถ่วงถ้อยยุติธรรมสำเนียง
หากเอนเอียง กฎหมายก็เพียง แค่ความลวง
..................................
เมฆบ้า ๒๕๔๙

Wednesday, July 19, 2006

รับสมัคร กระฎุมพี่หอคอย


รับสมคัร กระฎุมพีหอคอย

ข่าวด่วน ชาวนาที่ บางระจัน กำลังเปิดรับสมัครกระฎุมพี หอคอย เอาไปทำนาที่บ้านผม เพราะชาวนาหลังจะหักอยู่แล้ว

คุณสมบัติ
ฉลาด การศึกษาดี มีอุดมการณ์อะไรก็ได้ที่ดูเท่ห์ๆ ถ้าจบ ดร.หรือกำลังเรียนอยู่จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ (ไม่จำกัดสาขา)

ภูมิลำเนา
ต้องมาจากหอคอยในสถาปัตยกรรมแบบ Marx , Capital ,Modern and Post-Modern หรืออะไรก็ได้ที่ดูหรูๆไม่ว่าจะเกิดในตระกูลผู้มีชื่อเสียง หรือจีนกบฎ ถ้าเป็น ซ้ายซากเน่า จะพิจารณาสบู่ไว้ถูขัด ฮา ฮา

เครื่องแต่งกาย
เชิงอรรถ (ตีนกระดาษ) เอาไว้กันแดดร้อนๆ
ตำราหรู เอาไว้ขุดดิน
ภาษาฝาหรั่ง เอาไว้วิดน้ำ

งานอดิเรก
วิพากษ์ทุกอย่างที่ขวางหน้าโดยไม่ดูสถานการณ์ เอาไว้ไล่นกไล่กา ฮา ฮา
ถ้าวิพากษ์เป็นภาษาอังกฤษจะดี จะได้เอาไว้ไล่นกที่อพยพมาจากขั้วโลก

..................

เงินเดือน ไม่มี

สวัสดิการ หนี้ ธกส.หนี้กองทุนหมู่บ้าน จ่ายค่าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ให้ด้วยจะขอบคุณ

ความก้าวหน้า แล้วแต่ราคาข้าว

..................

ติดต่อด่วน ที่ไอ้ทุยใต้ต้นตะขบ

ระวัง นกกะปูด อึรดนะ

แล้วจะหาว่า ชาวนา ไม่เตือน

....................

ลืมบอก ไม่มีห้องแอร์ มีแต่มุ้ง ยุงเยอะ ร้อน คัน ชะมัด

ไม่ต้องเอาไวน์ไปกระดก เพราะมี วอดก้าโรง ( เหล้าขาว) ให้กระเดือก

กลับแกล้ม ปีนต้นมะยม มาจิ้มกะปิเอาเอง

.....................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

Wednesday, July 12, 2006

นายท่าน มันส์พะยะค่ะ


นายท่าน มันส์พะยะค่ะ

ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ อาจารย์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ที่
http://www.onopen.com/2006/editor-spaces/692
แล้ว บอกได้คำเดียวว่า นายท่าน มันส์พะยะค่ะ

ว่าแล้ว ขอ ระนาดหน่อย
สองมือน้อย ขอกราบกลางหว่างดวงใจมิตรรักแฟนลิเกทุกท่าน (มีเสียงโห่ ปาฝักข้าวโพดแทะแล้ว ฮา ฮา)

สวัสดีครับพี่น้อง (ร้องแบบลิเก)
มาฟังผมร้องกันสักนิสสส
ได้ยินเสียงกันวันละติ้ด ติ้ด
เพื่อว่าชีวิตจะชุ่มชื่น

ผมเป็นชาวนาบ้านนอก
ปัญญากระจอกกระจิบ
ปริญญาก็ห่างกันลับลิบ
ไม่อาจจะหยิบมาอวดอ้าง

ผมเรียนหนังสือมาน้อย
ความรู้เท่าก้อยหางอึ่ง
กิริยาก็ทะเล้นทะลึ่ง
แต่ก็พอรู้ซึ้งเรื่องนาไร่

พ่อผมมีแต่โคลนเลอะหน้าแข้ง
ไม่อาจขันแข่งเทียบได้
แม่ผมตำน้ำพริกเผ็ดบรรลัย
แต่ผมกินได้เพราะชอบ

ผมมันบัณฑิตโง่
แต่ชอบคุยโตอวดอ้าง
มิใช่ยึดมั่นไม่ปล่อยวาง
แต่บนหนทางก็พอรู้

พวกเอ็งเหล่าบัณฑิตใหญ่
เขายกให้เป็นชั้นปัญญา
แต่เรื่องชาวไร่เรื่องชาวนา
เอ็งเคยรู้ค่าหรือไม่

ท่าน ส.ศิวรักษ์เขาชี้แจง
เอ็งอย่าเคลื่อบแคลงสงสัย
ตรึกตรองให้คล่องโดยไว
มิใช่เฉยชาแชเชื่อน

ขอจบกลอนอ่อนหัด ลิเกกล่าว
ในคราคราวที่ประเทศอาเพสหนัก
ลูกทุ่งหน้าโหดคนนี้ยังคงรัก
จึงเตือนตักหนักแกมโฉด อย่าโกรธ เอย

เตรง เตรง เตรง เตรง

เตรง เตรง เตรง เตรง เตรง

....................................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

เมฆบ้า ศิษย์หัวคันนา



Thursday, July 06, 2006

วอดก้าล้นแก้ว


วอดก้าล้นแก้ว

ศาสตราจารย์ผู้ยิ่งยง รอบรู้สรรพปัญญาทั้งปวง เนื่องจากสำเร็จการศึกษาระดับโคตะระดุษฎีบัณฑิต แปดปริญญา

แกพากเพียรอ่านเขียนงานวิชาการ วิจารณ์ วิจัย ทั้ง ธรรม อรรถ กาม ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ฮา ฮา จนล่วงรู้ฟ้าดิน สามารถพยากรณ์ เอลนิโน่ ราตินญ่า ทสุนามิ ได้อย่างแม่นยำ ชื่อเสียง ขจรขจายไปทั่วทั้งแปดทิศ เก่งชะมัด เลยแหละ ว่างั้น

อยู่มาวันนึงแกได้ยินว่า มีอาจารย์ชราผู้เก่งกาจสามารถล่วงรู้ปริศนา คือ ความจริงแท้ อันมีหนึ่งเดียว เมื่อได้ยินเช่นนั้น ในฐานะผู้ร้อนวิชา จึงเดินทางด้วยเท้าไปพบกับอาจารย์ชราเพื่อหวังลองวิชา ว่าจะแน่สักแค่ไหน

เมื่อฝ่าหิมะโปรยปรายมาถึงสำนักอาจารย์ชรา แกก็เดินเข้าไปนั่งใกล้ๆ พร้อมกล่าวคำทักทายในขณะที่อาจารย์ชรากำลังรินวอดก้าผสมน้ำส้ม (สครูไดรเวอร์)สูตรมอมสาว เพื่อต้อนรับศาสตราจารย์ผู้ยิ่งยง

ศาสตราจารย์ยิ่งยงกล่าวว่า ไหนท่านลองบอกมาซิว่า ความจริงแท้ คืออะไร

อาจารย์ชราไม่ตอบคำถามแต่อย่างใด กลับรินวอดก้าลงในแก้วจนสุราคอมมิวนิสต์เก่าล้นกระฉอกออกนอกถ้วยหกเลอะเทอะ ขากางเกง

เฮ้ย ทำไมท่านอย่างนี้ฟะ

อาจารย์ชรา ตอบ หากท่านต้องการล่วงรู้ความจริงแท้ กรุณาทำแก้วของท่านให้ว่าง มิเช่นนั้น ท่านก็จะเลอะเทอะ เช่น วอดก้าแก้วนี้ ฮา ฮา

(ดัดแปลงจาก ชาล้นถ้วย นิทานเซน เรื่องหนึ่ง)

........................................

นิทานเรื่อง นี้ สอนให้รู้ว่า คนที่เรียนมามากๆ จะอีโก้เยอะ จนไม่อาจรับฟังใครได้ ดุจวอดก้าล้นแก้ว ที่ไม่อาจเทสิ่งใดลงไปได้ เพราะจิตใจเต็มไปด้วยความรู้ และยึดมั่นในความรู้ของตน ก็ย่อมยากที่จะรับฟัง ธรรม อันประเสริฐ และบางครั้งความรู้ที่รู้อาจทำให้เลอะเทอะขากางเกงจนราดน่องก็เป็นได้ ฮา ฮา

จริง หรือ หลอก

เฉลย หลอก

การตีความนิทานดังกล่าวมาข้างต้น แท้จริงเป็นเพียงการตีความในระดับศีลธรรมเท่านั้นยังมิใช่ แก่นที่ เซน ต้องการสื่อสาร

แก้วที่ว่างเปล่า คือ จิตเดิมแท้

วอดก้า คือ บรรดาความรู้ ความยึดมั่น ที่ต้องเททิ้ง หรือก้าวพ้น

ไม่มีวอดก้าที่อาจารย์ชราจะเติมให้ศาสตราจารย์ยิ่งยงหรอก

เททิ้งวอดก้า คือ การเติม ที่ไม่มีการเติม

เมื่อนั้น อาจารย์ชรา ศาสตราจารย์ยิ่งยง วอดก้า และแก้ว ย่อมหายไป

หายไปได้ไงฟะ เอาคืนมา


ฮา ฮา ฮา

..........................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

เมฆบ้า ปัญญาอ่อน


Thursday, June 29, 2006

รับน้อง


รับน้อง

ฮิจุ๋ม พร้อมรึยัง !

(กลองรัว ปี่เชิด)
.........


รับน้องดูจะกลายเป็น ปัญญาชนประเพณีที่ถูกก่นด่ามากที่สุดประเพณีหนึ่ง ทั้งที่จริงแล้วการรับน้องโดยส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นอย่างที่ปรากฏในสื่อสักกะหน่อย

จริงไหมจ๊ะ ชาวนิติท่าพระจันทร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาว ฮิจุ๋ม(สมาคมกฎหมาย ณ มหาวิทยาลัยแห่งดวงจันทร์)
............................

สิ่งที่ผมจำได้เกี่ยวกับรับน้อง คือ ความสุข ความสุข และก็ ความสุข

ปี 1 เป็น น้องสดๆ (Freshy) ให้รุ่นพี่แกล้ง ให้เต้นอะไรผมก็เต้น ให้ทำอะไรผมก็ทำ ไม่ใช่ยอม แต่รู้สึกสนุกดี จนเดี๋ยวนี้ก็ยังเต้นได้ ร้องได้ แต่สังขารและบุคลุก ไม่อำนวย ฮา ฮา

พอกลายเป็นรุ่นพี่ ก็สนุกสนานเบิกบานในฐานะ นายกลอง ร้องเพลงแซวรุ่นน้อง โดยเฉพาะน้องสาวๆทั้งหลาย ไม่เคยมีใครหลุดรอดไปจากทีมแซว ปากหมาได้ ( เดี๋ยวทีมแซวหายหัวกันไปเกือบหมด)


น้องๆส่วนใหญ่นิสัยดีมากๆไม่เคยโกรธ ตรงกันข้ามการแซวกันแบบขำๆหรือทะลึ่งบ้างกลับทำให้ความสัมพันธ์ต่างๆแนบแน่นยิ่งขึ้น นี่แหละครับอานุภาพของเสียงหัวเราะ และโดยเฉพาะกลุ่มฮิ-จุ๋ม ณ ท่าพระจันทร์ เนี่ย รับประกันความมันส์ ในเกือบทุกรุ่นขอรับ

แม้ว่าจะเรียนจบ ผมและพลพรรครักเอย ก็ยังไปรับน้อง สำหรับผมโดยส่วนตัว ไม่มีเหตุอะไรที่จะไม่ไป เพราะ เทศกาลความสนุกเช่นนี้หนึ่งปีมีครั้ง และแต่ละครั้งที่ไป ก็เหมือนการไปเพิ่มพลังให้กับชีวิต

จะมีมุมมองที่เปลี่ยนไปบ้าง ก็ คือ การไปรับน้องในช่วงหลังๆ ของผม

สอนให้เราเรียนรู้ที่จะให้มากกว่าที่จะรับ

สอนให้เรารับใช้มากกว่าทำตัวเป็นนายใคร

สอนให้เราตรงไปตรงมามากกว่าที่จะอ้อมค้อม

สอนให้เราหัวเราะมากกว่าการนั่งโศกเศร้า

สอนให้เรารักและรู้จักให้อภัย

.......................

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งท้าทายมากมาย ให้เราทำ

นอกจากการดื่มเหล้าแล้ว ยังมีการชงเหล้าให้น้องดื่ม

นอกจากนั่งเก๊กแบบรุ่นพี่แล้ว ยังมีการบริการรุ่นน้องแบบไม่ถือตัว
(ขอบคุณพี่หนึ่ง และพี่ก้อง)

นอกจากเสียงเอะอะ ร้องรำทำเพลง ยังมีการพูดคุยถึงปรัชญาชีวิตแฝงเร้น
( รำลึกถึง ชาว Zen ทั้งหลายในกลุ่ม)

.............


รับน้องจึงไม่ได้มีความหมาย เพียงแค่การ ต้อนรับผู้มาใหม่โดยการผูกข้อไม้ข้อมือ ความสนุกสนานบันเทิงของรุ่นพี่ สายตาที่สบประกายกันของหนุ่มสาว หรือกระทั่งการผ่อนกายคลายร่างของรุ่นพี่ที่ชอบทำหัวใจหล่นหายในเมืองใหญ่

แต่มันแฝงเร้นไว้ ซึ่งความบริสุทธิ์งดงามของ ความรัก ความอบอุ่น ความเอื้ออาทร ของคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่ง ณ สมาคมกฎหมายแห่งหนึ่ง ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง บนโลก อันสถิตย์อยู่ในจักรวาล ผืนนี้

ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น
............


ฮิจุ๋ม พร้อมรึยัง !

พร้อมแล้ว พร้อมแล้ว ! ตื่นเต้น ตื่นเต้น !
…………………………………

ด้วยความรักจากรุ่นพี่ทุกคน

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

เมฆบ้า สามสิบแปด


Tuesday, June 06, 2006

Ronins in Jazz Fest


Ronins in Jazz Fest

เป็นหลายครั้งที่ผมแวะมาเดินเล่นที่หัวหิน ทะเลที่ผมรักที่สุด แต่เป็นครั้งแรกที่ผมแวะมาเดินเล่นหัวหินเพื่อฟังดนตรีแจ๊ส

แจ๊สก็เป็นดนตรีชนิดหนึ่งที่ผมชอบฟัง โดยเน้นไปที่ แจ๊สแบบบัลลาด กับบอสซ่า เน้นฟังแต่เพลงตลาดๆ เนื้อร้องหวานๆ แต่ถ้าเป็น แสตนดาร์ด หรือ แจ๊สพันธ์อื่นๆ ผมจะหลับ

ศิลปินแจ๊สคนโปรดของผม อาทิเช่น หลุยส์ อาร์มสตรอง ,แนท คิง โคล ,ไมล์ เดวิด, โจบิม,นอร่า โจนส์ และใครอีกหลายคน

.........................................................

ผมเดินทางด้วยรถประจำทางและต่อเท้ามาถึงชายหาดในคืนวันเสาร์ราวห้าทุ่ม หลังจากที่
ทีโบน วงดนตรีที่ผมรักที่สุดเพิ่งเล่นจบไปไม่นาน

ก่อนเท้าสัมผัสทราย ก็ได้พบกับ นักดนตรีสองคน แต่งตัวกะมุกกะมอม หนวดเครายาวเฟ้ย ยืนถือกล่องกีต้าร์ ผมเดินเข้าไปทัก ว่าเขาเล่นแจ๊สด้วยหรือ

เขาทั้งคู่ตอบว่าไม่ มาเล่นดนตรีเพื่อชีวิตเปิดหมวกหาเงินใช้

ผมจำเขาทั้งคู่ได้ แต่จำชื่อไม่ได้

เขาก็จำผมได้ แต่จำชื่อผมไม่ได้

ผมรู้ว่าเขาทั้งคู่เป็นนักดนตรี และเขาทั้งคู่ก็รู้ว่าผมเป็นอาจารย์

แต่ก็ไม่ช่วยให้ใครจำชื่อใครได้

...................................................

เราทั้งหมด อาจารย์และนักดนตรีเพื่อชีวิต คือ คนผู้ใช้ชีวิตปักหลักอยู่หลังเวทีพันธมิตรด้วยกัน

สำหรับผม เมื่อร่ำลาและมองเท้าของคนทั้งคู่ลับหายไป สายตาก็ทอดไกลไปที่เวทีแจ๊สหน้าโรงแรมฮิลตัน สุดหรูหราอลังการ

เวทีใหญ่ๆแบบนี้ คงมีไว้สำหรับ นักดนตรีระดับดารา ผู้มีแฟนเพลงคับคั่ง

แต่สำหรับนักดนตรีทั้งคู่ เพียงเศษเงินที่ได้จากข้างถนนก็มากเกินพอ

เพราะเวทีแห่งจิตใจของเขากว้างใหญ่ กว่าชายหาดหัวหินนัก เขาทั้งคู่คือศิลปินแห่งโลกและพื้นดิน ผู้ก่อคุณประโยชน์แบบเงียบๆง่ายๆแต่ยิ่งใหญ่

เขาทั้งคู่ คือ โรนิน ซามูไรพเนจร ผู้ไร้สังกัด ค่าย ซึ่งออกตระเวณบรรเลงเสียงดนตรีให้กับประชาชนผู้ยากไร้ได้รับฟัง

เวทีของ โรนิน คือ โลกทั้งใบที่กว้างใหญ่มหาศาล ไร้กาลเวลา

คารวะจากใจ โรนิน นักดนตรี

............................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

Saturday, June 03, 2006

ดวงตา


ดวงตา

ในบรรดาอวัยวะของมนุษย์ที่ปรากฏรูปลักษณะให้แลเห็นได้ ดวงตาเป็นอวัยวะที่ทรงพลานุภาพที่สุดเพราะดวงตาสามารถก่อร่างสร้างความรู้สึกแก่บุคคลที่พบเห็น และเป็นสถานีแสดงความรู้สึกที่ดีที่สุด เหนือกว่าสถานีใดในโลกนี้

ในยามสุข แวววาวแห่งดวงตาอาจฉายโชนความปลื้มปิติยินดี น้ำเลี้ยงในตาจะวาบวามเปล่งประกายฉายฉาน เคลือบ ครอบ คลุม เนื้อตา ซึ่งนั่น เราอาจสัมผัสรับรู้ได้ไม่ยากนัก

ในยามเศร้า แวววาวแห่งดวงตากลับหดหายหลีกเร้น น้ำเลี้ยงที่เคยหล่อ กลับทะลักล้นออกจากขอบตา เปลี่ยนเป็นหยดน้ำแห่งความรู้สึก ซึ่งเราขานนามมันว่า “ น้ำตา” เมื่อยามที่น้ำตาหลั่งไหลย่อมมั่นหมายลงลึกถึงจิตวิญญาณแห่งความร้าวรานระทมทุกข์ ซึ่งผืนดิน ผืนโลก ไม่รู้ว่าเคยซึมซับมันมาแล้วกี่หยดต่อกี่หยด

ในยามเหงา แวววาวแห่งดวงตาอาจยังคง แต่หลืบเร้นแห่งแววตากลับซุ่มซ่อนผืนป่า เงียบ เชียบ รกเรื้อ รุงรัง อ้างว้าง ดังเวิ้งฟ้าสีหม่น ดวงตาแห่งความเหงาอาจเป็นดวงตาแห่งความว่างเปล่าอันหนาวเหน็บ หรือเป็นดวงตาแห่งการรำลึกถึงความสุขที่ยังจองจำเจ้าของดวงตานั้นอยู่

ในยามรัก แวววาวแห่งดวงตาอาจเปล่งประกายฉายฉาน แสงประกายดังกล่าวขับดันความรู้สึกสำนึกแห่งปราถนา รุ่มร้อน ทุรณ โหยหา ดื่มด่ำ ซ่านซาบ บีบรัด ให้ร้อนรน ความรู้สึกทั้งหมดอาจขึ้นทั้งในยามเผชิญหน้า และรำลึกถึง เขาและเธอของเจ้าของดวงตา

ในยามชัง แวววาวแห่งดวงตาเปลี่ยนแสงสีเป็นเขม็งเกร็งเกรียว ก้าวร้าว รุนแรง ที่แฝงเร้นจะเผยตนออกมาจากห้องใต้ดินของจิตใจ และส่งสัญญาณสงครามผ่านสายไหมแห่งความรู้สึก ให้แปรเปลี่ยนเป็นเบิกโพลง ทะลัก ทะล้น ด้วยฟอนไฟ

จึงมิผิดแผกประการใดที่นิรนามกวีจะกล่าวว่า “ดวงตาคือมุขบัลลังก์ของจิตใจ”


นอกจากดวงตาจะเป็นเครื่องบอกความรู้สึกแล้ว ดวงตายังส่งอิทธิพลต่อชีวิตของมนุษย์ในอีกหลายด้าน

ดวงตาของหญิงสาวที่ทอดข้ามมา อาจนำมาซึ่งการละเมอเพ้อพบและความสุขล้ำมาสู่ชายหนุ่ม ในขณะเดียวกันมายาภาพที่ทอดข้ามอาจเคยฝังร่างผู้โง่เขลาลงดินมาแล้วนักต่อนัก ดวงตาชนิดนี้อาจเปรียบประดุจมหาสมุทรสีฟ้าแกมมรกตอันลึกลับ ที่ประกายพรายน้ำสวยงามยิ่ง จนลื่นไถลจมหายว่ายเวียน สำลักล้น จนขาดใจ

ดวงตาของชายหนุ่มนักล่า อาจกรีดใจหญิงสาวให้เลือดหลั่ง แววตาอาจสะกดมนต์ร่าย จนหลุดลอยจากห้วงแห่งสันติ เข้าสู่มายาทะมึนดำ มายาภาพที่ลวงล่อ แนมสุนทรวจีอ่อนหวานเสนาะ อาจจองจำ ตีโซ่ตรวนแห่งจิตใจ ที่มักเอ่ยอ้างผิดๆว่า “ความรัก” ด้วยเหตุนี้เธอทั้งหลายจึงถูกไฟแห่งหินร้อนวิสสุเวียสเผาผลาญไหม้ทุรณ ดวงตาชนิดนี้ประดุจดัง ประลัยกัลป์บรรพต อันสวยงามแต่เร้นไว้ซึ่งลาวาระอุร้อน รอการปะทุระเบิด จึงสาดโคลนเดือดใส่ให้ทุรณ

ดวงตาของเด็กน้อยน่ารัก อาจนำความแช่มชื่นเบิกบาน ของดอกไม้แรกแย้มกลับสู่จิตใจของเรา มโนสำนึกแห่งเยาว์จะนำเราย้อนหวนคืนสู่ความรู้สึกในอดีตที่แสดงออกผ่านความสุขโดยเราอาจไม่รู้ตัว เมื่อคุณพบเด็กจึงเป็นโอกาสอันดี ที่เราจะได้สัมผัสสัมพันธ์ และซึมซับความรู้สึกสดใส อิ่มเต็ม ให้กลับมา ชุบชูชีวติอีกครั้ง ยามใดที่ผองภัยแผ่วพานจงกลับมามีดวงตาในเยาว์วัยอีกครั้ง แล้วสันติสุขจะกลับคืนสู่เรา ดุจทารกกลับคืนสู่ครรภ์ของมารดา คือ ธรรม

ดวงตาของเฒ่าชรา อาจนำความสลดหดหู่มาสู่จิตใจของเรา นำความกลัว ความรำลึกถึงการสิ้นสุดของชีวิต มาสู่เรา หยาบกร้านของดวงตาในหมายความปฐม อาจแร้งร้อนหดหู่ แต่ก็อาจแฝงไว้ซึ่งความสงบสันติของผู้เดินทางล่วงมาก่อน และหากเราพินิจความเป็นจริง แววตาของเฒ่าชรา อาจมีความหมายลึกล้ำถึงการหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน ความไม่จีรังยั่งยืนของบรรดาสรรสิ่งทั้งหลาย รวมทั้งตัวเรา วัยชราในความหมายนี้จึงหมายถึง การเตรียมตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนสภาพของชีวิตไปสู่สิ่งอื่นอย่างสันติ และนั่นจะส่งผลให้เราดำเนินชีวิต อย่างมีความสุขในปัจจุบันขณะอีกด้วย



รูปทรงของดวงตายังเกี่ยวพันกับสัณฐานทั่วไปทางธรรมชาติ

ในธรรมชาติเราจะพบว่าสรรพสิ่งที่ยิ่งใหญ่มักมีรูปปรากฏเป็น “ทรงกลม”

ทรงกลมของดวงอาทิตย์ ยามอรุณรุ่ง ยามสายอันอบอุ่น ยามเที่ยงอันร้อนรน ยามบ่ายอันอบอ้าว และยามอัสดงอันสงบเย็น

ทรงกลมของดวงจันทร์ ยามเดือนเพ็ญอันสุกใส ยามข้างแรมอันว้าเหว่

ทรงกลมของโลก อันมีผืนน้ำ ฟ้า แผ่นดิน แม่น้ำ พืชพันธ์ สัตว์ จุลชีพ ประสานสอดช่วงใช้ชีวิตอย่างกลืนกลม

ทรงกลมของดวงตา จึงอาจหมายถึง ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลกที่เราอาศัยอยู่

ดวงตาจึงอาจเป็นจงใจของพระผู้สร้าง ที่ออกแบบมัน เพื่อเตือนให้เรารำลึกถึงความหนึ่งเดียวและความยิ่งใหญ่ของพระองค์

เมื่อท่านมองดวงตาทุกคู่ขอจงได้โปรดรับรู้ และซึมซับวิถีแห่งจักรวาลอันสันติ เปี่ยมล้นไปด้วยความรักและเข้าใจ เมื่อนั้นดวงตาของท่านจึงเปี่ยมล้นความหมายลึกล้ำ ชุ่มชื่น และโปรยปรายสายฝนชุ่มเย็นแก่พื้นที่ที่ดวงตาทอดข้ามมาสบกัน

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

ดาว


ดาว

เวิ้งฟ้ากว้างยามค่ำคืน ที่ริมระเบียง ทอดตาไปในเวิ้งจักรวาล

บนโลกที่ผมอยู่ ผู้คนในซีกมืดอาจกำลังหลับไหลไปในยามค่ำคืน ส่วนผมเพียงแต่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ตัวเดิม

ความเงียบภายใน คือ ธรรมชาติที่ปรากฏ เงียบจนรู้สึกว่าบนโลกมีผมอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น

ความเงียบที่รัก เมื่อเธอเดินเข้ามาทักทาย และผลักดันชีวิตฉันให้ก้าวเข้าสู่ความอิสระ สิ่งเดียวที่ฉันรับรู้คือ ความเงียบและไม่สั่นไหว ไม่สั่นไหวกับความทุกข์ทรมาน และความแสบสันต์ของหลุมอารมณ์อย่างในอดีต

มาวันนี้ ผมได้กลับมาอยู่ในชีวิตที่แท้จริง คือ การเกิดคนเดียว อยู่คนเดียว และตายคนเดียว เพราะแม้แต่บางครั้งคู่รักที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกันอาจกำลังฝันคนละเรื่อง ทั้งในยามหลับและตื่น

ความสุขจากการอยู่คนเดียวที่ดีที่สุด คือ การเลิกเรียกร้องสิ่งใด จากใคร และแปรเปลี่ยนเป็นภารกิจที่ต้องทำเพื่อผู้อื่นที่ยังไม่อาจรอดหลุดจากตาข่ายของความทุกข์

ความไม่อาจเรียกร้องได้ ความแปรปรวน เคลื่อนที่ คือ สามัญลักษณะที่ต้องเข้าใจ และถอนใจออกความเคลื่อนไหวเหล่านั้น

สายลมเย็นเพียงวูบ อาจทำให้สบายกายและใจ แต่มิทันจะได้ทักทาย สายลมร้อนอาจสลับสับเปลี่ยนเข้าโลมโลบผิวกร้าน หน้าที่ของเรา คือ อย่าเรียกร้องสายลมเย็น หรือทัดทานความร้อนลุ่ม เพียงแต่เผชิญกับมันในทุกฝีก้าวของชีวิต อย่างเข้าใจ

ในบางทีอาจมีผู้คนแวะเวียนเข้าในชีวิต ก็ขอขอบคุณสำหรับการให้จากทุกท่านที่ผ่านพบ
และสำหรับบางคนที่ผมได้กลายเป็นสายลมร้อนสำหรับเขาและเธอ ก็ขอให้เขาและเธอมีความสุข

.................................................

ในค่ำคืน บางทีบนโลกอาจไม่มีใครอยู่เลยสักคน

ผมมองขึ้นไปที่ดาวดวงเล็กๆดวงหนึ่งที่อาจจะยังไม่มีใครตั้งชื่อ แล้วพาลคิดว่า จะมีดวงตาของใครสักคนเฝ้ามองผมอยู่

หากเธอมีจริง ผมเพียงแต่อยากกระซิบผ่านฟ้า และห้วงอวกาศ ว่า ผมนั่งอยู่ตรงนี้นะ

เพียงเท่านี้ ก็มากเกินพอ

..................................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

Monday, May 29, 2006

พักรบ


พักรบ

ดูเหมือน ผมจะกลายเป็นนักกฎหมาย โง่ คนนึงในสายตานักกฎหมายรุ่นน้องหลายคน โดยเฉพาะ นักกฎหมายสายฝรั่งเศส และลิ่วล้อ

ดูเหมือนผมจะกลายเป็น บอกเกลอ หยาบคายและน่ารังเกียจประจำปี ทั้งที่เมื่อต้นปีเพิ่งได้รับรางวัลบลอกเกลอน่ารู้จักที่สุดจาก Minnymim มาอุ่นๆ

โอ เค โง่ ก็ โง่ ถ้าอยากให้ผมโง่ โดยเฉพาะบางคนถึงกับพาลนินทาลับหลังหาว่าผมเป็นพวกไร้หลัก ไร้ค่าย ทั้งที่ ผมก็ สวนกุหลาบ นิติ มธ.ตรี โท เนติบัณฑิตไทย ซึ่งในทางวิชาการแล้วผมก็สามารถไปสอบเป็นตุลาการกู้ชาติกับเขาได้เหมือนกัน (ไม่ได้โม้นะ เพราะสอบสนามเล็กพอสู้ไหว แต่ถ้าสนามใหญ่ขอบายเพราะหมดแรงขอรับ)

โอ เค หยาบคายน่ารังเกียจ ก็น่ารังเกียจ ผมยอมรับ เพราะแถวบ้านผมก็พูดกันตรงๆ ด่ากันหยาบแบบนี้แหละครับ โดยเฉพาะเวลาเจอความไม่ถูกต้องชนิดคอขาดบาดตาย ผมไม่ปฏิเสธความหยาบในคำพูดของผม เพราะพ่อ แม่ให้มา แต่ที่แน่ๆ ผมไม่เคยโกงใคร ไม่เคยเข้าข้างคนชั่ว ไม่ประจบสอพลอใคร นี่แหละครับ ความสุขของหยาบคายบุรุษ

สำหรับคนฉลาดทั้งหลาย ผมมองว่าเป็นพวก Jus Scriptum คือ มองข้ามประเด็น ไปมองแต่ประเด็น Pop Pop Hip Hip ของพวกซ้ายไร้ราก นักกฎหมายไร้ใจอย่างประเด็นมาตรา 7 ประเด็นการใช้อำนาจขององค์กรตุลาการ บางคนต่อต้านพันธมิตรแบบออกนอกหน้า จับแพะชนแกะ โดยไม่เคยมองประเด็น ความฉ้อฉลของระบอบแม้ว ความเลวร้ายของเนติบริกร.......สามเศียร (วิษณุ บวรศักดิ์ โภคิน) ความทุกข์ยากของประชาชน

........................

นี่แหละครับสังคมที่ตัดสินโง่ ฉลาด กันที่ วุฒิ คอก ค่าย เชื้อสาย นามสกุล ยี่ห้อ สถาบัน ประเทศที่ตีตราอันแสดงออกถึงวัฒนธรรมทาส หากเป็นเช่นนี้ผมขอเป็น คน โง่ ด้วยความยินดีขอรับ

นี่แหละครับสังคมที่ตัดสินหยาบ สุภาพ ที่คำพูด ไม่ได้ตัดสินที่เจตนา ความรู้ที่แท้ หรือจิตสำนึก

แต่ผมขอประกาศให้ทุกท่านที่ผ่านพบว่า ผมไม่เคยสะดุ้งสะเทือนกับคำพูดไร้สาระของคนเหล่านี้ ทั้งพวกที่สังคมยกย่องเพราะยี่ห้อ หรือพวกไร้นาม เพราะทุกอย่างที่ผมทำไม่ว่าใครจะตีความอย่างไร ผมรู้ตัวดีว่าผมกำลังทำอะไร ต่อสู้อยู่กับอะไร เพื่ออะไร

.....................

มาบัดนี้ การยุทธ เริ่มรู้ผลแพ้ชนะ ลางๆ จึงถึงเวลากลับสำนักบ้านนอก กระจอก ไร้ชื่อเสียง ม.รังสิต เพื่อฝึกฝนตนเองอีกครั้ง

"การเลิกไม่มีเวลาควรเลิก การเสร็จสิ้นไม่มีเวลาเสร็จสิ้น"

เมื่อตอนนี้หยุดพักได้ก็จงหยุดพักเสียเถิด หากจะคอยเวลาให้ภารกิจเสร็จสิ้นจงรู้เสียด้วยว่าไม่มีเวลาที่ภารกิจจะเสร็จสิ้นได้"

จากคัมภีร์ รากผัก หนึ่งในสามคัมภีร์ สุดยอดของบูรพาวิถี

หนึ่ง คือ ปารมิตาสูตร

สอง คือ พิชัยสงคราม

..........................................

ท้ายสุด ผมเบาใจกับกระบวนการพันธมิตรแล้ว ขอพักรบมาอยู่ข้างหลังบ้าง นอกจากนี้ผมยังขอเตรียมผัน ตน จากเด็ก "ระจัน" ไปเป็น เด็ก "ระมัน" ให้ได้ซะที เผื่อว่าเมืองไทยจะได้มี ดอกเตอร์ โง่ๆ หยาบๆ มาอัด กับ ดอกเตอร์ Pop Pop Hip Hip บ้าง เพราะคนไทยเป็นโรคหูสูงผมเลยต้องหาทางไปชุบแป้งทอดตัวเองบ้าง ฮา ฮา

นี่แหละครับ สังคมที่ฟัง และตรวจสอบ หัวโขนฝรั่งที่คุณใส่ ขำชะมัด และขำมาโดยตลอด

...........................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

Friday, May 26, 2006

zen การกลับคืนสู่เสรีภาพของชีวิต


zen การกลับคืนสู่เสรีภาพแห่งชีวิต

เซน ดูจะเป็นถ้อยคำลึกลับ สูงค่าเกินกว่าความนึกคิดจะเข้าใจ

เซน ดูจะเป็นคำตอบแห่งยุคสมัยที่ใครหลายคนเลือกเป็นวิถีสำหรับการค้นหาตัวตนที่แท้

โศลกเซน ดูจะสร้างความสับสนงุนงงมากกว่าความสว่างแจ้ง อันเป็นจุดหมายที่ทุกคนใฝ่หา

เซน หรือ ฌาน หรือ ธยาน อาจหมายถึง ลัทธิ หรือ นิกาย ในพระพุทธศาสนา ฝ่ายมหายาน

แต่แท้จริง เซน หาใช่ นิกาย ลัทธิ หรือเปลือกป้ายใดไม่ แต่ เซน คือ คำเรียกขาน ตัวความจริง ขั้นอันติมะ หรือ ปรมัตถสัจจะ ซึ่งข้ามพ้นความคิดคำนึง หรือ กรอบแบบแผนใดๆ

ดังนั้น เมื่อคุณคิดถึง เซน เมื่อใด ย่อมหมายถึง คุณกำลังเดินห่างไกลจากเซนมากเท่านั้น

ตัวประสบการณ์แห่งการแลเห็นเท่านั้น จะนำคุณปลดโซ่พันธนาการของชีวิต เพื่อเดินเข้าสู่ เสรีภาพ อันเป็นสภาพดั้งเดิมของชีวิต ที่เราสูญเสียมันไปพร้อมกับวัยเยาว์

..............................
ตัวประสบการณ์เป็นมูลฐานสำคัญที่สุด

ต่อแต่นี้ ผมจะเล่าถึง เซน ให้คุณฟัง ไปเรื่อยๆตามเวลาที่อำนวย

หากคุณโชคดี คุณอาจแล เห็น เสรีภาพ ที่แท้ ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ ก่อนการเกิดขึ้นของพุทธศาสนาเสียอีก

หวังว่าเราจะได้เจอกัน
.........................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

Monday, May 22, 2006

ไอ้เตี้ย หมากเตะ


ไอ้เตี้ย หมากเตะ

แม้ว่าผมจะเป็นแฟน เซเลเซา บราซิลพันธ์แท้

แม้ว่าผมจะรัก หงส์แดงเถือก มากแค่ไหน

แม้ว่า เปเล่จะเก่งกาจสักเพียงใด

แต่ ไอ้เตี้ย หมากเตะ ศัตรูตัวฉกาจ ของบราซิล ผู้ทำให้ผมเคยน้ำตาตกสมัย บอลโลกที่ อิตาลี

คือ หมายเลขหนึ่งในใจของผมเสมอมา บราโว้ !

.......................................

ไอ้เตี้ย แม่งโคตรเก่ง

ไอ้เตี้ย แม่งโคตรเจ๋ง

ไอ้เตี้ย แม่งเส็งเคร็ง

แต่แม่งเจ๋ง ถูกใจ


ไอ้เตี้ย แม่งโคตรเอี้ย

ไอ้เตี้ย แม่งโคตรเสีย

แต่ไอ้เตี้ย คือมายเดียร์

ผมแม่งรัก ไอ้เตี้ย บรรลัย
(คำร้องโดย Dj Thaitaเยี่ยว)

ฮา ฮา อาร์เจนติ๊น่า ฮา ฮา อาเจนติ๊น่า

..........................................

บุญรักษา บราซิล

เมฆแซมบ้า รับบอลโลก

ใครคือเมฆบ้า


ใครคือเมฆบ้า

เมฆขาวพราวฟ้า บ้าคลั่ง
ละล่องลอย ระรื่นไหล ไอระเหย
ละล่องลิ้ว พลิ้วแรงลม มาชมเชย
หยาดฝนเอย คือ หยาดฟ้าน่าชื่นชม”


บทโศลกแห่งเมฆบ้า

เมฆบ้า เป็นนามปากกาของพระเซน “อิคคิว-ซัง” ผู้โด่งดังของญี่ปุ่น ท่านเป็นทั้งกวี จิตรกร และคุรุพเนจรแห่งเซน นามปากกานามนี้ของท่านเป็นคำเล่นสำนวนในภาษาญี่ปุ่นของคำว่า อุนซุย ซึ่งหมายถึงพระภิกษุผู้ที่ความไม่ยึดติดกับชีวิตทางโลกีย์ ทำให้ท่านล่องลอยไหลลื่นอย่างเสรีดุจเมฆเหนือผิวน้ำ เพราะฉะนั้น เมฆบ้า ในความหมายกว้างจึงหมายถึง ผู้ที่เป็นนักปฏิรูปขบถและพวกนอกรีตแห่งวิถีเซนที่ริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ให้แก่สังคมที่พวกเขาสังกัดอยู่ บ่อยครั้งที่นักปราชญ์อย่างพวกเขา และผู้แสวงธรรมอย่างพวกเขาได้แปลงตัวเป็นขอทาน เป็นนักเทศน์พเนจร หรือแม้แต่แสร้งเป็นคนบ้า วิถีเซนของเหล่าเมฆบ้าอย่างพวกเขาได้ส่งอิทธิพลอย่างล้ำลึกต่อการปฏิบัติสมาธิภาวนา ชีวิตประจำวัน จิตวิญญาณ สังคม และการเมืองในศาสนาพุทธนิกายเซนมาจนกระทั่งทุกวันนี้

การแสดงออกอย่างสุดขั้วในพุทธศาสนานิกายเซนของพวกเมฆบ้าเหล่านี้ บ่อยครั้งปรากฏว่ายากเกินไปที่จะเข้าใจ และล้ำหน้าเกินไปสำหรับผู้คนในสมัยเดียวกับพวกเขา หากแต่เป็นแนวทางที่ล้ำค่าเหลือเกินสำหรับอนุชนคนรุ่นหลังผู้เป็นทายาททางจิตวิญญาณในปัจจุบัน เพราะพวกเมฆบ้าคือ บุคคลตัวอย่างที่มีอยู่จริง พวกเขาไม่เพียงต่อต้านอำนาจนิยมเท่านั้น หากแต่ยังตั้งคำถามกับโครงสร้างทุกอย่าง โดยเฉพาะการตั้งคำถามเกี่ยวกับผู้มีอำนาจอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งพบได้ยากในชีวิตทางศาสนาโดยทั่วไป มิหนำซ้ำพวกเขายังโยงความเป็นขบถนี้บูรณาการเข้ากับอิสรภาพภายในแห่งปัจเจก โดยตั้งอยู่บนประสบการณ์แห่งสุญญตาของตนอย่างกระจ่างแจ้งอีกด้วย

บุรุษเซนผู้พลิกโฉมหน้าเหล่านี้ จึงเป็นแบบอย่างที่เหมาะเจาะสำหรับยุคสมัยที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่อย่างยุคของเราในศตวรรษที่ 21 นี้

...............................

นี่คือข้อเขียนของ อ.สุวินัย ผู้ที่รู้จักและศึกษาเรื่องเมฆบ้ามากที่สุดในประเทศนี้

ขอบคุณอาจารย์ ที่ทำให้ผมรู้สึกว่ายังพอมีคนเข้าใจ

ผมเคยพบกับ อ.สุวินัย หลังเวทีพันธมิตร ในสภาพตาลุงคนนึง ที่มีบุคลิกเรียบง่าย แต่ฉายแววตาสดใส เฉียบขาด

ผมเชื่อมั่นว่า ท่านอาจารย์ก็คือ เมฆบ้า คนนึง แต่ท่านมีความบ้าในแบบของท่าน ที่ต่างจากผม

เมฆขาวพราวฟ้า บ้าคลั่ง

ละล่องดั่ง พายุร้าย คล้ายฟ้าผ่า

ในฟ้าร้าง มีสายลม ระดมมา

คือเมฆบ้า ฟ้ากว้าง ทางสัญจร

โศลกสดเมฆบ้า



.....................................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

เมฆบ้า ฟ้าร้าง


Friday, May 19, 2006

กำลังใจแด่นักรบครุยดำ


กำลังใจแด่นักรบครุยดำ

ต้องยอมรับว่าสถานการณ์บ้านเมืองก่อนหน้า อยู่ในสภาพไร้ขื่อ ไร้แป

ต้องยอมรับว่า ระบอบทักษิณ คือตัวการสำคัญในการรื้อขื่อแปทิ้งจนเกือบเกลี้ยง

ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาองค์กรตุลาการ ทำหน้าที่เกี่ยวกับคดีการเมืองค่อนข้างน้อย เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญไม่ทำหน้าที่ตามกฎหมาย

ต้องยอมรับว่า บ้านเมืองที่ไร้ขื่อแปนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องกลับสู่ภาวะการเมืองเต็มขั้น ภาวะดังกล่าวคือภาวะ แห่งสงครามการต่อสู้ระหว่าง กองทัพขายชาติ กับกองทัพกู้ชาติ

......................................................

ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นนักรบกู้ชาติ ทยอยการทำหน้าที่ของตน เรือนแสน เรือนล้าน

และในปัจจุบัน การศึกเปลี่ยนแนวรบ ด้วยเหตุจากฟ้า เราจึงแลเห็น เหล่านักรบครุยดำ ลงออกต่อตีกับ กองทัพขายชาติ

ด้วยเหตุนี้ จึงขอเป็นกำลังใจห่างๆให้นักรบครุยดำปราบปรามพวกขายชาติให้หมด

ขอให้นักรบครุยดำนำ ประโยชน์สุข กลับคืนสู่แผ่นดินแม่อีกครั้ง

ด้วยเหตุนี้ แม้นักรบครุยดำต้องฝืนกับหลักการ แต่เพื่อบรรลุภารกิจยิ่งใหญ่ จึงออกต่อตีกับข้าศึกด้วยใจรักชาติ

ขอคารวะ นักรบครุยดำทั่วหล้า

....................................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

Friday, May 12, 2006

ฟ้าร้าง


ฟ้าร้าง
ฉันเคยท่องล่องไปในเวิ้งฟ้า
ลอยพัดพาตามสายลมระดมพัด
มีสายหมอกละอองเย็นคอยเปลี่ยนผลัด
มีทิวทัศน์ของดินดอนร้อนทุรณ
และแล้วเมฆก็ลอยล่องต้องนางฟ้า
แม่ก็มาโปรยตอกดอกไม้สน
มาเลี้ยงดูด้วยรักห่วงด้วยตัวตน
ด้วยความสนใจสมัครรักผูกพัน
ณ บัดนั้นเมฆแสนสุขสนุกสนาน
ลอยเบิกบานในเวิ้งฟ้าสรวงสวรรค์
มีน้ำทิพย์ชโลมรักทุกคืนวัน
มีเรื่องราวสารพันให้จันทร์จาร
แต่แล้วเมฆก็ต้องกลั่นตัวเป็นฝน
เพื่อโปรดปรนนิบัติดินทุกถิ่นฐาน
ไหลลงรดทั่วผืนแผ่นดินดาน
หลอมสายธารเป็นเนื้อเดียวกับเสี้ยวดิน
เมฆจึงร้างห่างฟ้านภาใส
หลงระเริงอยู่ในกระแสสินธ์
หลงหล่อเลี้ยงทุ่งหญ้าค่าผืนดิน
หลงลงกินทุรณดอนที่ร้อนรน
มาบัดนี้อาทิตย์เผาร่างกายแผด
พยับแดดก็หอบน้ำสู่ฟ้าฝน
ให้ระเหยกลับเป็นเมฆในบัดดล
มีปุยขาวละมุนปนอยู่บนฟ้า
ฟ้าจ้าฟ้าฟ้ายังกว้างอย่างเคยกว้าง
แต่ฟ้าร้างนางบนฟ้าข้าโหยหา
ด้วยรักกล่อมที่เคยกอดเคยเป็นมา
กลับร้างราจากฟ้าครามยามพลบเย็น
อาทิตย์ดับลาจากฟ้าฟาก
เมฆลอยจากนางบนฟ้าลับตาเห็น
ละล่องเรื่อยเอื่อยไปสายลมเย็น
ในความมืดแสงจันทร์เพ็ญคอยกล่อมนอน
............................
เมฆบ้า ณ บ้านนางฟ้า

Tuesday, May 09, 2006

นักกฎหมายกระป๋องปลา กับ นักกฎหมายปลากระป๋อง


นักกฎหมายกระป๋องปลา กับ นักกฎหมายปลากระป๋อง

ในปัจจุบันมีนักกฎหมายบางคนชอบเรียกตัวเองว่าเป็น "นักกฎหมายมหาชน" หรือ สื่อบางสื่อชอบเรียกนักกฎหมายบางกลุ่มว่า "นักกฎหมายมหาชน" ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้น "นักกฎหมายมหาชนมีจริงหรือเปล่า" คือคำถามที่ต้องวิสัชชนาให้ได้ก่อน

กฎหมายแท้จริงแล้ว คือ ระบบของกฎเกณฑ์ที่ไม่อาจแยกขาด หรือแยกย่อย ออกเป็นสาขาต่างๆได้ ระบบแห่งกฎเกณฑ์ คือระบบที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ทั้งในแง่ของส่วนตน ส่วนรวม ส่วนข้ามรัฐ รอดรัฐ ส่วนเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง ศาสนา ชีวิต ความเป็นอยู่

ความคิดในการแบ่งแยกสาขาของกฎหมาย กระทั่งแบ่งแยก "คน" ในฐานะ นักกฎหมายออกเป็น "ประเภท" หรือ "พันธ์"ต่างๆโดยยึดถือ "ประเภท" จึงเป็นความคิดที่ "อ่อนหัด" เพราะระบบแห่งกฎเกณฑ์ไม่อาจแบ่งแยกได้ เช่น หากคุณถูกรถของหน่วยงานราชการชนจนบาดเจ็บ หากคุณจะเรียกค่าเสียหาย คุณต้องไปดู กฎหมายละเมิดของพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้าคุณจะเอาข้าราชการที่ขับรถชนคุณเข้าคุก คุณก็ต้องไปดูกฎหมายอาญา ถ้าคุณจะดำเนินคดี ก็ต้องไปใช้วิธีพิจารณาความของศาลปกครอง หรือ ศาลอาญา

ผมกำลังจะบอกคุณว่า "นักกฎหมายมหาชน" ไม่มีหรอก มีแต่ "นักกฎหมาย" ที่กำลังใช้กฎหมายอันเป็นร่างแหของกฎเกณฑ์ที่เชื่อมร้อยโยงใยอย่างเป็นระบบ

.....................................

นอกจากเราไม่อาจแบ่งแยก "กฎหมาย" ออกเป็น "พันธุ์" ได้แล้ว "กฎหมาย" ก็ไม่อาจแยกขาดจากรากเหง้าของมัน คือ "บริบท" ที่เป็นฐานที่มาของกฎหมาย เพราะกฎหมายไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ก่อน แต่กฎหมายพัฒนามาจาก "สิ่งที่มีอยู่ก่อน" คือ "ปัญหาในบริบท" ซึ่งความขัดแย้งต่างๆบีบคั้น บีบเค้น ให้มนุษย์ร่วมคิด ร่วมกำหนด กรอบแห่งการดำรงอยู่ร่วมกัน

ด้วยเหตุนี้ หากนักกฎหมายผู้ใด หรือ ผู้ที่เรียกตนว่าเป็น "นักกฎหมาย" พันธุ์ใด ใช้กฎหมายโดยตัดขาดจากบริบทสังคมแล้ว นักกฎหมายผู้นั้นก็อาจเข้าสู่ ภาวะ "บูดเน่า" ที่อาจดันกระป๋อง หรือ เปลือกแห่งถ้อยคำให้ปูดปูน

อย่าลืมว่า เราซื้อปลากระป๋อง มากิน ปลา ไม่ได้กิน กระป๋อง แต่นั่นอย่างเพิ่งด่วยสรุปว่า กระป๋องไม่มีคุณูปการในการรักษาปลาให้หอมอร่อยนะ แต่เมื่อวันใดที่ปลาในกระป๋องมันเน่า เราจะทำอย่างไรกับกระป๋องดี เราต้องกลับมาตรวจสอบกระป๋องว่ามันพังเพราะอะไร พังเพราะปลา หรือ พังเพราะกระป๋อง

........................................

สำหรับ ระบบแห่งกฎเกณฑ์ในบ้านเรา ต้องยอมรับว่า เหมือน กระป๋องใส่ปลาเน่า

เน่าจนกัดกร่อนกระป๋องให้ผุลงวันแล้ววันเล่า ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นนักกฎหมายออกมาให้ความเห็นในสองแนว

แนวแรก คือ นักกฎหมายกระป๋องปลา พวกนี้ติดกับหลักการและตรรกะ ติดกับเปลือกของกฎหมาย ขอให้กระป๋องสวยไว้ก่อน ส่วนปลาจะเน่าอย่างไรข้าไม่สน ข้ามีหน้าที่เดินหน้ารักษากระป๋องอย่างเดียว ขอให้กระป๋องปลาสวยไว้ก่อน แต่พวกนี้ยังดีกว่า นักกฎหมายปลาเน่า อย่างเนติบริกรเยอะ แต่อย่างว่า นักกฎหมายกระป๋องปลาดูจะทำหน้าที่ของตนได้ดีมาก ดีจนกระทั่งออกปกป้อง นักกฎหมายปลาเน่า

แนวสอง คือ นักกฎหมายปลากระป๋อง พวกนี้ไม่ใช่ไม่สนใจกระป๋องปลานะ ! แต่ที่ผ่านมา กระป๋องปลา เป็นแต่กระป๋อง แต่ไม่ได้มีสภาวะที่จะเปลี่ยนปลาเน่าเป็นปลาดีน่ากินได้ นอกจากนี้ปลาเน่ายังส่งกลิ่นเหม็นสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว จึงถึงเวลาสักทีที่จะต้อง สังคยนา ปลาเน่าตัวอ้วนในกระป๋องสักที ทั้งที่รู้ว่า อาจมีปลาเน่าตัวใหม่เข้าอยู่ในกระป๋องก็ตาม

ทั้งนักกฎหมายกระป๋องปลา และ นักกฎหมายปลากระป๋อง ต่างๆก็มีจุดร่วมกัน คือ การรักษา นิติรัฐ รักษา ระบบกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายให้กลายเป็นหลักการสำคัญ

แต่จุดที่ต่างกันอย่างชัดเจน คือ นักกฎหมายกระป๋องปลา มุ่งรักษา กระป๋อง ดุจดวงใจ โดยไม่สนใจ ว่า ปลามันจะเน่า มันจะเหม็น ประชาชนจะคลื่อนเหียนอาเจียน ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวหรือไม่ ขอให้ข้ารักษากระป๋องให้ดีที่สุดไว้ก่อน และเขาเหล่านั้น ก็ทำหน้าที่ได้ไม่เลวเลยทีเดียว

ในขณะที่นักกฎหมายปลากระป๋อง มุ่งรักษา ปลา และ กระป๋อง ไปบนพื้นฐานที่เป็นไปได้ ที่ผ่านมา ปลาเน่า ทำลายกระป๋องไปจนยับเยิน จนบุบบี้ไปหมดแล้ว ดังนั้นสิ่งต้องทำ คือ กำจัด ปลาเน่าไปโดยเร็ว อย่างน้อยที่สุด เมื่อปลาเน่าออกไปแล้ว ค่อยมาดำเนินการต่อว่า จะซ่อมกระป๋องอย่างไร ไม่ให้ ปลาเน่าเข้ามาในกระป๋องได้อีก หรือ จะเปลี่ยน ปลาเน่าเป็น ปลาร้ากระป๋องที่หอมอร่อยได้อย่างไร

..................................

อย่าลืมว่า คน กิน "ปลากระป๋อง" ไม่ได้กิน "กระป๋องปลา" แม้ว่า "กระป๋องปลา" จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ "ปลากระป๋อง" ก็ตาม แต่มันถึงเวลาตั้งนานแล้วที่จะเทปลาเน่า ออกจากปลากระป๋อง ส่วน กระป๋องใบใหม่ จะซ่อม แซม สร้าง อย่างไร ค่อยว่ากันใหม่

มิใช่ มัวนั่งคิดแต่เรื่อง "กระป๋องปลา"

..................................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

นักกฎหมายปลากระป๋อง