Tuesday, August 14, 2007

ที่รัก


ที่รัก

เขียนที่ โลก

ที่รัก เมื่อดวงหน้าเธอปรากฏขึ้นในดวงใจ ดุจดังดอกไม้ที่เบ่งบานในยามเช้า
ฉันพบว่าเธอทั้งหลาย ล้วนมีใบหน้าดวงเดียวกับฉัน
ในดวงหน้ามีดอกไม้ ใบหญ้า สายลม น้ำค้าง ปรากฏพร่างพราวอยู่ไม่ขาด

ใครกันที่บันดาลดวงหน้ามหัศจรรย์ของเธอทั้งหลาย
เธอที่นำความสุข ความสนุกสนาน เสียงหัวเราะ กระทั่งความเจ็บปวด มาสู่ฉัน
บางทีเธอและฉันอาจเคยเป็นลูกไฟที่ลอยล่องไปในอวกาศ
เป็นอุกกาบาตที่ท่องเที่ยวตามแรงโคจรในห้วงกาลจักร
บางทีเธออาจเริงร่ายเป็นพรายฟองในสายน้ำ และผุดโผล่มาทักทายฉันที่ริมสายน้ำ

ฉันอาจเคยเป็นตั๊กแตนกระโดดไปมา
ส่วนเธออาจเป็นผีเสื้อเริงระบำ
ฉันชอบที่เธอสวมชุด หนอนแก้วสีเขียวสดใส
ส่วนเธออีกคน อาจเป็นผึ้งตัวเขื่องคอยบินหึ่งๆดูดน้ำหวานจากดอกไม้

ที่รัก
ฉันเอง และเธอเอง เราเคยอาศัยอยู่ด้วยกันในดวงตะวัน จันทรา
เราออกท่องเที่ยวมาด้วยกันเมื่อตะวันปันไฟอุ่น
เมื่อไฟ บันดาลลม แล้วลม บันดาลน้ำ จนน้ำบันดาลดิน
ดอกไม้ก็เริ่มเบ่งบาน พืชพันธ์เริ่มเติบโต
จนเธอฉันได้มากล่าวคำทักทายกันด้วยไมตรี

ที่รัก
ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่นี่ หรือที่ไหน
ไม่ฉันจะจำดวงหน้าของเธอได้หรือไม่
ไม่ว่าเธอจะรักหรือเกลียดฉัน
ในสายลม ภูเขา ก้อนเมฆ ลาวา แผ่นน้ำ ผืนทวีป
ดอกไม้ที่ผลิบานที่ยังคงไหวระริกในสายลม
โดยมีดวงอาทิตย์คอยให้ไออุ่น

ที่รัก
ดวงหน้าที่แท้จริงของเรามีหนึ่งเดียวเท่านั้น
และเมื่อเรารับรู้ เราจะไม่เคยลืมกันได้เลย

ที่รัก
มาเถอะ
เราจะร่วมเริงระบำในค่ำคืนแห่งอนันตกาล
อันความข่มขื่น เจ็บปวด ไม่อาจชำแรกไปได้ถึง

..............
ขอให้เธอมีความสุข

Friday, August 03, 2007

Hotel of Life


Hotel of Life

คนเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่เดินทางได้
การเดินทางที่ผมว่า หมายถึง การกำหนดแหล่งที่เดินทาง การวางแผนเตรียมการ
ตลอดจนการซึมซับอารมณ์ความรู้สึกขณะเดินทาง กระทั่งการแวะพักรอนแรมในสถานที่ต่างๆ

โรงแรมเป็นที่หนึ่งที่คนมักเข้าพักค้างอ้างแรม
โรงแรมมีหลายขนาด หลายคุณภาพ จนต้องเอาดาวบนท้องฟ้ามาประดับ
แล้วทำไมไม่ย้ายโรงแรมไปอยู่บนดวงดาวบ้างล่ะ ฮา ฮา

เราพักค้างในโรงแรมอาจจะคืน หรือสองคืน หรือมากกว่านั้น
อาจพักคนเดียว พักกับครอบครัว หรือ กับคู่รัก ว้าว
เราอาจสั่งอาหารมารับประทาน สูบบุหรี่ หรือทอดสายตาจากระเบียงห้องพัก
จนกระแสคลื่นแห่งดวงตาไปหยุดลงตรงละอองฟองของเกลียวคลื่นทะเลสวย
และแล้วเมื่อพลบค่ำมาเยียมเยือน จนดวงตาเราหลับลง
เมื่อนั้นโรงแรมก็ได้ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์ อีกครั้ง

...........................

เมื่ออรุณรุ่งมาถึง และใกล้กาลเวลาที่ต้องออกจากโรงแรมเพื่อท่องเที่ยวเดินทาง

ณ ขณะนั้น หากท่านมีดวงใจ เราอาจพบว่า

เราไม่เคยรู้สึกอาลัยกับห้องพักในโรงแรมสักเท่าใด

เราไม่เคยแม้คิดจะประดับประดาห้องพักให้สวยงามมากขึ้น

วันรุ่งขึ้น แก้วน้ำที่เราใช้ จะถูกนำไปล้างและคว่ำไว้ที่เดิม

สบู่ก้อนใหม่จะถูกจัดวางไว้เรียบร้อย

ผ้าปูเตียง และที่เขี่ยบุหรี่จะถูกจัดการให้อยู่ในสภาพเหมือนใหม่

พร้อมสำหรับ คนใหม่ที่จะมาพักค้างในคืนถัดไป

พักค้าง ใน ห้องที่ไม่มีใครรู้สึกเป็นเจ้าของ

..................

ข้อสังเกตประการหนึ่ง เวลาที่ เราไปพักในโรงแรม

หากเราไม่กลัว ผี เราจะรู้สึกนอนสบายและหลับลึก
สาเหตุคงมาจากโรงแรมมักเป็นที่ที่เราใช้หลีกเร้นจากเรื่องราววุ่นวายนานาประการ
ความวุ่นวายที่เริ่มต้นมาจากความเป็นเจ้าของ

ความเป็นเจ้าของบ้าน เจ้าของครอบครัว เจ้าของงาน
เจ้าของเพื่อน เจ้าของคนรัก กระทั่งเจ้าของหัวใจของเรา

แต่ที่โรงแรม เราไม่ได้เป็นเจ้าของมัน
เราไม่ได้คิดประดับประดามัน
ไม่ได้ทำให้มันดีขึ้น หรือเลวลง
เราเพียงแต่มาพัก แล้วเราก็จากไป

เราจึงนอนหลับลึกและสบายอย่างยิ่ง

..............................

โรงแรม เป็นที่ที่เรานำกายและใจของเราไปพักในระหว่างเดินทาง

และแท้จริง กายของเราก็เป็นที่ที่ใจเข้าพักอาศัยในระหว่างเดินทาง

ท่านเคยเห็นตุ๊กตารัสเซียที่มีตุ๊กตาหลายตัวอัดแน่นอยู่ข้างในหรือไม่

บางทีชีวิตก็เป็นเพียงตุ๊กตาตัวใหญ่ที่อยู่ด้านนอกสุด

ความรัก หน้าที่การงาน ครอบครัว สถาบัน ลัทธิการเมือง

อาจเป็นเพียงตุ๊กตาตัวใดที่ห่อหุ้มตุ๊กตาตัวที่อยู่ลึกที่สุด คือตัวตนที่แท้ของเราท่าน

แต่ที่แน่ๆเราไม่เคยรู้สึกว่าโรงแรมห่อหุ้มตัวเราอยู่

เราจึงเป็นอิสระจากมัน

..................

ผมรู้สึกว่าผมเดินทางมาไกลมาก ไกลจนกาลเวลา กระทั่งความใกล้ไกลล่มสลายลง
ผมรู้สึกว่า ร่างกาย จิตใจแห่งอารมณ์ บางทีอาจเป็นเพียงโรงแรมแห่งหนึ่งในหลายๆแห่ง
บนเที่ยวเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด
เที่ยวเดินทางที่มีชื่อว่า Samsara Route

การเกิด การตาย ความรู้สึกหลังความตาย และการดำรงอยู่
อาจเป็นเพียงจังหวะที่เรา Check Out ออกจากโรงแรมแห่งใด
เพื่อ Check In ในโรงแรมแห่งหนึ่งเท่านั้น

เมื่อถึงเวลานี้ ผมตระหนักรู้เพียงว่า เราทั้งหลายเป็นเพียงนักเดินทาง
เรามาแล้วไป แล้วไปแล้วมา จนอาจกล่าวว่าไม่มีการมาไป
เราเพียงเดินทางเป็นรูปวงกลม

วงกลมแห่งชีวิต ที่หากเราตระหนัก
แค่เราตระหนัก เท่านั้น

เราจะพบกับอิสรภาพ

อิสรภาพจากโรงแรมแห่งนั้น
ที่ที่เราได้หลับและตื่นอย่างลึกซึ้ง


...............

ขอให้ทุกท่านมีความสุข

Wednesday, July 25, 2007

ใครไม่รู้จักไบเบิ้ล


ใครไม่รู้จักไบเบิ้ล

ใครไม่รู้จักไบเบิ้ลบ้าง คงหายาก เด็กเล็กๆก็ยังรู้จักไบเบิ้ลกันเลย

หลักการแห่งไบเบิ้ล ถือเป็น หลักการสูงสุดที่ผู้คนในสมัยกลางยึดถือ
ผู้ใดกล่าวคำที่ขัดกับไบเบิ้ล ผู้นั้น อาจได้รับผลร้าย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

สมัยก่อน ผู้คนมีความเชื่อผิดๆว่าโลกแบบน หากเดินทางโดยเรือไปเรื่อยๆ
อาจไปสุดที่ขอบโลก จนกระทั่งตกลงไปจากโลกได้

ในไบเบิ้ลบอกว่า โลกไม่แบน แต่โลกเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ
โดยมีดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก ทั้งนี้เนื่องมาจากการสังเกต พระอาทิตย์ขึ้นหรือตก
จนสันนิษฐานแล้วนำไปบันทึกในไบเบิ้ลว่าดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก
แล้วมีการเชื่อถือสืบๆกันมา

จนการอุบัติของ กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์เอกที่ทำการทดลองด้วยเครื่องมือทางดาราศาสตร์
จนได้ข้อสรุปว่า โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ โลกจึงมิใช่ศูนย์กลางของระบบสุริยะ
ข้อสรุปที่ว่า จึงขัดแย้งกับข้อความในพระคัมภีร์โดยสิ้นเชิง

ต่อมาสันตะปาปาจึงเรียกกาลิเลโอไปสอบสวน ข้อหากล่าวคำที่ขัดแย้งกับพระคัมภีร์
และขู่ให้กาลิเลโอแก้ข้อความในบันทึกของตนและคำประกาศความจริงดังกล่าว
ทั้งนี้หากประชาชนไม่เชื่อถือในพระคัมภีร์แล้ว
ศาสนจักรก็อาจถึงกาลพินาศจากความเสื่อมศรัทธาในไบเบิ้ลเป็นแน่แท้

กาลิเลโอ ยอมแก้ข้อความของตนโดยกล่าวว่า

"เนื่องจากไบเบิ้ล เนื่องจากศาสนจักร และเนื่องจากสันตะปาปา
ข้าขอยืนยันว่าโลกเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ (ก็ได้)"

กาลิเลโอจึงรอดตายไปหวุดหวิด

ต่อมาเมื่อ กาลิเลโอเสียชีวิต
มีการค้นพบบันทึกลับของเขา
ซึ่งมีข้อความต่อท้ายข้อความข้างต้นว่า

"แม้ว่าตามบันทึกในไบเบิ้ล จะกล่าวว่า โลกเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ
แต่ที่แน่ๆ โลก และดวงอาทิตย์ ไม่รู้จักไบเบิ้ล โลกและดวงอาทิตย์อ่านไบเบิ้ลไม่ออก
ดังนั้นข้าจึงหมดปัญญาที่จะทำให้โลกและดวงอาทิตย์เชื่อตามไบเบิ้ล"

..................

ผมนั่งรถแท็กซี่ไปประชุมที่รัฐสภาเรื่อง จัดทำฐานข้อมูลสืบค้นรัฐธรรมนูญ
คนขับรถบ่นอุบ "ทำไม่ฝนแม่งต้องมาตกที่กรุงเทพฯด้วยฟะ"

ผมนึกถึง กาลิเลโอ ได้ จึงตอบกลับไปว่า

"ฝนมันไม่รู้จักกรุงเทพฯหรอกพี่ มันก็ตกของมันไปเรื่อย"
ฮา ฮา

Wednesday, July 18, 2007

คลาสสิก โมนโด


คลาสสิก โมนโด

โมนโด คือ วลี หรือประโยค ที่อาจารย์เซนมักใช้กระตุ้นจิตแห่งการตื่นรู้กับบรรดาสานุศิษย์
กระทั่งใช้กระตุ้นเตื่อนตนเอง เพื่อไถ่ถอนอัตตาอันเป็นมายา โดยการทำเห็นแจ้งในจิตตน

เซน เห็นว่า สัจธรรมนั้นอยู่แนบชิดติดตน
แต่คนผู้จนยากกลับออกแสวงหาจากภายนอก
ดุจดั่งบุตรของเศรษฐี ผู้หลงทางอยู่ในหมู่ยาจก
โดยหารู้ไม่ว่า เพชรแห่งสัจจะนั้นอยู่ในกระเป๋า คือ ดวงจิตเดิมแท้ของตน

ในบรรดาโมนโดที่ผมชื่นชอบ มีโมนโดที่เป็นเอกอยู่หนึ่ง คือ โมนโดของรินไซ

รินไซ เป็นอาจารย์เซนชาวจีน ผู้เกรี้ยวกราด ท่านจะใช้การสอนโดยการท้าทาย ยั่วยุให้เกิดความโกรธเกรี้ยว
และ ณ ขณะที่ผู้ถูกกระตุ้นอยู่ในอารมณ์ด้านใดอย่างสุดๆ นั้น คือจังหวะแห่งการเริ่มต้นมองเห็นจิตตน
จึงอาจกล่าวได้ว่า รินไซ เป็นอาจารย์เซนผู้ชอบใช้กระบองคือคำพูดท้าทาย ตีลูกศิษย์ ให้กลับสู่บ้านของตนเอง


ในทุกๆเช้า เมื่อรินไซตื่นขึ้น จะมีลูกศิษย์คอยยกอ้างล้างหน้าพร้อมกลับกระจกให้กกับรินไซ
เมื่อรินไซส่องกระจก รินไซมักกล่าว โมนโดเพื่อกระตุ้นการตื่นรู้ของตนว่า

"ว่าไง รินไซ ท่านสบายดีรึ ท่านควรจะตายได้แล้ว"

โมนโดดังกล่าว หากเอาไว้ทักทายคนอื่น คงเกิดการตะลุมบอนเป็นแน่

แต่สำหรับอาจารย์เซนผู้ยิ่งใหญ่

รินไซ ที่ "รินไซ"กล่าวถึง หมายถึง ความเป็นรินไซ ที่หายใจเข้าออกอยู่ใน "รินไซ"

รินไซที่แท้ ยืนอยู่หน้ากระจก เพื่อทักทาย รินไซ ที่อยู่ภายใน และกล่าวคำอวยพรกับตัวเอง
ว่าตัวตนแห่งรินไซควรจะตายไปได้แล้ว

ไม่ต้องแปลกใจ ที่ท่านพุทธทาส เคยเขียนบทกลอนวรรคทองของท่านที่ว่า "ตายก่อนตาย"

ท่านพุทธทาสได้รับอิทธิพล จาก รินไซ โดยตรง

จึงอาจกล่าวได้ว่า โมนโดของรินไซ เป็นโมนโดสุดคลาสสิก ที่ส่งอิทธิพลโดยตรงต่อคนไทย

ผ่านบทกลอนของท่านพุทธทาส

................

ศาสตรา ท่านควรจะตายให้มันพ้นไปได้แล้ว

ข้าพเจ้า เมฆบ้า จะได้นั่งร่ำสุรา อย่างมีความสุข

ฮา ฮา ฮา

Tuesday, July 10, 2007

ฝ่ายหญิง








ฝ่ายหญิง

หลังจาก ๕ นักแสดงชาย ก็มาถึงฝ่ายหญิงบ้าง

คนแรก น้องอูม่า เทอแมน ตีคู่มากับพี่จอน ทราโวลต้า เพราะผมชอบจากเรื่องเดียวกัน Pulp Fiction
ตอนหลังมาเล่น Kill Bill โหดไปหน่อย

คนสอง น้อง เร่เน่ เซลเวเก้อ บริจิต โจนส์ ไง คนนี้แสดงได้เป็นธรรมชาติดี
มีอีกเรื่องที่ผมประทับใจเธอ คือ ซินเดอเรลร่า แมน

คนสาม แมกกี้ จาง หรือ จาง หม่าน อี้ ผมชอบบทบาทจอมยุทธหญิงหิมะเหิรใน Hero
นิ่ง สงบ ฉลาด แบบมีปัญญาญาณ ขนาดตอนถูกฆ่ายังตายอย่างสวยงาม
ในเรื่องนั้น จาง ซี่ ยี่ หมองไปเลย

คนสี่ ซาลม่า ฮาเย็ก คนนี้ผมชอบดวงตาเธอเป็นพิเศษ เหมือนลาตินผสมเปอร์เซีย
ไม่ค่อยดูหนังของเธอเท่าไหร่ แต่ชอบดูเธอ มากกว่า ฮา ฮา

คนห้า ออเดร เฮบเบอน คนนี้ดารารุ่นเก่า ไม่เคยดูหนังของเธอ แต่ชอบ
เพราะสวยดี

เห็นไหม ไม่มี อั้ม ซะหน่อย

Thursday, July 05, 2007

5 นักแสดง







5 นักแสดง

ผมชอบดูหนัง แต่ไม่ชอบเข้าโรงหนัง
ชอบนั่งดูคนเดียว โดยซื้อ DVD มาดูที่บ้าน
ผมชอบย้อนเรื่องกลับไปกลับมา
เพราะบางฉากสวยดี บางฉากได้อารมณ์ เลยย้อนกลับไปกลับมา
อย่าเรียกว่าดูหนัง เรียกว้า แสคลชหนังดีกว่า

ผมมีนักแสดงชายที่ชื่นชอบอยู่ ๕ คน

คนแรก จอห์น ทราโวลต้า
ชอบมาก โดยเฉพาะในเรื่อง Pulp Fiction ของเควนติน ทารันติโน่
คนนี้หน้ากวน แล้วชอบเล่นกวนๆ เวลาพี่จอห์นแกจุดบุหรี่
โคตรเท่ห์เลย

คนที่สอง เคน วาตานาเบ้ ซามูไรเซน จาก The Last Samurei
คนที่สาม เหลียง เฉา เว่ย กระบี่หัก จาก Hero

คนที่สี่ คนนี้ชอบมาก แกรี่ โอลด์แมน ชอบมาดตำรวจติดยาในหนังเรื่อง Leon
เป็นคนยิง Leon ที่แสดง โดย ฌอง เรโนล์ ตาย

คนสุดท้าย ดาราผิวหมึก สุดคลาสสิก มอแกน ฟรีแมน เหมาะมากกับบทนักสืบ
ผมว่า ลุงแกนแกคงเป็นดาราผิวหมึกที่รับทนักสืบบ่อยที่สุดในโลก กระมัง

เอาไว้คราวหน้าจะเขียนถึงดาราหญิง
รับรองไม่มี อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ แน่ๆ

Monday, July 02, 2007

สองราตรี สี่เมามาย


สองราตรี สี่เมามาย

คืนค่ำย่ำเท้า เข้าสกาบาร์ ในวันศุกร์
แล้วร่ำรินหยาดสุรา ฉลากแดงแรด ตราคนเดิน เคล้าคลุก กลั่วคอทองแดงนรก
เสียงแตรฉลองรื่นเริงบันเทิงใจยิ่ง ศิลปินสาวขับกล่อมเพลงไพเราะ น้องออมมี่ พระเจ้าจอร์จ !

เมาเหล้าแดงแรด ! สุรา นารี และความคลั่ก

ราตรีสอง คือวันเสาร์ พระกาฬ ทมิฬ เอา ฬ จุฬา มาชักเล่นสักสองตัว
ตกค่ำ พระจันทร์ปริมน้ำ สุราปริ่มแก้ว แถวต้นชบา เมามายในรสสุรา และดวงตานารี
หลีกเร้นกาย ผายผัน ไปนั่งกระซวก Gin แถวอนุสาวรีย์ชัยต่ออีกหลายกระดก
จนเข็มสั้น ยาว สังวาสกันในเวลาเที่ยงคืน จึงขี่ม้า กระต่ายแดง ไปกับขุนพลผู้บังคับกองพันทหารม้า ขาใหญ่
คราวนี้มานั่งฟังเพลงลำตัดฝรั่ง ฮิบ ฮอป ณ ผับกว้างเพียงหนึ่งนึ้ว หลัง เอสซาพลาหนาด
บอกได้คำเดียวว่าตรึม ตระ ตรึม ตรึม

สองราตรีเคลื่อนคล้อย สี่เมามายลอยเลื่อน

ชีวิตดุจภาพฝัน หน้าตาสะท้อนเห็นความกล่ำสุกในอ่างสุรา

อดีต กับอนาคตมาซดกันที่ขอบแก้ว

ปัจจุบันกลับกลายเป็นกาลอันประเสริฐสุด
หากเพียงผีสุรา รู้ได้ว่า เมามาย

สองราตรี สี่เมามาย ไม่มีอะไรจะสงบ สว่าง กว่านี้ อีกแล้ว

เป็นไปได้ไงฟะ ! ฮา ฮา

Monday, June 25, 2007

เขียน


เขียน

ผมมักเขียนอะไรจากแรงขับภายใน
แรงขับที่คอยบีบรัด ร่างกาย สมอง และหัวใจ
ผมเขียนบ่อย และบ่อย นั่นไม่ใช่โชคดีเลย
เพราะ เขียน คือ ดัชนี ชี้วัด แรงบีบรัดที่อยู่ภายใน
เขียน ยิ่งบ่อย นั่นแสดงออกว่า ชีวิต ถูกล่ามร้อย ไว้ด้วยเรื่องราวนานา

บางที เราอาจหลงวนอยู่กับความคิดวนวก
บางที เราอาจหลงวนอยู่ในอารมณ์ รุ่มรวย ร้าวราน
บางที เราอาจปวดหัว มัวตา
บางทีเราอาจปวดขา ระบาดไปถึงใจ

ผมหวังว่าผมจะเขียนได้น้อยลง
นั่นหมายความว่า
ผมอาจกระตุกเครื่องล่ามร้อยได้อีกมากอักโข

Thursday, June 07, 2007

หลากหลายสถานการณ์ในหลักกฎหมายห้ามมีผลย้อนหลัง




ใน นิติรัฐ หรือ รัฐที่มีการปกครองโดยถือกฎหมายเป็นใหญ่นั้น ฝ่ายนิติบัญญัติมีความผูกพันในการบัญญัติกฎหมายให้มีความชอบธรรม ซึ่งความชอบธรรมในการบัญญัติกฎหมายจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อการบัญญัติกฎหมายมีการคำนึงหลักการสำคัญอย่างน้อยที่สุดสามประการ คือ หลักความแน่นอนของกฎหมาย หลักการห้ามกฎหมายมีผลย้อนหลัง และหลักความเสมอภาค

กล่าวโดยเฉพาะหลักการห้ามกฎหมายมีผลย้อนหลัง ซึ่งกำลังเป็นหัวข้อวิวาทะสำคัญที่มีผู้ออกมาให้ความเห็น กระทั่งมีการนำความเห็นต่างๆไปขยายผลทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มพวกของตน อย่างมากมาย สิ่งที่ปรากฏ คือ ความไม่ชัดเจนในการปรับใช้หลักการดังกล่าวกับกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นหลายกรณี หรือกระทั่ง กรณีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

หลักการห้ามกฎหมายมีผลย้อนหลัง ถือ เป็นหลักการพื้นฐานในการบัญญัติกฎหมายที่สำคัญ โดยหลักการดังกล่าวมีเนื้อหาที่สำคัญ คือ การห้ามกฎหมายมีผลย้อนหลังไปก่อผลร้ายต่อการกระทำที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีที่การย้อนหลังอันเป็นโทษทางอาญานั้น จะกระทำไม่ได้โดยเด็ดขาด โดยนัยของหลักการดังกล่าวทำให้เกิดประเด็นพิจารณาว่า

๑.กฎหมายสามารถย้อนหลังไปเป็นคุณกับประชาชนได้หรือไม่ กรณีย้อนหลังไปเป็นคุณกับประชาชนนั้นสามารถทำได้ เช่น กรณีการกำหนดอัตราเบี้ยบำนาญของข้าราชการเพิ่มขึ้น ก็สามารถนำอัตราที่เพิ่มขึ้นไปคำนวณกับเวลาที่ได้เคยทำงาน ก่อนวันที่จะมีกฎหมายดังกล่าว เพื่อรับเบี้ยบำนาญเพิ่มขึ้นได้

๒.กฎหมายสามารถย้อนหลังไปลงโทษทางอาญาได้หรือไม่ กรณีโทษทางอาญาไม่สามารถย้อนหลังได้ เนื่องจากโทษทางอาญามีผลกระทบต่อสิทธิในชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพของประชาชน กรณีดังกล่าว จึงไม่สามารถย้อนหลังไปลงโทษการกระทำที่ล่วงไปแล้วไม่ได้โดยเด็ดขาด

๓.กฎหมายสามารถย้อนหลังไปก่อผลร้ายอื่นๆนอกเหนือจากโทษทางอาญาได้หรือไม่ กรณีผลทางกฎหมายอื่นๆนอกเหนือไปจากโทษทางอาญานั้นสามารถย้อนหลังได้ แต่การย้อนหลังจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการชั่งน้ำหนักระหว่าง หลักการที่สำคัญ สองหลักการ คือ หลักความแน่นอนของกฎหมาย และ หลักเหตุผลในการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

หลักความแน่นอนของกฎหมาย เป็นหลักการที่ผู้บัญญัติกฎหมายจะต้องพิจารณาว่า กฎหมายจะต้องมีความแน่นอนเพียงพอที่จะทำให้ประชาชนมีความมั่นใจว่าการกระทำของตน ณ ขณะที่ลงมือ ไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นผลร้ายกับตน ลักษณะเช่นนี้จะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนมีความมั่นใจในการใช้เสรีภาพของตน อันเป็นหลักการสำคัญของ นิติรัฐ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น รัฐ มีหน้าที่ที่จะต้องปกป้อง สิทธิและเสรีภาพดังกล่าว โดยทำให้กฎหมายที่บัญญัติมีความแน่นอนให้มากที่สุด

หลักเหตุผลในการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ เป็นหลักการที่ผู้บัญญัติกฎหมายจะต้องพิจารณาถึงความจำเป็นและเหตุผลในการบัญญัติกฎหมายให้ย้อนหลัง โดยคำนึงถึงความเสียหายที่มีต่อประโยชน์สาธารณะ โดยอาจกำหนดมาตรการหรือผลในทางกฎหมายให้ย้อนหลังไปปกป้องคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ทั้งนี้ผลในทางกฎหมายดังกล่าว อาจย้อนหลังไปเป็นคุณหรือสร้างผลร้ายก็ได้

ดังนั้นในการกรณีการย้อนหลังของกฎหมายไปก่อผลร้ายอื่นๆนอกเหนือไปจากโทษทางอาญานั้น ผู้บัญญัติกฎหมายจะต้องทำการชั่งน้ำหนักเหตุการณ์บ้านเมือง บริบทแวดล้อมของสังคม ณ ขณะนั้นว่า มีความสอดคล้องกับหลักการใดมากกว่ากัน หากพิจารณาแล้วเห็นว่า การสร้างความแน่นอนทางกฎหมายมีน้ำหนักมากกว่า การคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ กรณีจึงไม่อาจบัญญัติกฎหมายให้ย้อนหลังไปก่อผลร้ายได้ แต่หากการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะมีน้ำหนักมากกว่า การสร้างความแน่นอนทางกฎหมาย กรณีนี้ก็สามารถบัญญัติกฎหมายให้ย้อนหลังไปก่อผลร้ายอื่นๆนอกจากโทษทางอาญาได้

ดังนั้น หากพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองโดยปรับกับหลักการดังกล่าวจะเห็นได้ว่า

กรณี ประกาศ คปค.ฉบับที่ ๒๗ สามารถย้อนหลังเป็นการก่อผลร้ายได้ ทั้งนี้เนื่องจาก ความเลวร้ายของนักการเมืองไทยในระบอบทักษิณมีลักษณะเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะอย่างชัดเจน และการปกป้องประโยชน์สาธารณะย่อมมีน้ำหนักที่มากกว่าการปกป้องเสรีภาพโดยการสร้างความแน่นอนทางกฎหมายให้กับนักการเมืองที่มีพฤติกรรมชั่วร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย

กรณีคำวินิจฉัยคดียุบพรรค อย่างน้อยที่สุดก็ยืนอยู่บนพื้นฐานของการชั่งน้ำหนักระหว่างหลักความแน่นอนทางกฎหมาย และหลักเหตุผลในการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ซึ่งตุลาการเสียงข้างมากได้บรรยายอย่างชัดเจนว่า “ระบอบทักษิณ” ได้ทำลายประโยชน์สาธารณะต่างๆลงอย่างมากมาย ซึ่งกรณีจะเห็นว่า ความเลวร้ายดังกล่าว มีน้ำหนักมหาศาลมากกว่า การปกป้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของนักการเมืองเลวอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยเหตุนี้คำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญที่ตัดสิทธินักการเมืองทั้ง ๑๑๑ คนจึงสอดคล้องกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ในบริบทปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง

กรณีคำคัดค้านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคโดย ๕ คณาจารย์จากนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มีการพิจารณาประเด็นการย้อนหลังของกฎหมายโดยคำนึง หลักความแน่นอนของกฎหมาย แต่เพียงประการเดียว โดยไม่ได้มีการพิจารณา หลักเหตุผลในการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะแต่อย่างใด กรณีดังกล่าวจึงแสดงออกอย่างชัดเจนว่านักวิชาการทั้งห้าท่านได้ใช้กฎหมายโดยมิได้คำนึงถึงบริบทสังคม ที่เสียหายไปกับระบอบทักษิณอย่างมากมาย ซึ่งกรณีที่ตุลาการรัฐธรรมนูญได้ยกแสดงในคำวินิจฉัยอย่างละเอียดนั้นมิใช่ประโยชน์สาธารณะที่กฎหมายจะต้องคุ้มครองหรอกหรือ ซึ่งความซื่อตรงต่อความรู้แบบถ่ายสำเนาเอกสารของนักวิชาการกลุ่ม ดังกล่าว ณ วันนี้ กำลังถูกนำไปขยายผลโดยเหล่าสาวกผู้สมาทานตนกับ “ลัทธิไทยรักไทย” อย่างไม่ลืมหูลืมตา

กรณีการยกเลิก ประกาศ คปค.ฉบับที่ ๒๗ หากมีการยกเลิกประกาศฉบับดังกล่าวจริงจะทำให้นักการเมืองทั้ง ๑๑๑ คน ที่ตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา ๕ ปี สามารถกลับมาฟื้นคืนชีพทางการเมืองได้ทันทีโดยไม่ต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรม ทั้งนี้เนื่องจากหากมีประกาศฉบับใหม่ออกมายกเลิก ประกาศฉบับใหม่ย่อมเป็นกฎหมายที่มีผลย้อนหลัง ซึ่งกรณีนี้โดยปริยายย่อมมีลักษณะการย้อนหลังเป็นคุณกับนักการเมืองทั้ง ๑๑๑ คน ผลที่ตามมาคือนักการเมืองเหล่านั้น ย่อมฟื้นคืนชีพทางการเมืองได้โดยไม่ต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรมแต่อย่างใด นี่ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย แต่คือการเตือนภัยให้สังคมเฝ้าระวังการนิรโทษกรรมนอกแบบ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ให้ดี

ศาสตรา โตอ่อน
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

Sunday, May 27, 2007

ความงาม


ความงาม

ตอนที่ผมบวช เป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพียงเจ็ดวัน
บวชที่วัดข้างบ้าน ใกล้ดี
วัดที่ผมบวชเป็นวัดเล็กๆ
และในวัดเล็กๆ มีความงามปรากฏอยู่

ในวัด มีพระแก่อยู่องค์ อายุราวๆ 80
ในทุกเช้าเมื่อฉันอาหารเสร็จ
ท่านจะไปนั่งสูบยาเส้นอยู่บนม้าหินตรงลานวัด
ในเวลาสายๆยายแก่อดีตภรรยาของท่านจะมาที่วัด
คอยกวาดลานวัด อยู่ไม่ห่างจากสายตาของพระแก่

พอยายแก่ กวาดลานวัดเสร็จ
พระแก่ก็จะเอาข้าวและกับข้าวที่เหลือมาวางไว้ให้
ผมไม่เคยเห็นคนทั้งคู่พูดกันเลยสักคำ

สิ่งที่ผมเห็นและตีความ คือ ความรัก
คือ ความเมตตาของพระแก่ที่มีต่อยายแก่
คือ ความรักที่อดีตหญิงสาวยังคงผูกพันอยู่กับอดีตชายหนุ่ม
คือความบริสุทธิ์ที่พ้นเลยไปกว่า เนื้อหนัง ฐานะ และวันวัย

เหตุนี้กระมัง ที่หลากหลายกวีนิพนธ์ กระทั่งหลากหลายศาสดา
เรียกมันว่าความรัก

ความรัก จึงเป็นสิ่งที่งดงามยิ่ง ข้าพเจ้าเชื่อและตีความเช่นนั้น

.................

ในงานศพคุณย่า
ผมอยู่ในที่นั้น ณ ขณะที่โลงยังไม่ถูกยกขึ้นบนแท่น
ปู่ของผมเดินมา และสั่งให้สัปปะเหร่องัดฝาโลงออก

สิ่งที่ผมเห็น คือ ปู่ของผม เอามือลูบผมขาวโพลนของย่า
พร้อมกับวาวตาเอ่อน้ำของชายหนุ่มในร่างของปู่ผม

ปู่กับย่าผมเลิกรากันไปเมื่อหลายสิบปีก่อน
และกลับมาพบกัน เมื่อย่าสิ้นลม
แต่สิ่งที่ยังเป็นนิรันดร

คือ ความรัก ของชายหนุ่มคนหนึ่ง
ชายหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเคยรานร้าว

แล้ว ความรัก ก็ทำหน้าที่ของมันได้สมบูรณ์
เมื่อความปรารถนาเหือดแห้งไปจนหมดสิ้น

ความบริสุทธิ์ ความรัก อันเป็นความงามอย่างที่สุดย่อมปรากฏ

ผมเชื่อและตีความเช่นนั้น

แม้จะต้องเดินทางอีกยาวไกลก็ตาม

.............

แด่สุวัฒน์ วรดิลก เพ็ญศรี พุ่มชูศรี
เหล่าอัศวินและอัศวิณีแห่งความรัก
ผู้งดงาม

Tuesday, May 15, 2007

กรณีภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม : กรณีรุมทึ้งประเทศไทย



นับแต่วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐ ภาคเศรษฐกิจไทยเกือบทั้งระบบได้กลายเป็นเพียง “แมวน้ำ” ใน “ดงฉลาม” เศรษฐกิจภาคแล้วภาคเล่าได้ตกอยู่ในอุ้งมือของนักไล่ล่าอาณานิคมชาวต่างชาติแทบจะเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นภาคการเงิน การธนาคาร ภาคอุตสาหกรรมหนัก ทั้งซีเมนต์ เหล็ก ปิโตรเคมี จนบรรดาตระกูลนายทุนไทยแทบจะสูญพันธ์ออกจากระบบเศรษฐกิจ เหลือรอดอยู่เพียงไม่กี่ตระกูล ซึ่งตระกูลที่เหลือรอดส่วนใหญ่ก็มักประกอบธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม ในรูปแบบของการได้รับสิทธิสัมปทานจากรัฐ และบางตระกูลก็มีการหลีกเลี่ยงกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และกฎหมายการประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยการขายกิจการให้ต่างชาติทั้งต่างด้าวในแถบเอเซีย และยุโรป

ดังนั้นหากมองถึงผู้เล่นภาคเอกชนในกิจการโทรคมนาคมซึ่งแท้จริงมีสถานะเป็นเพียง ผู้ร่วมการงาน “บริการสาธารณะ”ตามสัญญาสัมปทาน เท่านั้น จะพบว่า มีผู้เล่นทั้งหมด กำลังสำแดงบทบาทรุกคืบเข้าครอบงำภาคเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ภาคสุดท้ายที่ยังอยู่ในอาณัติของประเทศไทย ก็คือ ภาคโทรคมนาคม อันมีผลประโยชน์ของชาติและประชาชนสถิตย์อยู่มากมายมหาศาล

เมื่อวันอังคารที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๐ คตส.ได้มีการนำเสนอความเห็นให้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ กับ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม ซึ่งกรณีดังกล่าว นอกจากแสดงออกถึงความไม่สุจริตของรัฐบาล ณ ขณะนั้น แล้ว กรณีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคม โดยมีการออกมติ ครม.ตามหลังมาให้มีการหักภาษีสรรพสามิตฯออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องส่งให้กับรัฐวิสาหกิจ ยังเป็นการแสดงออกถึง ขบวนการรุมทึ้งประเทศไทย โดยองค์กรรัฐ องค์กรภาคเอกชนทั้งไทย และเทศ ทั้งที่มีฐานะถูกต้องตามกฎหมาย และผิดกฎหมาย ในการเข้าทำลายผลประโยชน์ในกิจการโทรคมนาคมอย่างอุกอาจ

๑. ลำดับขั้นตอนการรุมทึ้งกิจการโทรคมนาคม

ปี ๒๕๔๖ เป็นปีที่รัฐบาลทักษิณกำลังก้าวถึงจุดสุดยอดทางการเมือง โดยปีนั้นเป็นปีที่มีการประชุม APEC ซึ่งประเทศไทยรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพเพื่อต้อนรับบรรดาผู้นำจากต่างประเทศหลายสิบชีวิต นอกจากนั้นในปี ๒๕๔๖ ต้องถือว่าเป็นปีแห่งการเริ่มต้นการรุมทึ้งประเทศไทยในกิจการโทรคมนาคมอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยขบวนการดังกล่าวดำเนินไปภายใต้ความร่วมมือของทั้งองค์กรในภาครัฐบาลและ ภาคเอกชน อย่างแข็งขัน โดยการกุมบังเหียนของผู้นำประเทศตามระบบการรวบอำนาจเข้าสู่ท่านผู้นำ ซึ่งขั้นตอนในการรุมทึ้งประเทศไทย มีจุดเกิดเหตุ ณ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)นั้น มีขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ ๑ การตั้งอัตราการเรียกเก็บภาษี เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๖ ครม.มีมติอนุมัติ พรก.ภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม โดยกำหนดในอัตราเพดานสูงสุดร้อยละ ๕๐ โดยไม่มีเหตุผลสมควรทั้งในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายภาษีอากร

ขั้นตอนที่ ๒ แปลงค่าสัมปทานเกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีโดยให้รัฐวิสาหกิจจ่ายภาษีแทนเอกชน ๒๘ มกราคม ๒๕๔๖ ครม.มีมติอนุมัติการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตของกิจการโทรคมนาคม ในกิจการโทรศัพท์พื้นฐาน จากรายรับจากการให้บริการโทรศัพท์ในประเทศ ร้อยละ ๒ และกิจการโทรศัพท์มือถือร้อยละ ๑๐ โดยให้เอกชนนำภาษีที่เสียหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องส่งให้กับรัฐวิสาหกิจตตามสัญญาสัมปทาน

ขั้นตอนที่ ๓ กำหนดแนวทางการรีดค่าสัมปทานจากรัฐวิสาหกิจ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ ครม.มีมติกำหนดแนวทางการหักค่าภษีสรรพสามิตฯออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องส่งแก่รัฐวิสาหกิจ โดยในกรณีของโทรศัพท์พื้นฐาน ซึ่งรัฐวิสาหกิจเป็นผู้จัดเก็บรายรับจากค่าบริการ กำหนดให้รัฐวิสาหกิจต้องจัดส่งภาษีให้กับเอกชนเป็นผู้นำไปชำระ ส่วนกรณีโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งเอกชนเป็นผู้จัดเก็บรายรับค่าบริการ กำหนดให้เอกชนหักภาษีสรรพสามิต ออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องส่งคืนให้รัฐวิสาหกิจ ซึ่งโดยสรุปทั้งสองกรณี คือ การกำหนดให้รัฐวิสาหกิจ ต้องเสียภาษีสรรพสามิตแทนเอกชน

ขั้นตอนที่ ๔ ซ้ำเติมโดยการรีดภาษีจากรัฐวิสาหกิจ พรก.ภาษีสรรพสามติกิจการโทรคมนาคมกำหนดให้ รัฐวิสาหกิจ เช่น ทีโอที ต้องเสียภาษีดังกล่าวตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้อีกด้วย กรณีดังกล่าว เท่ากับ ทีโอที ต้องเสียภาษีจากรายรับในกิจการที่ตนเอง และเสียภาษีแทนเอกชนไปพร้อมกัน โดยกรณีนี้ เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๘ กรมสรรพสามิตได้ตอบข้อหารือว่า “การที่ ทีโอที เป็นผู้ประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาตหรือสัมปทานจากรัฐ จึงมีหน้าที่เสียภาษี” แต่กรณีเอกชนที่เป็นผุ้รับสัมปทานกลับให้รัฐวิสาหกิจเป็นผุ้เสียภาษีแทนซึ่งกรณีดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อรัฐวิสาหกิจ คือ ทีโอที อย่างชัดเจน

ขั้นตอนที่ ๕ เอกชนที่ไม่เกี่ยวข้องโยนภาระภาษีให้กับทีโอที การหักค่าภาษีสรรพสามิตฯออกจากส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาสัมปทานนั้น นอกจากจะมีปัญหาความไม่เป็นธรรมแล้ว บริษัทเอกชนที่เป็นคู่สัญญา กับ CAT ได้ฉวยโอกาสนำภาษีสรรพสามิตฯมาหักออกจากเงินค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (Access Charge) ที่ต้องส่งให้กับทีโอที ทั้งที่สัญญาการเชื่อมโยงโครงข่ายไม่ได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานตามขอบเขตที่ มติ ครม.ลงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๖ กำหนดไว้แต่ประการใด นับเป็นการฉวยโอกาสของภาคเอกชนที่ไร้จริยธรรมโดยสิ้นเชิง

ขั้นตอนทั้งห้าขั้นตอนที่ดำเนินไปนั้น ได้สร้างความเสียหายให้กับ ทีโอที เป็นจำนวนเงินมากมายมหาศาล แต่ก่อนที่เราจะไปพิจารณาว่าเกิดความเสียหายอะไรขึ้นบ้างนั้น สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับต่อไป คือ สถานะของมติคณะรัฐมนตรีลงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๖ และ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖

๒.สถานะของมติคณะรัฐมนตรี กับการแปรสัญญาสัมปทานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

หากพิจารณาโดยใช้มุมมองแบบนักกฎหมายบ้านเมือง (Positivism ) ถึงสถานะของ พรก.ภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม พรก.ดังกล่าวถือได้ว่ามีผลใช้บังคับ เนื่องจากได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยว่า พรก.ดังกล่าวไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแต่ประการใด กรณีจึงส่งผลให้ ผู้ประกอบการในกิจการโทรคมนาคม ไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานภาครัฐหรือ ภาคเอกชน มีหน้าที่จะต้องชำระภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมโดยถ้วนทั่ว และเสมอหน้ากัน ( Equality before The Law)
แต่ด้วยผลของมติ ครม.ลงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๖ และ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖
ทำให้รัฐวิสาหกิจ คือ ทีโอที ต้องเป็นผู้แบกรับหน้าที่ในการชำระภาษีดังกล่าวแทนเอกชน โดยที่ ทีโอที ก็ต้องชำระภาษีในส่วนของตนเองด้วย กรณีดังกล่าวจึงเห็นได้ชัดว่า รัฐบาล ณ ขณะนั้น มีมติ ครม.ออกมา เพื่อทำลายล้างรัฐวิสาหกิจ และผลักดันประเทศให้มีการเปิดเสรีแก่ภาคเอกชน อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งๆที่ ประเทศไทยนั้นมีความผูกพันตามข้อตกลงการเปิดเสรีบริการโทรคมนาคมภายในสิ้นปี ๒๕๔๙ ตามกรอบข้อตกลงที่มีกับองค์การการค้าโลก (World Trade Organisation) เฉพาะกิจการ โทรเลข เทเล็กซ์ เท่านั้น กรณีการดำเนินนโยบายเปิดเสรีโดยใช้มติ ครม.แบบล้นเกินกว่ากรอบความผูกพันที่มีตามข้อตกลงระหว่างประเทศ จึงเป็นเครื่องแสดงออกถึง ความไร้อารยะธรรมในทางกฎหมายของรัฐบาลในห้วงปี ๒๕๔๖ อย่างชัดเจน
นอกจากการใช้มติ ครม.ดังกล่าวจะเป็นการดำเนินการแบบล้นเกินจากความผูกพันในทางระหว่างประเทศแล้ว หากพิจารณาถึงสถานะในทางกฎหมายของมติ ครม.จะพบว่า มติ ครม.แท้จริงแล้วไม่ได้มีสถานะเป็นกฎหมายแต่ประการใด ซึ่งส่งผลทำให้ มติ ครม.ไม่อาจมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของสัญญาสัมปทาน โดยการกำหนดให้นำภาษีสรรพสามิตไปหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ ที่เป็นข้อสัญญาข้อหนึ่งในสัญญาสัมปทานได้ ซึ่งการแก้ไขสัญญาสัมปทานนั้น จะทำได้ก็แต่โดยผลของกฎหมาย ซึ่งในที่นี้ก็ คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.๒๕๓๕ เท่านั้น

ดังนั้นหากพิจารณาถึงสถานะในทางกฎหมายของ มติ ครม.ดังกล่าว โดยสรุปจะพบว่า

๑.มติ ครม.ลงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๖ และ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ ไม่มีค่าบังคับเป็นกฎหมาย
๒.มติ ครม.ลงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๖ และ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ มีผลเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของสัญญาสัมปทานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
๓.มติ ครม.ลงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๖ และ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ ได้ทำลายหลักการขั้นตอนในดำเนินการและบริหารสัญญาสัมปทานตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.๒๕๓๕

ทั้งหมดแสดงออกถึง การใช้อำนาจรัฐแบบอุกอาจ การใช้ยุทธศาสตร์ทางธุรกิจโดยขาดเหตุผลและนิติวิธี และยังเป็นเครื่องแสดงออกถึงไร้อารยะธรรมในการปกครองประเทศโดยหลักนิติธรรมอย่างชัดเจน

๓.ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรัฐวิสาหกิจ

กรณีการเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมได้สร้างความเสียหาย ต่อรัฐวิสาหกิจ คือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดังนี้
๑.ภาระภาษีที่ ทีโอที ต้องชำระในนามของเอกชนคู่สัญญาสัมปทาน จำนวนทั้งสิ้น ๓๑,๒๓๑ ล้านบาท โดยแยกเป็น AIS จำนวน ๒๙,๑๒๑ ล้านบาท TRUE จำนวน ๑,๔๓๓ ล้านบาท และ TT &T จำนวน ๖๗๗ ล้านบาท
๒.ภาระภาษีที่ ทีโอที ต้องชำระในนามของตนเอง จำนวน ๗๓๕ ล้านบาท
๓.การสูญเสียรายได้จากค่า แอกเซสชาร์จ ที่คู่สัญญาสัปมทานของ บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จำนวน ๖,๑๕๐ ล้านบาท โดยแยกเป็น DTAC จำนวน ๓,๖๕๕ ล้านบาท True Move จำนวน ๑,๖๑๐ ล้านบาท และ DPC จำนวน ๘๘๔ ล้านบาท
รวมความเสียหายทั้งสิ้น เป็นจำนวนเกือบ สี่หมื่นล้านบาท ซึ่งเงินทั้งหมดที่สูญเสียไปได้ตกไปอยู่ในมือ ของบริษัทเอกชนที่ดำเนินการกิจการโทรคมนาคมแทบจะทุกบริษัท และยังเป็นผันแปรค่าสัมปทานเพื่อดูดกระแสเงินเข้าสู่ส่วนกลาง ที่มุ่งเน้นการบริหารงานแบบ CEO ที่สถาปนาระบบการควบคุมกระแสเงินสด เพื่อเอื้อประโยชน์ในทางการเมืองและเศรษฐกิจให้กับตนเองและพวกพ้อง พร้อมกับการทำลายรัฐวิสาหกิจอันเป็นสมบัติสาธารณะ

จากเหตุผลข้างต้น กรณีภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม จึงเป็น กรณีการรุมทึ้งประเทศไทย จากเหล่ากระสือทุนนิยมทั้งไทยและเทศอย่างเป็นระบบและขบวนการ และผลที่เกิดขึ้นสอดรับกับเอกสารวิจัยส่วนบุคคล ลักษณะวิชา การเศรษฐกิจ เรื่อง การแปรสัญญาร่วมการงานด้านกิจการโทรคมนาคม :กรณีศึกษาเฉพาะกลุ่มสัญญาบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และกลุ่มสัญญาบริการโทรศัพท์พื้นฐาน ของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐรัฐร่วมเอกชน รุ่นที่ ๑๔ ผู้หนึ่ง อย่างแยกกันไม่ออก

๔.บทสรุป

กรณีภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมได้ให้บทเรียนที่สำคัญที่ทุกภาคทุกฝ่ายในสังคมไทยต้องเรียนรู้ถึง พิษภัยของการใช้อำนาจในทางกฎหมายโดยไม่ถูกต้องชอบธรรม การดำเนินนโยบายในทางเศรษฐกิจแบบล้นเกินกว่ากรอบข้อตกลงในทางกฎหมายระหว่างประเทศ การปล้นสดมภ์รัฐวิสาหกิจที่เป็นสมบัติสาธารณะ การสถาปนาระบบการควบคุมกระแสเงินสดเพื่อการใช้จ่ายงบประมาณในระบบ CEO อย่างไร้กรอบขอบเขต ซึ่งทั้งหมดอาจสรุปลงในคำไทยแท้สั้นๆ คือคำว่า “ โกง ” โดยเบื้องหลัง การ “ โกง ” อันสลับซับซ้อนผ่านตัวบทกฎหมายและมติ ครม. ย่อมมีนักกฎหมายรุ่นลายครามเป็นเงาทะมึนอยู่เบื้องหลัง และสิ่งคนไทยจะต้องเรียนรู้ คือ ประเทศแห่งนี้ คือที่ตั้งของ ซ่องโจรทางเศรษฐกิจแห่งวิทยาลัยทำลายอาณาจักร วิทยาลัยอันกว้างใหญ่และไร้ที่ทางสำหรับการบ่มเพาะเมล็ดพันธ์ทางศีลธรรม

Wednesday, May 09, 2007

เสรีภาพในการเดินทาง


ผมเป็นนักเดินทางตั้งแต่เด็ก เป็นมันโดยความริเริ่มของพ่อ แม่

ความจริง คือ ผมไม่ได้อยากเดินทางเลย

ตอนเด็กๆคงไม่มีใครไม่อยากอยู่กับพ่อและแม่ และแพ็กกระเป๋าออกท่องเที่ยวเดินทาง

ผมก็เหมือนกัน ผมอยากอยู่กับพ่อแม่ของผม แต่ผมบังเอิญเกิดมาเป็นนักเดินทาง มันก็เลยต้องเดินทาง

........

ผมเดินทางตั้งแต่ หกขวบ เดินทางไปยังจุดหมายของคนอื่น

จุดหมายที่วาดหวังโดยมายาคติว่าด้วย "เจ้าคนนายคน" หรือ "ความเป็นใหญ่เป็นโต"
อันเป็น ความฝันของชาวชนบท แบบ Local Thai Dream

ณ วันนั้น ผมยืนอยู่ ณ ที่แห่งใหม่ ในวัยที่ไม่รู้จักอะไร วัยหกขวบ ในที่แห่งใหม่
รู้สึกเหมือนไม่มีใครอยู่ในโลกเลยสักคนเดียว ผมเคยร้องไห้บ่อยๆ ในตอนเด็ก ร้องไห้เพราะเอาแต่ใจตัวเอง
กระจองอแง อยากได้ของเล่น อะไรเทือกนั้น แต่ครั้งนั้น เป็นครั้งแรก

ครั้งแรกที่น้ำตาไหล ด้วยความรู้สึกที่ว่า ไม่มีใครอยู่ในโลกใบนี้เลย
มีเราอยู่คนเดียว ไม่มีพ่อ แม่ หรือ มีก็คิดว่าทำไมพ่อและแม่ใจร้ายจัง

...............

นับแต่นั้น ผมก็มีโอกาสได้เดินทางบ่อยขึ้น ผมเริ่มมีจุดหมายของตัวเอง
ผมก็ไม่แน่ใจว่านั่นคือจุดหมายของผม หรือ ผมเพียงแต่ยึดเกาะจุดหมายที่พ่อ แม่และสังคมยัดเยียดให้

การอยู่คนเดียว การเดินทาง บางที เมื่อดูรูปลักษณ์ภายนอกมันก็มีหน้าตา คล้ายกับ เสรีภาพ จนแทบจะแยกความแตกต่างไม่ออก
แต่เนื้อในของมันแท้จริงนั้น แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ใครหลายคนในยุคสมัยแห่งความอ่อนล้า มักชอบออกท่องเที่ยวเดินทาง ไปตามจุดหมายต่างๆ
ไปตามภูเขา ทะเล สายหมอก แม่น้ำ ปราสาท ราชวัง หรือกระทั่งการเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ
พวกเขาเรียกสิ่งนั้น ว่า การเดินทาง ที่มักเคลื่อบแฝงความรู้สึกซาบซ่านระบาดในหัวใจ ที่เขาทั้งหลายเรียกมันว่า เสรีภาพ

สำหรับผม นักเดินทางในวัยเยาว์
ผมกัลบรู้สึกว่า การเดินทางกับเสรีภาพเป็นคนละเรื่อง
ผมเคยเดินทางไปโดยไม่เคยรู้สึกเลยว่า ผมมีเสรีภาพ

ผมรู้สึกแต่เพียงว่า ทุกเที่ยวเดินทาง มีแต่น้ำหนักของเหตุการณ์ ผู้คน ที่คอยบีบเค้นเร่งเร้าหัวใจ
น้ำหนัก คือ กรงขัง ที่ขังหัวใจ ของเราไว้ใน ความสุข เสียงหัวเราะ ความเศร้า งานรื่นเริง กระทั่ง ความเจ็บปวดร้าวราน
แล้วการเดินทางจะเป็นเรื่องเดียวกับเสรีภาพได้อย่างไร ผมเคยคิดเช่นนั้น


และแท้จริง การเดินทางมันนำเราไปพบกับเสรีภาพ หรือ กรงขังกันแน่
....................

สำหรับผมเสรีภาพไม่ได้เกิดจากการที่เราได้ออกท่องเที่ยวเดินทาง หรือการได้ทำอะไรตามใจตัวเอง
นั่น ไม่ใช่เสรีภาพ หรือมันถุกอาจเรียกผิดๆว่า เสรีภาพ ก็ได้
เพราะเสรีภาพที่แท้ต้องไม่ใช่ เสรีภาพ จาก บางสิ่งบางอย่าง เช่น เสรีภาพที่ได้รับจากการเดินทาง
ที่ผมว่ามันไม่ใช่เสรีภาพ เพราะมันต้องพึ่งพิงบางสิ่งบางอย่างก่อน ต้องมีเงื่อนไขบางอย่างเกิดขึ้นก่อน เสรีภาพจึงมาได้

เสรีภาพที่แท้ ต้องไม่ผ่านประตูใดๆ เงื่อนไข ใดๆ หรือ การเดินทางใดๆ

สำหรับผม บางที การเดินทางก็มีส่วนช่วยให้ผมสามารถสลัดคืน ความไร้เสรีภาพได้เช่นกัน
เพราะขณะที่ผมออกเดินทางอย่างเดียวดาย มันเป็นโอกาสอันดี ที่ผมจะได้นัดพบกับตัวตน

ตัวตนอันหมายถึง

ร่างกายที่สร้างขึ้นจากฝุ่นและความตาย แบบที่กฤษณมูรติ กล่าวไว้

ความคิดที่แล่นเข้าออกอยู่ในหัวสมองโดยไร้การควบคุม

สัญชาตญาณที่เร่งเร้าให้เราต่อสู้ หิว กระหาย และร้ายกาจ

หัวใจ อวัยวะอ่อนบางที่ไร้เสรีภาพ ที่ถูกหุ้มห่อไว้ด้วย นานาอารมณ์

...........

ในการเดินทาง อันแสนยาวนาน นับแต่เยาว์วัย
ผมพบว่า การเดินทางที่แท้จริง เริ่มที่ลมหายใจและการภาวนา

ลมหายใจที่พาเราไปเฝ้าดู และตามรู้ แรงแห่งธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่สิงสถิตย์อยู่ในตัวเรา

ในการเดินทางกลับสู่ภายใน ผมก้มตัวลงต่ำๆ ค่อยๆถอยตัวเอง ออกมาจากตัวตน

สิ่งที่ผมพบ คือ เสรีภาพ

เสรีภาพที่ผนึกแนบแน่น เป็นเนื้อเดียว ในทุกย่างก้าวของการเดินทาง

ผมมีหน้าที่เพียงรักษา การรู้ ด้วยสติและลมหายใจ

ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้

...........

เมฆบ้า

Monday, April 30, 2007

ในแรงตึงผิว




ผมนั่งดูนมร้อนๆ ในแก้ว เหนือน้ำนมมีคราบไขบางๆเกาะอยู่ เกาะอยู่บนผิวหน้าของนม

นักฟิสิกส์ เรียกแรงที่วิ่งอยู่ตามผิวหน้าที่ดึงดูดคคราบไขไว้บนน้ำนม ว่า แรงตึงผิว

กรณี น้ำนม ในแรงตึงผิว คือ คราบไข ที่อาจมีจุลินทรีย์ ตัวเล็ก ตัวน้อย อาศัยอยู่

สำหรับดวงดาว เมื่อเกิดการสร้างตัวเองขึ้น ดวงดาวก็จะสร้างบรรยากาศห่อหุ้ม

ซึ่งนั่นก็เป็นการปรากฏตัวของแรงตึงผิวของดาวดวงนั้น

โลกของเรา ขนาดมหึมา ก็มีผิวหน้า และมีแรงตึงผิว อันนำไปสู่การมีชั้นบรรยากาศกลมๆห่ออยู่

ชั้นบรรยากาศ และภูมิอากาศบนผิวโลก กับคราบไขบนน้ำนม จึงมีสิ่งที่เหมือนกัน

สิ่งที่เหมือน คือมันเป็นเพียงแผ่นฟิล์มบางๆที่ห่อวัตถุขนาดยักษ์อยู่

แผ่นฟิล์มบางๆในแรงตึงผิวอันยิ่งใหญ่ คือ ที่อาศัย ของ จุลินทรีย์

นั่นเป็นกรณีของคราบไขในน้ำนม

แล้วโลกียะวิสัยและเรื่องราวทั้งหมด บนผิวโลกนี้เล่าจะเอาสำมะหาอันใด

ในเมื่อทุกปรากฏการณ์ ไม่ต่างอะไรจากคราบไขในน้ำนม

ในแรงตึงผิว แม่น้ำ ชีวิต และความรัก ยังคงไหลเอื่อยอยู่ต่อไป

ตราบเท่าที่จุลินทรีย์ยังไม่แบ่งตัวและปล่อยของเสียมากจนเกินไปนัก

คราบไขของเรา คงหวานมัน มิใช่น้อย

......

เมฆบ้า

Monday, April 23, 2007

โศลกน้ำอัมพวา


ท่องธารอัมพวา

สายน้ำที่ทายทัก
ถึงความรักในพรายฟอง
ลมเอื่อยเรื่อยไหลร่อง
ในท้องน้ำนทีริน

พรายฟองส่องภาพฟ้า
ถัดลงมาคือผืนดิน
คุ้งน้ำเย็นเยียบยิน
เสียงหรีดหริ่งกริ่งเรไร

ลำภูอยู่คู่จาก
พอพลัดพรากก็โหยไห้
คิดถึงแม่นวลใย
ที่ทอดใจในสายธาร

ลมโชยโรยแรงพลิ้ว
สยายปลิวริ้วเกศา
กลิ่นกรุ่นละมุนมา
ให้อุราได้ชื่นทรวง

ที่ริมตลิ่งสูง
หิงห้อยฝูงร่ายเริงสรวง
แสงอ่อนแข่งทอดวง
เป็นเกลื่อนดาวประดับฟ้า

วิบวิบวะวาบไหว
วูบวับไวร่ายเริงร่า
ลมพัดลำภูพา
ให้ไหวโบกจนโยกเอน

...................


โชติมา

โชติมามาพัก
ถิ่นพำนักรักอาศัย
เคียงน้ำรินรดใน
ใจชุมชื่นจนตื่นตา

แม่กลองที่ไหลเคียง
ริ้วไล่เลียงสู่มหา
สมุทรไกลสุดตา
คือจุดหมายของสายชล

แลดูอุโบสถ
ที่งามงดปรากฏผล
นิพพานประหารพล
กิเลสลับดับอุรา

เสียงสวดสดับสั่ง
แว่วข้ามฝั่งมาเยี่ยมหา
นาบุญเนื่องหนุนมา
แล้วรวงรักก็ผลิบาน

บาตรสงฆ์ลงเรือแล้ว
มาเคียงแถวโชติมา
เกล้าก้มพนมลา
หว่านพันธ์พืชลงนาใจ

โชติมาตำหนัก
เรือนรักสว่างใส
เอนกายหลับอยู่เย็นใจ
ใกล้ๆกรุ่นกลิ่นแม่นาง

.....................

ตลาดน้ำอัมพวา

ขนมจีนเนื้อนุ่ม
น้ำยาจุ่มวิเศษรส
ก๋วยเตี๋ยวใส่ปลาสด
สีแดงรสดุจเพิงชาด

อาหารทะเลพราว
หมึกย่างขาวเหนือเตาถ่าน
กุ้งสดสะกดจาน
ให้จับอยู่มาสู่ลิ้น

ชิมรสกาแฟเลิศ
บัวลอยเพริดประพายพริ้ม
ไข่เต่าเคล้าประกริม
มาไกล่เกลี่ยลิ้นเรี่ยราย

แม่ค้าช่างขายค้า
แม่ขายมาราวๆบ่าย
ขายดีเพราะน้ำลาย
ที่ไหลยั่วมากลั้วใจ

ตลาดน้ำอัมพวา
เริงรื่นตื่นตาสดใส
วิถีชีวิตแบบไท
เสรีวิเศษในโลกา

อิ่มท้องทั้งอิ่มใจ
อิ่มสวรรค์ในโลกหล้า
เรือท่องล่องลำน้ำมา
นางฟ้าเร่งเร้าฝีพาย

.......................

ดาหลา

ดาหลาส่งกรุ่นกลิ่น
มาไล้ดินที่แล้งร้อน
กลีบแก้มแต้มรอนรอน
ด้วยร้อนรักร้อนอุรา

ดาหลาแดงระเรื่อ
งามอยู่เหนือหมู่พฤกษา
ดอกงามวาบวามตา
อัมพวาจึงสดใส

แม่ดอกดาหลา
แม่โปรยมาจากถิ่นไหน
จากโลกอุดรหรืออย่างไร
พี่จึงได้คะนึงนาง

อัมพวาต้องลาแล้ว
เป็นเมืองแก้วเมืองสวรรค์
สายน้ำเวิ้งฟ้าพร้อมพลัน
สุขสันต์สรวงส่งมาลงริน กินใจ

Tuesday, April 17, 2007

สงกรานต์


สงกรานต์สราญสนุกสนานสนิท
ชีวิตชีวาเริงรื่นชื่นช่ำสดใส
น้ำทิพย์พร่างพราวสุหร่ายฟ้านภาลัย
แป้งร่ำละรักรุ่มร้อนใจปลิดปลง

แม่นางแก้มนวลยวนเย้าเล่น
ราดรดน้ำเย็นเยียบอยู่ในวงสรง
ป้ายแป้งแบ่งปันรักพักตร์อนงค์
ขาวผ่องเพียงวงเดือนเกลื่อนดาว

แล้วพากันเข้าวัดไปทำบุญ
หวังกุศลหนุนเนื่องหน่ายคลายเหน็บหนาว
วางกับข้าวสำรับเครื่องหวานคาว
แล้วกราบกราวกรานแทบบาทพุทธองค์

เมตตาภาวนาธรรมาปฏิเวท
ภาวนาแด่ขัณฑ์เขตวิเศษพิศวง
เผื่อแผ่แด่ผู้อยู่ผู้ยังคง
ให้ร้อนลงสลายดับลับดวงแด

แล้วอาทิตย์ก็เคลื่อนสู่หมู่เมษา
ที่ขอบฟ้าอรุณรุ่งสายกระแส
เปลี่ยนรหัสกาลเวลาเปลี่ยนผ้าแพร
ที่เคลื่อนแปรมาห่มฟ้าจักราวาร

สงกรานต์งานสนานสนิทสนุก
ปลดความทุกข์ด้วยความรักเขษมศานติ์
รินก็หลั่งรักก็ล้นพ้นดวงมาลย์
ทั่วดินดานพบเพียงแต่ สายธารรื่นชื่นใจ ไชยโย

Wednesday, April 11, 2007

โพโรลิแมนติก


โพโรลิแมนติก

การเมือง กับ ความรัก ดูไม่อาจมาบรรจบพบกันได้

ใครกันกำหนดคู่ตรงข้ามในการเมือง เดมอกคาตี แอนด์ โสเชียลลิส ใครกัน

ความรัก ก็เช่นกัน ใครกันมาแบ่งขั้ว ข้อนี้จงฟัง บ็อบ มาเล่ย์ โนวูแมน โนระคาย ให้จงดี

โลกสัปดี้ สีปะดน จึงไม่เอาความรักไประคนกับการเมือง

ด้วยเหตุนี้ การเมือง จึงเป็นเรื่องดิบๆ ของอำนาจ

เรื่องสากๆ ของอุดมการณ์ กะเบือ

เดมอคาตี ในวิชา สปช.และรัฐธรรมนูญ

สุนัข ก็พูดได้ กระบือก็เห่าเป็น ฮา ฮา

.............

ในขณะที่ความรัก กลายเป็นเรื่องของศาลาคนเศร้า

หรือ ดอกกุหลาบ ในง่ามเข่งปากคลองตลาด

ด้วยเหตุนี้ กะละมัง ตอนวัยสะรุ่น ว.วินิจฉัยกุล จึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

คาสโนว่า

ดอน จมูกบาน ฮวน

ขุนแผนแสนสะท้าน

พระอภัยมณี

หรือไอ้ฟัก ก็จงเลือกรูปแบบเอาตามใจชอบ

...........

สากกะเบือยังตะบันน้ำพริกอยู่ในครก

ข้าวเดือดปุดๆอยู่ในหม้อหุงข้าวเตาถ่าน

ปลาทูนอนก่ายกันอยู่ในเข่ง

แมงดานาอย่างดีส่งกลิ่นหอมคลุ้ง

อีนวลลูกยายแช่ม มันกำลังทำกับข้าวให้ผัวมัน

เมื่อไอ้เผือกมาถึงบ้าน อีนวลกุลีกุจอ เอาน้ำเย็นหยดอุทัยทิพย์ ลอยมะลิ ชื่นใจ ให้ไอ้เผือก

โรแมนติก โรแมนติก

..............

ประธาน ควาย ม้า ช้าง แถลงการณ์คณะปล้นควาย ฉบับที่ ๖๐๐๐๐๐๐

ประธาน เสือ หนู ช้าง กำลังให้ข่าวเรื่องกฎหมายตัวใหม่ มั๊ก มั๊ก

กลุ่มประชาชนที่ท้องน้อยสนามหลวงยืนชุมนุมขับไล่แมลงหวี่พร้อมกับชักว่าวท้าลมแล้ง

ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแตะที่ ๕๐๐ เหรียญสองสลึง ต่อแบเรล

ญี่ปุ่น ขยายเวลาคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ ไปอีกสามนาที

ดัชนีเตลิดหลักทรัพย์ทะยานแตะเพดานหลังคาโบสถ์วัดร่องขุ้น

โพลีติก โพลีติก

............

หลังจากฟาดมื้อเย็นกันอิ่มหนำ

ราวสองทุ่มครึ่ง อีนวล เดินมาปิดทีวี

พร้อมกับชวนไอ้เผือก ขึ้น เล่าเต้ง

หวังว่า ความพยายาม ในการเพิ่มประชากร คนที่ ๖๓,๐๐๐,๐๐๑ คงสำเร็จ

เวลาไปฝากท้อง อย่าลืมใช้บัตรทองนะจ๊ะ

Friday, March 30, 2007

สนามเล่นเด็ก


สนามเล่นเด็ก


เด็กชายหมี จูงมือน้องพุ่มไม้ ไปเล่นกันที่สนามเด็กเล่น

น้องพุ่มไม้ ขึ้นไปนั่งบนชิงช้า เด็กชายหมีคอยแกว่งให้

สนุกกันใหญ่ตามภาษาเด็ก

ที่ม้าหมุน น้องดำ น้องละมุด น้องชาเขียว น้องโอ กำลังเล่น ม้าหมุนอยู่กับพี่คิวอย่างสนุกสนาน

เด็กชายหมี และน้องพุ่มไม้ เห็นดังนั้น จึงเข้าไปร่วมวงม้าหมุนด้วย

พี่คิว ต้อนรับเด็กชายหมี และน้องพุ่มไม้ อย่างเต็มใจ

เด็กทั้งหมดจึงเล่นม้าหมุนกันอย่างสนุกสนาน

เมื่อเล่นเหนื่อยแล้ว พี่คิว ก็พาน้องๆทุกคน ไปกินไอติม

สนุกจริงๆ

...........


สี่สิบปีต่อมา


เด็กชายหมี หรือ โทนี่ แบลร์ ได้เป็นนายกชาวเกาะบ้าบอล

น้องพุ่มไม้ หรือ จอร์จ บุช ได้เป็นประธานรัฐรวมแมคโดนัล

น้องดำ หรือ ซัดดัม ฮุสเซน ได้เป็นประธานลุ่มน้ำไทกริส ยูเฟรติส

น้องละมุด หรือ มามุด อามาดิเนจาด ได้เป็นประธานแห่งเปอร์เซีย

น้องชาเขียว หรือ ฮูโก้ ชาเวซ ได้เป็นประธานแห่งเมืองนางงามจักรวาล

น้องโอ หรือ โอซามา บิน ลาเดน ได้เป็นดาราฮอลลีวู้ด ฝ่ายโจร

ส่วนพี่คิว พี่ใหญ่ หรือ ฟิเดล คาสโตร ได้เป็นประธานเกาะซัลซ่าส์ ตอนนี้พี่คิวกำลังป่วยหนัก

................

น้องโอ ส่งเรือบินเด็กเล่นไปถล่มตึกขายลูกกวาด ของน้องพุ่มไม้ จนกลายเป็น กราวด์ ซีโร่ ไฟลุกท่วมเลย

เด็กชายหมี และน้องพุ่มไม้ จึงส่งกำลังทหารเข้าไปจับตัว น้องโอ

และยัง เข้าไปถล่ม น้องดำ และจับน้องดำแขวนคอเล่น สนุกดี

อีกไม่นานก็จะรุกคืบ ไปหา น้องละมุดแล้ว โดยหาว่าน้องละมุดเล่น ระเบิดนิวเคลียร์เสียงดัง หนวกหู


น้องชาเขียว ไปเยี่ยมไข้พี่คิวเป็นระยะ
ตอนนี้น้องชาเขียวกำลังตั้งแกงค์ใหม่ในลาติน
เอาไว้ไปเล่นกับ เด็กชายหมีและน้องพุ่มไม้ ใหม่

..............

ทุกคน เรามาเล่นม้าหมุนกันนะ

หมุนให้โลกวิ่งเร็วจี๋ แกว่งชิงช้าให้หัวเหวี่ยง มึนดี

แล้วอีกไม่นาน เราค่อยตามพี่คิวไปกินไอติมกันนะ

สนุก สนุก

...............

เมฆบ้า

Wednesday, March 28, 2007

Beauty Funeral


Beauty Funeral

มหาปราชญ์ใกล้ดับชีวาวาย

เหล่าสานุศิษย์ล้วนรายอยู่ล้อมรอบ

ตามตำรับกตัญญุตา เหล่าศิษย์ยา รอฟังคำตอบ


มิทันพลันเกษรพิกุลหลุดร่วง

คหบดี Tycoon สั่งลูกน้องเตรียมจัดงานศพให้สมฐานะความยิ่งใหญ่

เตรียมโลงทอง ฝังเพชรนิลจินดา นานา

เตรียมดนตรีเครื่องสายวงใหญ่เบิ้ม

ทำพีธี เจ็ด ทิวา เจ็ดราตรี

ประโคมดนตรี นางฟ้อน ภักษาหารชั้นเลิศ เป็ดโลหิตจากปารีส เซ่นสรวงดวงวิญญาณอย่าได้ขาด

ประดับไฟโคมระย้า แชนเดอเรีย จาก จิออจิโอ้ กาลากิณี่ ให้ทั่วทั้งปรัม

แลให้เชิญ เจ้าเจ็ดหัวเมือง เซียนทั้งแปด กระทั่งบรรดา อภิรัฐมนตรี มาประชุมเพลิง โดยพร้อมเพรียง

ของชำร่วย เป็น คอมพิวเตอร์ โน้ตบุค แอปเปิล เจเพรส คนละเครื่อง


ประกาศความร่ำรวย และความยิ่งใหญ่ให้ระบือลือไกล เจ็ดคาบมหาสมุทร บอลข่าน คามชาสก้า และเกาหลี

.................


ช้าก่อน ไอ้ศิษย์รัก หยุดฟังคำ


เจ้าจะเอาเตียงตั้ง โลงทองมาตั้งศพข้า ทำไมเล่า ?

ในเมื่อร่างกายของข้า ก็ทอดไปบน มหาธรณีอันยิ่งใหญ่นี้อยู่แล้ว


เจ้าจะประดับโคมไฟระย้า ทำไมเล่า ?

ในเมื่อ เหล่า ตาวัน จันทรา และหมู่ดาว ก็ส่องแสงพราว เพดานงานศพ คือฟากฟ้า มิได้ขาด


เจ้าจะประโคมดนตรีสังคีต ทำไมเล่า ?

ในเมื่อเหล่าวิหค ผกผิน ก็ขับครวญสำเนียงยินไพเราะอยู่รายรอบ


เจ้าจะเชิญแขกเรื่อมามากมาย ทำไมเล่า ?

ในเมื่อเหล่าสรรพสัตว์ และพืชพันธ์ ธัญญา ก็ล้วนเป็นสักขีพยานให้กับการจากไปของข้า

ซึ่งแท้จริงหาได้มีการจากไปไม่


งานศพของข้า งดงามอยู่แล้ว

มิพักต้องแต่งเติมให้เสียเวลาดอก ศิษย์โง่

..........

เมฆบ้า

Sunday, March 25, 2007

Heart Positions



Heart Positions


วิชาสุขศึกษาสอนให้เรารู้ว่า หัวใจอยู่ตรงกลางช่องอก และเอียงตัวไปทางซ้าย
ซึ่งคงไม่เกี่ยวกับการเอียงตัวของแกนโลกกระมัง

ชื่อก็บอกอยู่อย่างชัดเจนว่า หัวใจ แสดงว่า หัวใจ เป็น หัวใจ ของการดำรงอยู่ของทุกคน
สำหรับคนที่ไม่หัวใจ หรือ หัวใจล้มเหลว ความเป็น คน ย่อมไม่อาจดำรงคงอยู่ต่อไปได้

นั่นเป็นตำแหน่งแห่งที่ ของ หัวใจ ใน ร่างกายของเรา
หัวใจ อาจจะดวงเล็กๆ กลมๆ และมีขนาดเท่ากำปั้น แต่สำคัญนะ

.............

หัวใจอยู่ในช่องอก แต่มันอยู่ที่นั่นตลอดเวลาหรือ
ทำไมคนส่วนใหญ่กลับไม่รู้สึกว่าหัวใจมันอยู่ที่นั่น

หัวใจมีนิสัยอย่างหนึ่ง คือ หัวใจเป็นพวกเร่ร่อน เป็นคนจรหมอนหมิ่น
และชอบออกท่องเที่ยวเดินทางไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อเราเป็นเด็ก หัวใจของเราอยู่กับที่ และได้รับการดูแลจากคนรอบข้าง

พ่อ แม่ พี่ ป้า น้า อา
เวิ้งฟ้า ดวงจันทร์ ดวงดาว พระอาทิตย์ล้วนโคจรอยู่รอบหัวใจของเรา
ราวกับว่า มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเรา คนเดียวเท่านั้น

พอโตขึ้น หัวใจของเรา เริ่มพาเราไปสำรวจตรวจสอบสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา
บางทีหัวใจอาจกำลังเคลื่อนย้ายตัวมัน
เพื่อเตรียมความพร้อมขั้นต้นให้เราเติบโตเพื่อที่จะอยู่ในโลกนี้ได้กระมัง

หัวใจของเรา พาเราปีนต้นไม้ กระโดดน้ำ วิ่งเล่นกับเพื่อน
สำรวจสถานที่ลึกลับอย่างสวนหลังกำแพงบ้าน
พาเราไปจุดไฟเผาใบไม้เล่น
รื้อของเล่นทุกอย่างดูเพื่อแค่จะรู้ว่าข้างในมันมีอะไรซ่อนอยู่

เมื่อเราเป็นหนุ่มสาว หัวใจก็เริ่มเคลื่อนย้ายตัวเองอีกครั้ง
และพาเราเคลื่อนตัวสู่ดินแดนแห่งใหม่
ดินแดนแห่งนั้นเราอาจเรียกมันว่า ความปรารถนา ก็ได้

หัวใจของเราเต้นแรงขึ้น เมื่อดวงหน้าของเขาและเธอปรากฏ
ดอกไม้และของขวัญเริ่มกลายเป็นสิ่งสำคัญ
เลือดสีชมพูฝาดระบายที่ดวงหน้าของเรา
แรงดึงดูดและผลักไสเริ่มระดมโหมกระหน่ำใส่เราอย่างไม่ยั้ง

ผลของการเคลื่อนย้ายตำแหน่งหัวใจครั้งนี้ อาจกินเวลายาวนานทั้งชีวิตเลยก็ได้

หัวใจอาจเคลื่อนย้ายตัวเองอีกหลายครั้ง
มันอาจเคลื่อนย้ายไปสู่สิ่งที่สลับซับซ้อนมายิ่งขึ้น

เกียรติยศ ลาภ สรรเสริญ
การลงหลักปักฐานในชีวิต การแต่งงาน
การสร้างความมั่นคงใหกับครอบครัว
คัมภีร์ทางศาสนา วัด เครื่องลางของขลัง
ความเชื่อ พระเจ้า
กระทั่ง ความตาย
..............

ทั้งหมดล้วนเป็นตำแหน่งแห่งที่ ที่ หัวใจ จะเคลื่อนย้ายไปสู่
และในการเคลื่อนย้ายตำแหน่งแห่งที่ของหัวใจแต่ละครั้ง
ดูเหมือนว่าจุดมุ่งหมายที่เรามองเห็นช่างพร่าเลือน

หัวใจ พาเรา เคลื่อนที่ จากจุดหนึ่ง ไปสู่ จุดหนึ่ง

ผ่านสถานที่ เวลา ผู้คน อารมณ์ ความทุกข์ ความสุข


หัวใจพาเราเคลื่อนที่ไป โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจุดหมายทีแท้จริงอยู่ที่แห่งหนตำบลใด

................

ภาพฉากม่านสีแดงของชีวิต ที่ปลิดปลิวพริ้วไหวอยู่เบื้องหน้า รอท้าทายให้เราเดินต่อไป
เพียงเพื่อที่จะรับรู้ ถึงความร้อน หนาว และอบอุ่นของสิ่งทีเรียกว่าชีวิต

เมื่อฉากสุดท้ายคลี่คลายผืนแพรสีแดงออก
เราอาจไม่รูด้วยซ้ำว่า หัวใจ ของเราได้เร่ร่อนไปอยู่ ณ ตำแหน่งแห่งที่ใด

และ ณ ขณะที่ การเปลี่ยนเสื้อผ้าของชีวิตมาถึง
อาภรณ์ผืนใดเล่าที่ชีวิตเตรียมห่มคลุมให้เรา
และตำแหน่งแห่งที่ใดเล่า ที่หัวใจจะพาเราเดินทาง

...............

เมื่อหัวใจเคลื่อนย้ายตำแหน่ง สิ่งเดียวที่ปรากฏตามรายทางแต่มักไม่มีผู้พบเห็น

คือ ความรัก และเสรีภาพ

ความรัก ที่เราอาจเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างง่ายๆด้วยความปรารถนาดี

ว่า

ขอให้เธอมีความสุข

สิ่งนี้ คือ นิรันดรภาพ

ที่ปรากฎเรียงราย

ในทุกตำแหน่งแห่งที่

ในทุกจังหวะของการเต้นเริงระบำ

ที่หัวใจขยับเท้าพาเราโลดไหลไปในชีวิต อันไม่มีที่สิ้นสุด


..........

เมฆบ้า ณ ทุกแห่ง

Thursday, March 22, 2007

เกมส์กดปุ่ม


เกมส์กดปุ่ม

เกมส์นี้มีชื่อว่า เกมส์กดปุ่ม

กด หนึ่ง ยิ้ม

กด สอง ยิ้มหวาน

กดสาม หัวเราะ

กด สี่ เฉยๆ

กด ห้า ไม่พอใจ

กด หก โกรธ

กด เจ็ด หัวฟัดหัวหวี่ยง

กด แปด มีเรื่อง

กด เก้า พอแล้ว

กด สิบ รักนะ

กด สิบเอ็ด คิดถึง

กด สิบสอง ขอจับมือหน่อย

กด สิบสาม จูบ

กด สิบสี่ ต่อจากจูบ

กด สิบห้า ประชาธิปไตย

กด สิบหก ทากกกกกกษิณ ออกไป

กด สิบเจ็ด คมช.เฮงซวย

กด สิบเก้า รัก Rain

กด ยี่สิบ ห้อยจตุคามรามเทพ

กด ยี่สิบเอ็ด เหนื่อยจัง

กด ยี่สิบสอง คิดถึงบ้าน

กด ยี่สิบสาม ขอให้ถูกหวย

..............

ถ้าเบื่อ ก็เลิกเล่น

บอกว่าเลิกเล่น ยังกดปุ่มอยู่ได้

ใครช่วยเอาปุ่มออกที

ได้ ได้ ถ้าจะกด กด หนึ่ง ให้ที

กด สองให้ด้วย

ที่รัก กด สิบ ให้ทีสิจ๊ะ แล้วฉันจะกด สิบ ให้เธอ ตอบแทน


..............

เกมส์นี้มีชื่อว่าอะไร

เกมส์ที่เราไม่อยากเล่น ก็ต้องเล่น

เกมส์ที่ถึงเราอยากเล่น แต่ไม่อาจรู้ได้ว่า ปุ่มใดจะถูกกด

เกมส์ที่คนนิยมเล่นกันทั่วโลก อย่างต่อเนื่องและยาวนาน

เกมส์นี้ ไม่มีโฆษณา

มัน คือ เกมส์ กดปุ่ม

.............

กดสิบสาม นะจ๊ะ ที่รัก

...........

เมฆบ้า กดปุ่ม