Monday, July 20, 2009

เรื่องของหัวใจ ตอนที่ ๑



Jack Johnson ส่งเสียงดังในห้องผม
ผมไม่ได้เปิดพลงฟังมานานพอดู
สมัยก่อนผมชอบฟังเพลง ฟังแล้วรู้สึกเย็นที่หัวใจ
ในบรรดาอวัยวะ ผมให้ความสำคัญกับ หัวใจ มากกว่าสิ่งอื่น
ระหว่าง คนฉลาด กับ คนกล้า ผมชอบคนกล้ามากกว่า
ระหว่าง ผู้หญิง กับ ผู้ชาย ผมชอบผู้หญิงมากกว่า
เพราะผู้หญิงใช้หัวใจมากกว่าหัวสมอง
สำหรับผม หัวใจ คือเมืองหลวง ส่วนหัวสมองเป็นเมืองท่าค้าขาย
แต่ในทุกวันนี้สังคมค้าขาย กลับให้ความสำคัญกับเมืองท่ามากกว่า
ในขณะคนเมืองหลวง กลายเป็นคนไร้เหตุผล ตามที่คนเมืองท่ายัดเยียด

แน่นอนที่สุดครับ คนเมืองหลวง ก็ต้องใช้สมอง
แต่สมองก็มีหน้าที่จำกัด และควรจะมีหน้าที่จำกัด

ใครจะว่าผมโง่ก็ว่าเถอะครับ
ผมยอมรับว่าผมใช้หัวใจมากกว่าหัวสมอง
เพราะหัวสมอง มักจะโง่ที่สุดในเรื่องความสุข เช่นกัน

ผมยอมบวกเลขผิด แล้วมีความสุข
ถ้าผมจะขาดทุน แล้วผมรู้สึกตัวเบาขึ้น
ผมก็ยอม

.............

นั่งอยู่เมืองนอก เงียบสงบดี
แต่พอผมก้มมองหัวใจตัวเอง ยังพบว่า
แม้ว่าผมจะมาอยู่ในที่สงบ
แต่หัวใจของผมยังคงเหนื่อยอ่อนพิกล

...........

จำได้ว่าสักสี่ห้าปีก่อน ผมค่อนข้างมีความสุข
ไปทำงาน สอนหนังสือ อยู่กับนักศึกษา
บางครั้งสอนหนังสือเสร็จตอนเช้า ตอนบ่ายก็กลับบ้านมานอนหลับ

ตกเย็นบางทีก็นั่งรถเข้าเมือง มาแถวธรรมศาสตร์
มาตรอกข้าวสาร แน่นอนที่สุดผมชอบไปบริกบาร์
หาเพื่อนที่ถูกใจคุยกัน กินเหล้าดีๆ ฟังเพลงเร็กเก้ ที่ผมชอบ
สนุกครึกครื้นไปวันๆ ไม่คาดหวังอะไร ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
ในแต่ละวัน ส่วนความรัก ขอพักไว้ก่อน เพราะยังไม่เจอใครที่ถูกใจจริงๆ

................

มีอยู่วัน ผมไปสอนหนังสือตามปกติ
ซึ่งวันเสาร์ โดยปกติผมจะไปสอนที่ อุบลราชธานี
ในวิชากฎหมายปกครองท้องถิ่น

พอไปถึงนักศึกษามาเชิญให้เป็นวิทยากรในการสัมมนาครั้งหนึ่ง

ผมก็พูดไปตามที่ผมรู้

.............

จนในที่สุด ผมก็พบตัวเองอีกครั้งบนเวทีการปราศรัยกลางสนามหลวง

ตั้งแต่นั้นมา การเดินทางของผมก็เริ่มขึ้น

โดยผมไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าผมจะเดินทางไปไหน

รู้แต่ว่า มีสิ่งหนึ่งที่อยู่ข้างหน้าผม แล้วผมเดินตาม

สิ่งนั้น คือ หัวใจ ผมเอง

.........

โปรดติดตามตอนต่อไป

เมฆบ้า

Friday, July 17, 2009

zen ในมุมมองหนึ่ง


ในบรรณภิภพอันไพศาลทั้งไทยและเทศ ในบรรดาหนังสือ หมวดปรัชญา ศาสนา เซน คือ เมกกะ ที่ผู้จะนับตนว่ามีรสนิยมในการเสพอักษรต้องเหยียบย่างจาริก โดยการยืนอ่านกระทั่งการจับจองเป็นเจ้าของกันคนละเล่มสองเล่ม

เซน มี เสน่ห์ สำหรับ ปัญญาชน เสน่ห์ของ เซน คือ ความลึกลับ คลุมเครือ ยิ่งลึกลับ คลุมเครือ เข้าใจได้ยาก เหล่านี้ คือ รสอักษร
ที่ปัญญาชนดูชอบละเลียดเล็มเป็นยิ่งนัก

ใครจะนับตนว่า "ฮิป " " ชิล " "เทพ" และ ไม่เกรียน นอกจากการแต่งกายสะพายย่ามหรือเป้แล้ว ยามเข้าร้านกาแฟสตาร์บัก เมื่อวาง คาปู ลงบนโต๊ะ และหย่อนก้นลงบนโซฟานุ่ม ถ้าหยิบ เซน ขึ้นมาอ่านสักเล่ม ก็คงดูดีมิใช่น้อย ขั้นเทพ ขั้นเทพ

และใครบังเอิญเส้นทางชีวิตต้องไปเรียน สาขาปรัชญา ถ้ามีคนถามเขาถึงเซน ก็ต้องวางมาดวางภูมิเล็กน้อย พร้อมต่อด้วยคำอธิบายเชิงปลากรายประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น นิห่ง และถ้าจะดี ต้องตบท้ายด้วย นิทานเซน เช่น ชาล้นถ้วย ก็คงดูน่าเชื่อถือดี

ผมรายงานสิ่งที่เห็นเกี่ยวกับ เซน ให้ทราบ ไม่ได้ประชด แม้ว่าภาษาจะดูประชัน

............


ย้อนกลับไป ราวคราวที่ สิทธทัตถะ ยังนั่งอยู่โคนต้นโพธิ์ ในคืนนั้น ก่อนที่ท่านจะกลายเป็นพระพุทธเจ้าในกาลต่อมา และก่อนที่พระองค์จะประกาศศาสนา ก่อนที่จะมีพระไตรปิฎก ก่อนที่จะมีวัดวาอาราม หรือ โบถส์ราคาสองพันล้าน หรือ เจดีย์บ้าบุญที่รูปร่างเหมือนยาน UFO ก่อนที่ภาษาจะถูกถ่ายทอด

คือขณะที่ สิทธิทัตถะ นั่งอยู่ ผมหมายถึง สิทธิทัตถะ คนเดียวกับที่พวกเราๆเรียนในวิชาพุทธศาสนาตอนเด็กๆ คนเดียวกับที่ Herman Hesse เขียนถึง คนเดียวกันกับที่พวกฝรั่งชอบเอาไปตั้งไว้ตามตู้โชว์รองเท้า ชุดชั้นใน กระทั่งร้านตัดผม คนเดียวกับที่พวกทอลีบัน ระเบิดเล่น คนเดียวกัน

ขณะก่อนที่คำพูด คำจารึก ถึง พระองค์จะปรากฏ
ขณะที่พระองค์นั่งสงบนิ่ง อยู่โคนต้นโพธิ์ ริมน้ำ
ขณะที่พระองค์ทรงเหนื่อยอ่อนจากความพยายามในทุกวิธี
ขณะที่พระองค์กำลังจนพระปัญญา
ขณะที่ความทุกข์ย่ำยีหัวใจพระองค์จนไม่มีชิ้นดี

ขณะที่พระองค์ไม่รู้เรื่องที่คิด แต่รู้ว่ามันเป็นแค่ความคิด
ขณะที่พระองค์ไม่เห็นร่งของพระองค์ แต่เห็นเพียงร่างกาย วัตถุธาตุ
ขณะที่พระองค์ไม่เห็นภาพ แต่รู้ว่ามันเป็นแค่แสง
ขณะที่พระองค์ไม่รู้สึกทุกข์ แต่เห็นทุกข์สุขเท่าเทียม
ขณะที่พระองค์ไม่เห็นการย่ำยี แต่รู้ว่ามันคือกระแส

ขณะที่พระองค์ รู้สึก ถึงสิ่งต่างๆที่เคลื่อนไหวอยู่ในพระองค์
ในขณะที่พระองค์นั่งอยู่ที่ตรงนั้น ใต้ต้นโพธิ์ธรรมดา
ริมแม่น้ำธรรมดา

............

เซน มุ่งกล่าวถึง ขณะนั้น

ขณะนั้น ในคืนนั้น ก่อนที่ท่านจะกลายเป็นพระพุทธเจ้าในกาลต่อมา และก่อนที่พระองค์จะประกาศศาสนา ก่อนที่จะมีพระไตรปิฎก ก่อนที่จะมีวัดวาอาราม หรือ โบถส์ราคาสองพันล้าน หรือ เจดีย์บ้าบุญที่รูปร่างเหมือนยาน UFO ก่อนที่ภาษาจะถูกถ่ายทอด

และ เซน ก็คือ หนทางที่จะเข้าสู่ขณะนั้น

ขณะที่แสนธรรมดา แต่ยิ่งใหญ่ที่สุด

เท่าที่ มนุษย์จะเข้าถึง

Sunday, June 28, 2009

เกร็ดในระบบกฎหมายสื่อเยอรมนี ต่อกรณีบทบาทสื่อไทย


ผู้เขียนได้มีโอกาสมาพำนักอยู่ในประเทศเยอรมนี และได้มีโอกาสพลิกค้นตำรับตำราเกี่ยวกฎหมายสื่อของเยอรมนี จนค้นพบว่าระบบกฎหมายสื่อของเยอรมนีมีประเด็นที่น่าสนใจศึกษาอยู่มากมาย และประเด็นทางกฎหมายเหล่านั้น น่าจะนำไปสู่การขบคิดพิจารณาเพื่อหาคำตอบสำหรับบ้านเราได้ไม่มากก็น้อย

บทบาทของสื่อไทยกำลังเผชิญความท้าทายอย่างใหญ่หลวงในภาวะบ้านเมืองที่เกิดวิกฤตไม่หยุดหย่อน จนผู้เขียนเห็นว่า “ ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เกิดจากภาวะ วิกฤตที่สุด ( Chaos ) ของสื่อไทย” ซึ่งภาวะวิกฤตดังกล่าวมีสาเหตุมาจากบทบาทหน้าที่ของสื่อเอง ผู้ให้สัมภาษณ์ กระทั่งบทบาทที่ผิดพลาดของรัฐในการควบคุมสื่อ กรณีที่ผู้เขียนพยายามหยิบยกประเด็นในระบบกฎหมายสื่อของเยอรมนี ( Medienrecht) ก็เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้โปรดพิจารณาทบทวนบทบาทของตนและเข้าทำการคลี่คลาย Chaos สื่อ เพื่อคลีคลาย Chaos ทางการเมืองได้ต่อไป

กรณีความผิดฐานเผยแพร่ความคิดเห็นทางการเมืองที่เป็นอันตรายต่อระบบประชาธิปไตย
ประเทศสหพันธรัฐเยอรมนีเป็นประเทศที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้สื่อเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดขึ้นของพรรคนาซีสมัย อดอฟ ฮิทเล่อ เรืองอำนาจจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดการใช้กลยุทธ์โฆษณาประชาสัมพันธ์นโยบายชาตินิยมสุดขั้วผ่านทางสื่อที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น การตระหนักถึงความร้ายแรงของการใช้สื่อจนนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ได้หล่อหลอมหลักกฎหมายอาญาของเยอรมนีไว้ในมาตรา ๘๖ ของประมวลกฎหมายอาญา ( Strafgeseztbuch ) ในฐานความผิดเกี่ยวกับการเผยแพร่วาระทางการเมืองขององค์กรทางการเมืองที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ( Verbreiten von Propagandamitteln verfassungwurdriger Organisationen) เช่น วาระทางการเมืองของพรรคนาซีเยอรมนีเป็นต้น ฐานความผิดดังกล่าวแสดงออกอย่างชัดเจนว่า สื่อไม่ได้เป็นช่องทางที่เปิดกว้างที่ใครก็สามารถแสดงความคิดความเห็นได้ทุกอย่างโดยไม่มีขอบเขต
ปัญหาที่ต้องพิจารณาตามมา คือ ขอบเขตในการแสดงความคิดเห็นนั้นดำรงอยู่ในแต่ละประเทศแต่ละสังคมอย่างไร ต่อกรณีความผิดอาญาตามมาตรา ๘๖ ของประมวลกฎหมายอาญาเยอรมันนั้น หากใช้มุมมองในเชิงสังคมวิทยากฎหมายจะพบว่า ฐานความผิดดังกล่าวเกิดขึ้น จากประสบการณ์ของสังคมเยอรมนีที่ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ผลของการใช้สื่อเพื่อโฆษณาความคิดความเชื่อผิดๆของพรรคนาซี นั้นส่งผลกระทบต่อความเป็นประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด ด้วยเหตุนี้ความผิดฐานดังกล่าวจึงถูกบัญญัติไว้ในหมวดความผิดว่าด้วย “การกระทำอันเป็นผลกระทบต่อนิติรัฐและประชาธิปไตย” ( Gefaerdung des demokratischen Rechtsstaates) อันเป็นความผิดที่มีลักษณะเฉพาะตัวในสังคมเยอรมันที่ไม่มีเหมือนชาติอื่น เฉกเช่นเดียวกับประเทศไทยที่มีการบัญญัติความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ก็ด้วยเหตุผลทางสังคมวิทยาและอุดมการณ์เฉพาะของประเทศไทย คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งก็เป็นอกลักษณ์หนึ่งเดียวในโลกที่สืบสายมาจากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ดังนั้น งานทางนิติศาสตร์ของนักนิติศาสตร์และบรรดานักวิชาการไทยสายก้าวหน้าในความพยายามที่จะล้มล้างบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แท้จริงจึงหาใช่งานในทางนิติศาสตร์โดยแท้ไม่ แต่กลับเป็นงานในทางการเมืองในการเปลี่ยนความคิดความเชื่อของประชาชนที่ยืนอยู่บนอุดมการณ์ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เสียมากกว่า

หรือ กระทั่งความพยายามในการโจมตีล้มล้างองค์กรหรือสถาบันทางรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นในการเคลื่อนไหวของคนบางกลุ่ม คือ ข้อเท็จจริงที่สื่อต้องพิจารณาถึงบทบาทของตนในการที่จะต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือของการเผยแพร่อุดมการณ์ที่ขัดต่ออุดมการณ์ของประเทศ ในขณะเดียวกันบทบาทของรัฐในการเข้าไประงับยับยั้งการใช้สื่อเพื่อเผยแพร่อุดมการณ์ต่างๆที่ขัดต่ออุดมการณ์ของประเทศแท้จริงเป็นหน้าที่โดยชอบธรรมหาใช่การแทรกแซงสื่อแต่อย่างใด

กรณีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาเยอรมนีมาตรา ๘๖ และความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แสดงออกอย่างชัดเจนว่ากฎหมายได้ทำหน้าที่จัดวางบทบาทของสื่อต่อกรณีการกระทำที่เป็นอันตรายต่ออุดมการณ์ของประเทศ ดังนั้น สื่อจึงมีบทบาทเชิงรุกไปกระทำการ โดยการไม่เผยแพร่ความคิดใดที่ขัดต่ออุดมการณ์ของชาติ มิใช่ทำหน้าที่ผู้รายงานคำพูดของผู้ให้สัมภาษณ์ฝ่ายต่างๆโดยไม่คำนึงถึงหลักเกณฑ์และความถูกต้อง และในขณะเดียวกันรัฐเองก็ต้องรู้หน้าที่ของตน มิใช่ในฐานะผู้ร่วมรบในสงครามข่าวสาร หากแต่ผู้ดูแลรักษาอุดมการณ์ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในการเข้าไปจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อด้วยมาตรการทางกฎหมายที่ถูกต้องและได้สัดส่วน

บทบาทของสื่อสารมวลชนและของรัฐต่อ ความจริงแท้ของข้อมูล ที่เผยแพร่ผ่านสื่อ
ในระบบกฎหมายสื่อเยอรมนี สิทธิและเสรีภาพของสื่อต้องมีขึ้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลสาธารณะ ( Informationsinteresse der Allgemeinheit : Public Informationsystem ) ข้อมูลสาธารณะที่สื่อนำเสนอจะเป็นเครื่องมือที่ประชาชนใช้ในการกำหนดการตัดสินของตนในหลายๆด้านมิใช่เพียงแต่เพียงในทางการเมือง เช่น การเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้นหากข้อมูลสาธารณะเป็นข้อมูลที่ไม่มีคุณภาพการดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชาชนอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
มาตรา ๕ วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญเยอรมนี ได้บัญญัติรับรองสิทธิของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น (Meinungsfreiheit,Freedom of Speech) ซึ่งการแสดงความคิดเห็นของประชาชนนั้นนอกจากจะถือเป็นสิทธิมนุษยชน ( Menschenwuerde : Humanright) แล้วยังถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มีความเกี่ยวโยงกับสิทธิและเสรีภาพของสื่อ เพราะข้อมูลสาธารณะที่ถ่ายทอดผ่านสื่อย่อมต้องมีที่มาจากพูดคุย แสดงความคิดเห็นของประชาชน ทั้งประชาชนทั่วไป และผู้ที่เป็นแหล่งข่าว
ในระบบกฎหมายสื่อเยอรมนี สิทธิในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนประกอบไปด้วย สิทธิในการสร้างความคิดเห็นของตนเอง ( Meinungbildung ) และ การแสดงความคิดเห็นออกมาให้ปรากฏ ( Meinungsaeusserung) คุณค่าของคำพูดไม่ใช่สิ่งสำคัญ การแสดงความคิดเห็นทุกอย่างต้องได้รับการปกป้อง อย่างไรก็ตามพรมแดนแห่งสิทธิที่ได้รับการคุ้มครอง (Schutzbereich ,sphere of right) ไม่รวมไปถึง การพูดโกหก ต่อสื่อสาธารณะ
กรณีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐเยอรมนี ( Bundesverfassungsgericht ) ที่สำคัญ อาทิ คดี Sterbehilfe , คดี Auschwitzluege และคดี Bayer-Aktionaere โดยศาลรัฐธรรมนูญฯได้วางหลักการไว้ว่า “ ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง หรือ ข้อมูลที่ผิดพลาด ไม่อยู่ในพรมแดนแห่งสิทธิในการแสดงความคิดเห็นที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ”
เมื่อพิจารณาการแปลความของศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐเยอรมนี อาจนำไปสู่ข้อสรุปว่า “ การแสดงความคิดเห็นหรือข้อมูลของประชาชนไม่ว่าจะในสื่อสาธารณะหรือไม่ จะได้รับการคุ้มครองก็ต่อเมื่อ ความคิดเห็นนั้นเป็นความจริง ไม่มีการโกหก” ดังนั้นบทบาทของสื่อที่ถูกต้องจะต้องคัดกรองข้อมูลและชี้ขาดกับสังคมผ่านการรายงานข่าวสารว่า ข้อมูลความจริงเป็นเช่นใด มิเช่นนั้น ผลร้ายแรงที่ตามมา คือ ผลประโยชน์ของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลสาธารณะ ( Informationsinteresse der Allgemeinheit: Public Informationsystem) จะถูกกระทบกระเทือนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบนำไปสู่การตัดสินใจกำหนดชะตาชีวิตของตนในสังคมตลอดจนอุดมการณ์ทางการเมืองที่ผิดพลาด และความวุ่นวายทางการเมืองก็จะตามไม่หยุดหย่อนจากความคิดความเชื่อที่ผิดของประชาชนที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ “การโกหก” ซึ่งผิดทั้ง ศีลธรรม ศาสนธรรม และหลักการที่ชอบธรรมแห่งกฎหมาย

ท้ายที่สุด ผู้เขียนเห็นว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆผ่านสื่อเป็นสิ่งที่ชอบธรรมที่ประชาชนสามารถกระทำได้ แต่การแสดงความคิดความเห็น ต้องไม่กระทบต่ออุดมการณ์ของประเทศชาติ ซึ่งมีกฎหมายคอยปกป้องรักษาอุดมการณ์เหล่านั้นอยู่ ในขณะเดียวกัน การแสดงความคิดเห็นต้องยืนอยู่บนฐานความจริง ซึ่งจะส่งผลดีต่อข้อมูลสาธารณะที่มีความเที่ยงแท้แน่นอน และประชาชนสามารถนำไปใช้ตัดสินใจกำหนดชะตาชีวิตของตนได้

สื่อสารมวลชน รัฐ ประชาชน จะต้องตระหนักถึงความสำคัญของระบบข้อมูลข่าวสารสาธารณะให้ดี เพราะในยุคข้อมูลข่าวสารครอบโลก ข้อมูลเป็นตัวกำหนดความคิด ทิศทาง การขับเคลื่อนของสังคม โดยเฉพาะสื่อ มิใช่จะนั่งคำนึงถึงแต่ อัตราการโฆษณา และปากท้องของตัวเอง แม้ว่าสังคมจะเป็นที่ทางให้ทุกคนได้ทำมาหากิน แต่สำหรับสื่อ การคำนึงถึงแต่การหากินนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม มิเช่นนั้น พระสงฆ์อาจจะออกมากบอกได้เช่นกันว่า อาตมาบิณทบาตรหากินไปวันๆ หากเป็นเช่นนั้น ใครกันจะสอนธรรมะของพระพุทธเจ้าให้ลูกหลานเรา และโลกของเราคงไม่ใช่โลกมนุษย์ แต่เป็นโลกของ คน ซึ่งเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่มีหน้าที่ ทำมาหากิน เท่านั้น

ศาสตรา โตอ่อน
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

Saturday, June 27, 2009

จุดโหวงเหวง


ชีวิตผมกลับตาลปัตรมาได้หลายระยะ
ผมรู้สึกว่า งานหลักของผม คือ การเดินทางเข้าไปภายใน
ส่วนงานที่เหลือเป็นงานรอง

บางทีผมรู้สึกว่า ทำไมผมขี้เกียจจัง
วันๆเอาแต่นั่งลืมตาเฉยๆ
และก็คอยตามรู้ตามดู
กายใจว่ามันจะเต้นระบำไปทางไหน

แต่บางทีก็กลับมาเตือนตัวเองว่า
อีการนั่งอยู่เฉยๆนี่แหละบางทีอาจเป็นหน้าที่หลัก
ของการเกิดมาเป็นคน
ที่ยังมีงานในเชิงวิวัฒนาการที่ต้องทำอีก

รู้สึก ถึงกายใจไปเรื่อยๆ
จนผมรู้สึกว่าตัวมันเบาๆขึ้น
ใจกระเทือนน้อยลง

จนมาถึงจุดที่ผมรู้สึกโหวงเหวง
เหมือนว่าตัวเองกำลังจะหายไป
แต่มันก็ยังมี
แต่มันก็โล่งๆ โหวงเหวงพิกล

........

สิ่งที่ผมพบด้วยความรู้สึก

ธรรมชาติของใจและกายย่อมส่งอออกนอกไปหาโลก
เราห้ามมันไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่เรา
หน้าที่ คือรู้สึกในทุกขณะว่าอะไรมันกระเพื่อมหวั่นไหว
แค่รู้ ก็จบแล้ว

ผมยังพบอีกว่า ธรรมะ เป็นเรื่องธรรมดา
ต้องรู้สึกอย่างคนธรรมดา
ธรรมดา คือ กายใจเป็นไตรลักษณ์

มันไม่เที่ยง ( อนิจจัง )
มันเป็นทุกข์ ( ทุกขัง )
มันบังคับไม่ได้( อนัตตา )

รู้สึก รู้สึก

ผมมาอยู่ในจุดโหวงเหวง
ไม่รู้ว่าต่อไปจะเจออะไรอีก

Wednesday, June 03, 2009

พึมพำ




<



ผมกลับจากเมืองไทยอีกครั้ง
การมาเรียนเมืองนอกในปีแรก
ผมกลับเมืองไทยไปสามครั้ง
เพื่อต่อสู้คดี และเดินตามทางของหัวใจกำหนด

ผมชนะคดีแล้ว เนื่องจากตำรวจและอัยการสั่งไม่ฟ้อง
ผมกลับเมืองไทยไปครั้งแรก
ไปด่า นายทักษิณ ว่าเป็น เปรต และเป็น หมา
ครั้งที่สองกลับไปเลยได้รับหมายเรียกให้ไปพบพนักงานสอบสวน

มีเกร็ดกฎหมายเกี่ยวกับคดีหมิ่นประมาท
ผมจำเลขคำพิพากษาไม่ได้ เพราะไม่อยากจำ
การด่าว่าอีกคน เป็นหมา หรือ เปรต
ไม่เป็นหมิ่นประมาท
เพราะ คนไม่มีทางเป็น หมา หรือ เป็นเปรต
ผู้ถูกด่าจึงไม่ได้รับความเสียหาย

ในหลายปีจากนี้ผมคงต้องเผชิญกับการเรียนที่หนักหน่วง
แน่นอนที่สุดห้องเครื่องของผม คือ หัวใจของผมเอง
และผมคงจะต้องใช้มันเพื่อตัวผมแบบเต็มๆ
เวลาแห่งการเดินออกนอกเส้นทางที่ควรทำ
น่าจะจบลงได้แล้ว

.......

การเมืองใหม่
การเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ
เรื่องใหม่ที่อาจเข้ามาท้าทายในชีวิต

.......

ผมตระหนักอย่างแท้จริงอีกครั้ง

ว่าผมพึ่งใครไม่ได้

นอกจากหัวใจของตนเอง

..........

ความทุกข์มีข้อดี ล้านประการ
มันทำให้ผมอ่านธรรมะได้มากขึ้น
ได้ปรับปรุงชีวิต จิตใจ ให้ว่างเบามากขึ้น

บางครั้ง เราคิดว่าเรารู้แล้ว ผ่านแล้ว
เราตกอยู่ในความประมาท
แต่ความทุกข์ถ้ายังมีอยู่
มันจะมาเตือนเรา
เร่งรุดให้เราเข้าไปสำรวจตัวเองอีกครั้ง

ชีวิต ก็เหมือนกับฤดูกาล
ลงได้ ปักดำ หว่าน ไถ จนเก็บเกี่ยว
ก็ถึงเวลาที่ต้องพักหน้าดินบ้าง

บางทีผืนดินที่ได้กลับมาอยู่อย่างธรรมชาติ
แร่ธาตุ ต่างๆ จะได้กลับมาสะสม
และเมื่อความไพบูลย์ปรากฏ
เนื้อดินก็เป็นพื้นที่ให้ดอกไม้ป่า ได้งอกงาม
มิใช่เพียงแต่ธัญพืชในเกษตรอุตสาหกรรมเท่านั้นที่งอกงามได้

...............

Tuesday, April 28, 2009

ในโลกียะ คือ ตาข่ายที่ไม่มีช่องเล็ดรอดจากความทุข์


โลก คือ ตัวเรา คือ กายเรา คือ จิตเรา
เราที่แท้จริงหรือกระทั่งไม่มีเรา ถูกกักขังไว้ในโลก
เพื่อให้เราสัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งภายนอก
โลกต้องสร้างมายาคติ เพื่อบีบเค้น กดดันเรา
ให้โลดแล่นไป
........
จากประสบการณ์ของข้าพเจ้า
สิ่งภายนอกมักสร้างความไว้วางใจให้กับเรา
เพื่อให้เราโลดไหลไป
เรา และคุณ ต่างโลดไหลไปในกันและกัน
เพราะกายเรา ใจเรา และสิ่งภายนอกล้วนเกี่ยวข้องกัน

มิใช่แต่เรา รวมถึง สังคมของเรา ทัศนคติของเรา
กิน กาม เกียรติ ที่เราใฝ่หา
ล้วนล่อลวงเรา
ชาติของเรา ความคิดของเรา
ตำแหน่ง อนาคต ความภูมิใจ
สายตา ความงาม
ล้วนเป็นเหยื่อล่อชั้นดี
กระทั่งความรัก
..........
เราอาจเรียกทั้งหมดว่า โลกียะ
โลกียะที่ครอบคลุมบีบเค้นหัวใจของเรา
หลอกเรา ให้เข้าหา ปรุงแต่ง พลังหลากชนิด
ครอบคลุมหัวใจของเรา
ให้เรายิ้ม หัวเราะ
ให้เราพอใจในรูปที่ปรากฏ
เสียงที่ได้ยิน
กลิ่นที่ได้ดม
รสสัมผัสที่ได้รับ
รสที่ได้ลิ้ม
กระทั่งมายาแห่งความรู้สึกทางใจ

.........

ประสาทสัมผัสแท้จริง คือ ซิมโฟนี วงใหญ่
ที่บรรเลง ออเคสตร้า แห่งชีวิตอันสลับซับซ้อน
เป็นวงที่มี สิ่งแวดล้อม รอบตัวเรา เป็นวาทยากร
มันบรรเลงเพลงหลายจังหวะในหัวใจเรา

เมื่อเวลาอันเหมาะควรมาถึง
เมื่อท่วงทำนองแสนหวานผ่านพ้น
ฉับพลันที่เราโง่อย่างได้ที่

ไวโอลิน แชลโล่ วิโอล่า เบส
ทรุมบ้า กีต้าคลาสสิก ก็เสียดสี
บรรเลง กระหน่ำ ความทุกข์ใส่โลกของเราไม่หยุดหย่อน
หัวใจของเราแทบไหม้ไฟ
และไม่มีที่ทางให้เราหนีรอดออกจากความทุกข์ได้เลย
...........

โลก คือ กายเรา ใจเรา
กายเรา ใจเรา ที่เปลี่ยนแปรมิหยุดหย่อน
กายเรา ใจเรา ที่หักมุมไปสู่ความทุกข์ไม่หยุดหย่อน
กายเรา ใจเรา ที่เราคิดว่าเป็นของเรา
แต่ที่จริง มันไม่ใช่เรา เพราะเราไม่เคยควบคุมมันได้เลย

...........

ในกายเรา ใจเรา พระพุทธองค์ เรียกสั้นๆว่า โลกียะ
แท้จริง คือ ตาข่ายที่ไม่มีช่องเล็ดรอดออกจากความทุกข์ได้เลย

เรากระทั่งผู้ที่ฉลาดปราดเปรื่องที่สุดแท้จิรงก็เป็นเพียงนกน้อย ปีกอ่อน
ที่ติดกับดักอย่างง่ายดาย
กับดักที่พร้อมจะบดเส้นใยของมันลงกลางหัวใจของเรา
และเมื่อลมพัด เส้นใยก็บิดเกลียวบาดลึกเข้ากลางหัวใจ
จนเลือดไหลโทรม เจ็บปวดเกรอะกรัง

.........

ด้วยความสัจ ข้าพเจ้ายอมรับว่าข้าพเจ้าเป็นมนุษย์บ้าบอคนหนึ่ง

แต่เชื่อไหม

ข้าพเจ้ากำลังหาทางออกจากมันให้ได้
ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

แม้ว่าข้าพเจ้าจะบ้า

แต่ข้าจะไม่ยอมเป็นนกน้อยตัวนั้นอีกแน่นอน
เพราะชะตากรรมของมันโหดร้ายเกินไป

Monday, April 27, 2009

๓๑ แบบโง่ๆ


เมื่อสองสามวันก่อน ผมเพิ่งอายุครบ ๓๑ ปี
กิจกรรมหลัก คือ เรียนหนังสือ และ ดูตัวเอง
ยิ่งดูตัวเองมาก ยิ่งเห็นความโง่ในตัวเอง

ความโง่ มีรูปแบบมากมาย
ผุดพรายอยู่ตลอดเวลา

ยิ่งโต ยิ่งตระหนักถึงความโง่ของตัวเอง

ยิ่งโต ยิ่งเห็นความทุกข์อยู่รายรอบหัวใจ

.........

๓๑ ผมตระหนักว่า สงครามที่ยิ่งใหญ่

คือ สงครามต่อสู้กับความโง่ของตัวเอง

Monday, April 20, 2009

สีหนาทบันลือ


ฝูงสิงโต ย่อมเดินตาม จ่าฝูง
จ่าฝูง ต้องมีริ้วรอยแผล
เพราะริ้วรอยแผล คือสัญญลักษณ์แห่งการต่อสู้

ในรอยแผล ย่อมบ่งบอกบางห้วงเวลาที่ต้องเยียวยารักษา
แต่จ่าฝูง จะแกร่งขึ้น
และกลับมาบัญชาฝูงสิงโต
ด้วยสีหนาทบันลือ
เพื่อกู้ประกาศธรรม อันเป็นธงชัย
แห่งเรา

Saturday, April 18, 2009

ความฝันของบักคำม่วน


เพลิงผลาญรถเมล์เล่นราวเด็กซนประโดกจุดประทัดเล่นกลางกรุงเทพทวาราวดี
ไอ้เด็กซนคะนองคึกสาดไฟฟอนสุมขอนกลางใจพระนครและกลางใจผู้คนผู้รักสันติธรรม

ความเติบโตใต้สันดาน จากเด็กวิ่งซนขึ้นต้นไม้ ตะขบ มะยม มะไฟ
จบประถม มัธยม สันดานดิบก็กระโดดกระเดี้ยเรี่ยราด
เผลออีกทีพอนมแตกพาน ก็พบตัวเองกับเหงื่อไคลย้อย
กลางสนามโรงเรียนนายร้อย ตำรวจสุนัข วิ่งแข่งกับสุนัขตำรวจ

ยศถาบรรดาศักดิ์ อำนาจเงินตรา มิสำคัญอันใด
แต่สันดงสันดานกลับบานตะเกียงซุ่มเงียบในดวงจิต
ดาวร้อยประบ่าสวยยิ่งกว่าบ่าน้องนางระเรี่ยด้วยสยายผม

ดาวน้อย ร้อยตำรวจตรี สุรา นารี
รถไฟ เรือ เมล์ ลิเก ตำรวจ
เสือ สิงห์ กระทิง แรด เหี้ย ตำรวจ นักการเมือง
ชาติพันธ์วรรณามิใช่แบ่งแยกแค่ สัตว์ พืช หรือ ผิวพรรณ


นกไม่สามารถบินแบบระยำได้
สิงโตกระโดดฟาดกรงเล็บลงหลังกวาง อิ่มแล้วก็นอนใต้ต้นไม้
จระเข้ ชาละวัน พิจิตร งับเงิบๆ พออิ่มก็นอนอ้าปากเบิกบาน

คนกับสันดาน ขยายกรอบขอบเขต กู กันยกใหญ่
อวิชชา เป็นมูล พระพุทธองค์กล่าวแบบสุภาพ โฉน ลำไพ แปลเป็นไทยว่า โง่

ฮิตเล่อ กิสข่าน นโปเลียน อีดี้ มากอส ปิโนเช่
คนเหล่านี้ เคยเท่ห์เพราะมีพวกสุนัขคอยยกยอ
สันดาน สันดอน อ้ายสี อีเพ็ญ สองผัวเมียชาวไร่
ช่วยขุดเท่าไร คงไม่ขึ้น

อีลำไย ยังนั่งฟังกอฟ ไมค์ อยู่ใต้ต้นมะขวิด
สาวนาสั่งแฟนตกกระป๋องเมื่อ นักร้องไทยกระแดะเป็นเจ Pop
เสียงเครื่องขยายเสียงสิบแปดหลอด ของ ส.ส.
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชิญชวน ให้ไปร่วมการปฏิวัติเปรต

สันดานการเมือง ยังถ่ายทอด แพร่พันธ์
แม้บักสี อีจำปา จะนอนก่ายกันข้างกองฟาง
แต่ความสุขง่ายๆของไอ้อี
บรรดา พณ หัวเจ้าท่าน ไม่พอเพียง


บักสี อีจำปา แจ้ง ใบตอง โฉนลำไพ
ตายห่าไปนานแล้ว

ไอ้จุกร้องงอแง เมื่อพลักตกต้นตะขบ
ไอ้แดงยืนหัวเราะ
ตาสี นั่งตกปลา
มวนใบยาสูบ
..............

พระนคร จะเป็นอย่างไร
ก็ช่างหัวมัน

กรูไม่อาจขุดสันดอนใครได้

บักม่วน อุทาน บนกกเสื้อใต้ต้นก้ามปู
ลมเย็นสบาย

.........

ไม่รู้ใครโง่ ไม่รู้ใครใหญ่ กว่าใคร
นั่นนะสิ

Friday, April 17, 2009

อภิสิทธิ์อย่าทอดทิ้งคนเสื้อแดง มองเมืองไทยหลังสงกรานต์วิปโยค



โดย ศาสตรา โตอ่อน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
มติชนรายวัน ๑๗ เมษายน ๒๕๕๒ หน้า ๗



การเกิดขึ้นของจลาจลในกรุงเทพมหานคร คือ ความขนพองสยองเกล้าในสายตาของพี่น้องชาวไทยผู้รักชาติรักแผ่นดินทุกคน คือ การแสดงออกซึ่งการไร้ซึ่งอารยธรรมประชาธิปไตยที่ปรากฏต่อนานาประเทศอย่างมิต้องสงสัย

การจัดการสลายการชุมนุมของรัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นสิ่งที่จำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และการปราบปรามของทหารเป็นการกระทำของฝ่ายปกครองที่ได้สัดส่วนอย่างไม่น่าเชื่อ

และต่อจากนี้การเร่งฟื้นฟูบูรณะประเทศต้องดำเนินไปอย่างละเอียดรอบคอบ ระมัดระวัง และสุขุมคัมภีรภาพ ซึ่งผมเชื่อมั่นว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์จะสามารถทำได้

แน่นอนที่สุด ณ วันนี้ คนเสื้อแดงกำลังกลายเป็นจำเลยของสังคม ทั้งสังคมไทยและสังคมโลก แต่เขาเหล่านั้นก็เป็นชาวไทยเหมือนกับเราท่าน ซึ่งข้อนี้ คุณอภิสิทธิ์ก็ได้แสดงความงามน้ำใจโดยการขอบคุณพี่น้องเสื้อแดงที่ให้ความร่วมมือในการสลายการชุมนุมโดยการเดินทางกลับบ้าน เดินทางกลับสู่ชีวิตเดิมๆ คือ ชีวิตที่เกี่ยวพันกับราคาพืชผลตกต่ำ รายได้น้อย หวย และความสิ้นหวังและแน่นอนที่สุดจะไม่ให้เขาเหล่านั้นคิดถึงคุณทักษิณ ก็คงเป็นไปไม่ได้

แม้ทักษิณ ชินวัตร จะกระทำการสิ่งเลวร้ายไว้มากมาย แน่นอนที่สุดเขาต้องกลับมาเข้าคุกตามคำพิพากษาเพื่อดำรงไว้ซึ่งกระบวนการยุติธรรม แต่ทักษิณ ชินวัตร มิใช่หรือ ที่พี่น้องเสื้อแดงรู้สึกว่าเขาเป็นดังเพื่อนที่รู้ใจ เพื่อนที่เข้าใจความแร้นแค้นของเขาเหล่านั้น เพื่อนที่ครั้งหนึ่งเคยจุดประกายความหวังและยังความสุขให้กับเขาเหล่านั้น ผ่านโครงการหลากหลายที่พี่น้องเสื้อแดงรู้สึกว่าจับต้องได้

สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ไม่อาจมองข้าม และพี่น้องชาวไทยไม่ว่าสีเสื้อใดก็ไม่ควรมองข้าม

ความเกรี้ยวกราด ของพี่น้องชาวไทยเสื้อแดงที่แสดงออกในหลายวันที่ผ่านมา หลายคนอาจวิเคราะห์ว่ามีสาเหตุมาจากการรับเงิน หรือการสมัครใจกระทำอันเป็นผลจากการปลุกระดมของเหล่าแกนนำคนเสื้อแดง

แต่สิ่งที่ต้องพิเคราะห์ต่อไป คือ ทำไมคนไทยเหล่านี้ จึงต้องมารับเงินไม่กี่พันบาทเพื่อแลกกับการกระทำที่เขาเหล่านั้นต้องเสี่ยงภัยถึงชีวิต และทำไมการปลุกระดมมวลชนจึงได้ผล จนคนเสื้อแดงสมัครใจเข้าก่ออาชญากรรม

เขาเหล่านั้นรู้หรือไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นผิดกฎหมาย

แน่นอนที่สุดเขารู้ แต่อะไรที่ทำให้คนเหล่านั้น กระทำไปทั้งที่รู้ ลำพังการปลุกระดมก็อาจมีอาจมีผลมากมายต่ออารมณ์ความรู้สึกของคนในชุมนุม แต่ผู้เขียนมีความเชื่อว่า ในบรรดาคนเสื้อแดง มีคนมากมายที่เขาต้องรู้สึกว่าสังคมไทยไม่มีความยุติธรรมสำหรับเขา ผู้เขียนใช่คำว่าสังคมไทยทั้งสังคม มิได้หมายถึงชนหมู่ใด ชั้นใด องค์กรหรือสถาบันใด แต่คือ สังคมทั้งสังคม ความอยุติธรรม ดังกล่าว

ผู้เขียนไม่ขออธิบายด้วยถ้อยคำในทางวิชาการซึ่งมีมากมาย และโดยส่วนใหญ่เป็นคำอธิบายโดยนักปราชญ์ฝรั่ง

แต่ความอยุติธรรมที่ว่า คือ ความรู้สึกที่คนเสื้อแดงจับต้องอยู่ทุกวันกับเงินรายได้ที่แสนต่ำ ความเหนื่อยยากและความฝันลมๆ แล้งกับหวยงวดต่อไป มันไม่มีนิยามทางวิชาการมาอธิบาย แต่มันเป็นความอยุติธรรมที่จับต้องได้ในความรู้สึกของคนเสื้อแดง สิ่งนี้กระมังที่ผลักดันคนเสื้อแดงให้กระทำการจลาจลได้โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ ซ้ำยังมองว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องด้วยซ้ำ

ผู้เขียนจำต้องเขียนโดยไม่ใช่ข้อมูลหรือศัพท์แสงทางวิชาการ แต่ใช่ความรู้สึก เนื่องจากทักษิณ ชินวัตร เป็นอัจฉริยะในการเล่นและหาประโยชน์จากความรู้สึก หากไม่เข้าใจผ่านความรู้สึกของคนเสื้อแดง รัฐบาลอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์อันแสนเชื่องช้าและทึบซึม คงไม่อาจพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ดังเช่นที่ปรากฏนโยบายต่างๆ ที่เดินตามก้นทักษิณ ชินวัตร ซึ่งผู้เขียนยังคงมีความเชื่อว่าหากทักษิณ ชินวัตร ไม่กระทำการคอร์รัปชั่น หรือมักใหญ่ใฝ่สูงจนเกินไป สิ่งที่คนผู้นี้จะได้รับ คือ การเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งสองสมัยแบบครบเทอม พร้อมทั้งการครองอำนาจของพรรคไทยรักไทยได้อีกยาวนาน

และในอนาคตเขาอาจกลายเป็นรัฐบุรุษคนสำคัญของชาวไทยและชาวโลก

แม้ว่าตอนนี้คนเสื้อแดงจะกลับบ้านไปพร้อมกับความย่อยยับทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจที่คนเหล่านี้ไม่เคยได้รับส่วนแบ่ง เศรษฐกิจที่บรรดาอดีตวาณิชธนกิจ เช่น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้รับ แต่คนเสื้อแดงไม่เคยรู้สึกถึงความกินดีอยู่ดีเฉกเช่นคนเมืองหลวงหรือชนชั้นกลาง

แน่นอนที่สุดที่การตอบคำถามสื่อของนายอภิสิทธิ์ต่อสำนักข่าว CNN และ BBC นายอภิสิทธิ์จะกำชัยทั้งในเชิงภาษาและความชอบด้วยกฎหมายเหนือ ทักษิณ ชินวัตร อย่างไม่เห็นฝุ่น

แต่สิ่งที่นายอภิสิทธิ์จะต้องทำ และต้องยอมรับ คือตลอดมาพรรคประชาธิปัตย์ ได้แต่กินฝุ่นเรื่องนโยบายของทักษิณ ชินวัตร และทำได้แต่อาศัยการช่วงชิงจังหวะทางการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาล

สิ่งเหล่านี้เป็นช่องโหว่ของประชาธิปัตย์ที่นายอภิสิทธิ์ต้องอุดรอยรั่วให้ได้ มิใช่เพื่อประชาธิปัตย์แต่เพื่อนคนไทยทุกคน

เหตุการณ์การเมือง สงกรานต์วิปโยค แม้จะยังความเศร้าสลดหดหู่มาสู่หัวใจเราท่านชาวไทยทุกคน เพราะภาพความรุนแรงปรากฏชัดผ่านสื่อและการกระทำเย้ยกฎหมายเป็นสิ่งที่ต้องจัดการ ตามหลักนิติรัฐและนิติธรรม

แต่ความสลดหดหู่ของชีวิตชาวเสื้อแดง หรือคนยากจนในต่างจังหวัดในทุกเมื่อเชื่อวันบางทีอาจโหดร้ายและซึมลึกยิ่งกว่าการเผารถประจำทางซึ่งเป็นเพียงอาการของโรคมะเร็งการเมืองไทย

คุณอภิสิทธิ์เมื่อคุณได้รับโอกาสและคุณพาชาติรอดมาได้ในวิกฤตที่ผ่านมา ขอวิงวอนให้คุณอย่าทิ้งคนเสื้อแดง เหมือนที่เหล่าแกนนำกำมะลอของเวทีคนเสื้อแดงทอดทิ้งตามยถากรรม ผู้เขียนพูดในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่อยากเห็นความวัฒนาสถาพรของประชาชนชาวไทยและกรุงรัตนโกสินทร์สืบไป

Tuesday, April 14, 2009

โกยเถอะโยม



สมัยก่อนแถบภาคกลางชอบมีเสืออาละวาด
เสือมันอยู่กันเป็นชุม
ออกปล้นฆ่า ไม่มีเว้น
เป็นเรื่องราวของยุคไกปืนเที่ยง

มา พ.ศ.นี้
ชุมโจรแตกแล้ว


ภาพหนึ่งที่น่าสังเวชหลังชุมโจรแดงแตก

พระที่เข้าร่วมกับชุมโจรแดง
หนีกลับวัด พร้อมกับพัดลม
ไฮโซจริงๆ


ในขณะที่หัวหน้าโจรไฮโซกว่า
นั่งเริงร่าดูความฉิบหายอยู่ดูไบ

Saturday, April 11, 2009

พ.ศ.๒๕๐๒


ผมได้ยินมาจากครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง
ท่านบอกว่า มีนักคณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ชาวไทยกลุ่มหนึ่ง
ท่านเหล่านี้มีความสามารถในการคำนวณเวลาได้อย่างแม่นยำ
จนราชบัญฑิตยสถานได้เชิญไปบรรยายให้ฟัง

แม้ว่า ณ วันนี้ ตามปฏิทินจะเป็น ปีพ.ศ.๒๕๕๒
แต่ตัวเลขดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนจากเวลาจริง
ประมาณ ๕๐ ปี

ดังนั้น ณ กาลปัจจุบัน พระพุทธองค์ทรงปรินพพานล่วงแล้ว
๒๕๐๒ ปี

ตามพุทธทำนาย คือ กึ่งพุทธกาล

ต่อนี้ บ้านเมือง โลก จะเข้าสู่ยุคตกต่ำ

จน พุทธศาสนา สูญหายในที่สุด

สรรพวิชาต่างๆ จะกลับมาทำลายตนเอง
ผู้คนจะมัวเมา จิตใจหนาหยาบขึ้น
มีแต่การแก่งแย่ง
คนเก่ง ปกครอง คนโง่

คนจน อยู่ในภายใต้อุ้งตีนคนรวยแบบโงหัวไม่ขึ้น

.........

ทางเดียว สำหรับผู้รอด
คือ ภาวนา

ตัวใคร ตัวมัน ครับ

Monday, April 06, 2009

เกล็ดเล็กๆราวๆ พ.ศ.๒๕๓๔


ผมค่อนข้างเป็นคนบ้า
ที่ผมเป็นคนบ้า
เพราะผมเห็นชัดๆว่า
มีความบ้ามากมายอยู่ในตัวผม

การที่ความทุกข์เพื่อนยาก
มาเยี่ยมเยือนเป็นประจำ
ทำให้ผมเริ่มสนใจ
ว่าเราจะออกจากสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร

การที่ผมเป็นเด็กบ้านนอก
ตอนอยู่ กทม.เพื่อเรียนหนังสือ
ก็อาศัยอยู่ในวัด
วัดไม่ได้สอนธรรมะอะไรให้ผม
เพราะพระในกรุงเทพก็อลัชชีดีๆนี่เอง

แต่วัดเป็นสถานที่ที่บ่มเพาะการฝึกฝนได้ดีมากๆ
ต้องตื่นตีสี่ ทำกับข้าวให้พระแก่ที่บิณฑบาตรไม่ได้
ต้องกลับวัดหลังเลิกเรียน
เพื่อทำงานวัดทุกชนิด
รดน้ำต้นไม้
กวาดลานวัด
ล้างถ้วยชาม
ตัดต้นไม้
บางทีก็หาลำไพ่
เวลามีคนมาไหว้หลุมศพในป่าช้า
ด้วยการให้บริการนานาชนิด
ได้รับทิปที่ละ ห้าสิบบาทบ้าง
ร้อยนึงบ้าง

เด็กวัด ก็มีทั้งรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่
บางทีก็ต่อยกัน ตีกันตามประสา
สู้ไม่ได้ก็เจ็บ ก็ร้อง
วันไหนสู้ได้ ก็ลองต่อยกับมันบ้าง
ก็เห็นว่ามันเจ็บเป็นเหมือนเรานี่หว่า

นั่นก็เป็นอาการบ้าๆจากประสบการณ์ชีวิต

............

ผมมีเพื่อนเป็นพระ
หลวงพี่พรชัย มหาเปรียญเจ็ด แฟนหงส์แดงเหมือนผม
หลวงพี่ยอด อดีตนิติรามเรียนไม่จบ เลยมาบวชไม่สึก
องค์นี้ชอบเล่าประสบการณ์วัยรุ่นสมัยเดอะพาเลซให้ผมฟัง
สามเณรหัวเหล็ก ศูนย์หน้าคู่หู พรีเมียร์ลีกหลังโบสถ์
หลวงพี่โก๋ เซียนหมากรุก ที่ผมแพ้ตลอด
หลวงพี่หนุ่ย ชอบนั่งเล่นวีดีเกมส์ ด้วยกัน

นึกแล้วก็ สนุกดี

.......

บางที การไม่ได้อยู่บ้านมาตั้งแต่เด็ก
ทำให้ผมได้สัมผัสชีวิตตามซอกซอยด้วยตัวเองมากมาย

เวลาเดินไปเรียนสวนกุหลาบ
ต้องผ่านแถวสะพานหัน
มีแต่บ้านคนจีน
บ้านเรื่อนแบบจีน
กลิ่นยาสูบ ไก่ต้ม ซาลาเปา
หนูท่อตัวเท่าแมวเดินตัดหน้า

พอเลยย่านจีน เข้าเขตแขกพาหุรัด
กลิ่นสาปแขก แกงกะหรี่ กลิ่นธูปกำยาน
คละคลุ้ง โต๊ะขายหมาก แขกขายถั่ว

เหตุนี้กระมัง ที่ผมชอบอะไรแบบจีนๆ
แขกๆ ชอบอ่านปรัชญาจีน
ศาสนาพุทธ นี่ก็ปรัชญาแขก
เพราะพระพุทธเจ้าเป็นแขก



ตกดึก บางทีไปเดินเล่นเยาวราช
หาอะไรกิน จนอ้วน
ตีสนุกเกอร์ ห้างคาร์เธ่
เดินดูอาหมวยวัยรุ่น
แต่ไม่กล้าจีบหรอก ใจปิ๊ด

เสาร์อาทิตย์ ตอนบ่ายไม่มีอะไรทำ
ไปเดินสะพานหัน สะพานเหล็ก คลองถม
มีแต่หนังโป๊ ขายเต็มไปหมด
บางทีผมก็ตีตั๋วหนังเข้าไปดูตามโรงหนังชั้นสอง
แน่นอน โรงหนังแถวนั้น ชอบมีข่าวอาแป๊ะ หัวใจวายตาย
ฮา ฮา

...........

อยู่วัด บางทีมันเหงานะ
มันไม่มีใครที่เอาใจเรา
เราต้องทำแต่งาน
เรียนหนังสือ

โลกในโรงเรียน
กับโลกในวัดช่างต่างกัน

เวลาไปโรงเรียนผมเดินอย่างภูมิใจ
เวลากลับวัด ก็พบความจริงเสมอ
ว่าเราเป็นเด็กวัด คนนึง

บางทีชอบมีอาซิ้มแก่ๆมาถาม
ว่าเรียนโรงเรียนนี่เหรอ
ก็ภูมิใจในฐานะเด็กบ้านนอกที่ได้เข้าเรียน
ในโรงเรียนที่คนกรุงเทพๆยังอยากเรียน
แต่พอเข้าวัด ก็กลายเป็นไอ้โตของทุกคน
ของทุกงาน
ของทุกถ้วยชามที่ต้องล้าง
จีวรพระที่ต้องซัก
กับข้าวที่ต้องทำ

.......

ในโลกของมายาคติแห่งการศึกษา
ผมกลายเป็นนักเรียนในโรงเรียน
ที่มีขุนน้ำขุนนางจบมาหลายคน

ในโลกของวัด
ผมคือ คนงานคนนึง
ที่ต้องทำงานอย่างเสมอหน้ากัน

.........

ช่วงเวลายีสิบกว่านาทีที่ผมเดินจากวัดไปโรงเรียน
และเดินจากโรงเรียนกลับวัดในตอนเย็น
ผมเดินผ่าน หลายความรู้สึก
หลายฉากองค์ของชีวิต

มันเป็นขณะเล็กๆ
แสนธรรมดา
ที่ซุ่มซ่อนความหมายในจิตใจ

ว่ามีหลายฉากองค์เหลือเกินที่เราต้องเฝ้าดู

Tuesday, March 31, 2009

เราจะเข้าถึงชีวิตและความจริงผ่านทางหัวใจเท่านั้น


โดยอาชีพ ผมทำงานอยู่กับความคิด
สอนหนังสือ ทำวิจัย ให้ความเห็น
จนกลับเข้าห้องเรียนมาเป็นนักเรียนอีกที
หากิน ด้วย ความคิด

ความคิด เป็นอะไรบางอย่างอยู่ในหัวผม
ส่วนใหญ่ผมได้มันมาจากการอ่านหนังสือ
การอ่านเอกสาร การจดจำ ใคร่ครวญ ทำความเข้าใจ
และความคิดมันก็ทำงานของมันเอง
ผ่านข้อมูลที่วิ่งวนอยู่ในสมอง

ความคิด ก็คือ ความคิด
มันคือการถ่ายสำเนา
บางทีมันก็คือการผสมรายละเอียดแห่งข้อมูล
ที่ระบุไว้ในสำเนา

ในโลก ของความคิด
ช่าง น่าเบื่อ
บางทีมันทำให้ภาคภูมิ
และบ้า

บางทีมันก็เป็นเครื่องมือในการประกาศอัตตา
ว่ากูแน่ กูหนึ่ง
กูร้มากกว่า กูเก่งกว่า

ทั้งหมด ทั้งมวล
ทุกข้อมูล และการแสดงออก
ล้วนวิ่งวนอยู่รอบๆ
ตัวกู

............


ไม่ว่าคุณจะคิดได้มาก ได้ดี เพียงใด

สิ่งที่คุณปฏิเสธไม่ได้

คือ คุณมักจะเจ็บหน้าอกอยู่เสมอ

บางครั้งมันเจ็บ ดิ้นๆ แบบสุขๆ
บางครั้ง มันแสบๆ คันๆ
บางครั้งก็เจ็บปวดทรมาน
บางครั้งมันก็พาเราวิ่งไล่ตามอะไรบางอย่าง
เมื่อหยุดพัก หัวใจก็หวิวๆ พล่ามัวอ่อนแรง

เคยเห็นไหม บางทีหัวใจคุณมันร้องเพลงเอง
บางครั้ง มันก็ส่งเสียงบางอย่างออกมา
บางทีมันถ่ายทอดรวดเร็ว จนกลายสภาพเป็นความคิดไปอย่างไล่จับไม่ทัน


หัวใจ และความรู้สึกหลากหลายบอกอะไรเราหลายอย่าง

....................


ค่อนข้างยาวนานทีเดียวที่ผมใช้ชีวิตอยู่คนเดียว
อยู่และเริ่มสังเกตความเป็นไปของหัวใจตนเองในแต่ละเหตุการณ์
นี่ไม่ใช่สำนวนโวหารโรแมนติก
แต่คือสิ่งที่ผมสังเกตว่า
นอกจากหัวใจจะเต้นไปตามหน้าที่ทางชีววิทยาแล้ว

ในหัวใจของเรามันมีอะไรบางอย่างมากไปกว่านั้น


เคยนอนคิดถึงคนที่คุณตกหลุมรักไหม
มันสุขแบบหวิวๆ ตรงหัวใจ
จนต้องเอามือมากุมไว้ที่หัวใจ

เคยอกหักไหม
มันเจ็บตรงหัวใจจริงๆ
อกมันคงหักไปกระแทกเอาหัวใจกระมัง

เคยกอดกับคนที่คุณรักไหม
มันชื่นฉ่ำไปทั้งหัวใจ

เคยมีคนที่คุณรักตายจากไปไหม
หัวใจมันหล่นไปอยู่ตาตุ่ม
พาลเข่าอ่อน


หัวใจเปลี่ยนสีได้
เปลี่ยนความรู้สึก
บีบเค้น กดดัน
พาเรา เริ่งระบำ
และร่ำไห้

..............

หัวกบาลและความคิดช่างแห้งแล้ง
เพราะมันอยู่ไกลจากเมืองหลวง

หัวใจและความรู้สึก ช่างมหัศจรรย์
เพราะมันคือเมืองหลวง
ที่อาจมีงานฉลอง งานชุมนุม วิกฤตการณ์
ความรัก ความเบิกบาน ความเศร้าใจ

ด้วยเหตุประการทั้งปวง

เราจะเข้าถึงชีวิตและความจริง
ก็โดยผ่านทางหัวใจเท่านั้น

เพราะหัวกบาลและความคิด นอกจากข้อมูลแล้ว
แทบไม่ได้บอกอะไรเราเลย


ลองเงยหน้ามองฟ้า
สูดลมหายใจลึกๆ
เลือกเอาดาวดวงใดบนท้องฟ้า
ดวงที่สวยที่สุด
รู้สึกว่ามันเป็นบ้านของคุณ

สูดลมหายใจลึกๆ

คุณจะพบว่า ดวงดาวยิ้ม
และส่งพลังมาให้คุณ

.....

หัวใจเท่านั้น

ผมเชื่อและรู้สึก

Wednesday, March 25, 2009

ไอ้หนุ่มบาเยิน


ไอ้หนุ่มบาเยินขนานแท้ ต้องนุ่งกางเกงหนัง

ผมยังจำได้ ตอนงานระเริงเบียร์

ประตู รถไฟใต้ดินเปิดออก

ไอ้หนุ่มเยอรมันล่ำบึก ประกาศอัตตาลั่น

Ich bin Nuernberger !

กูเป็นชาวเนินแบกว่ะ

พูดจบซดเบียร์พรวดใหญ่แล้วร้องเพลงเสียงดังขรม

ไปกันเป็นกลุ่มไปกันเป็นพวก

ว่าแล้ว นึกถึง โฉน ลำไพร แอน เดอะ แกงค์

ในเสเพลบอยชาวไร่

ตกเย็นกินเหล้า

แก้วหนึ่ง นงนุช

แก้วสอง พุทธวาจา

แก้วสาม องอาจ แกล้วกล้า เพราะข้าคือหนุ่มไทย

หุยฮา โห้ ฮิวววววววววววว !

........

ฝรั่งแท้ๆโดยเฉพาะชาวยุโรปเนี่ย

มันน่ารักอย่าง คือ มันเป็นของมันยังไงมันก็เป็นยังงั้น

พ่อ แม่ มันเป็นใคร มันรู้จัก

มันเกิดเมืองไหน มันรัก มันภูมิใจในโคตรสักหลาดมัน

กู ไอ้หนุ่ม บาเยิน โว้ย

กู ไอ้หนุ่มเนินแบก โว้ย

Prost ! กระดก กระเดือกเบียร์กันจุกลิ้นปี่

.........

ไอ้ผม ก็คนนึง ที่แต่ไหนแต่ไร

ภูมิใจหนักหนา ที่ได้เกิดเป็น ไอ้หนุ่มระจัน

รบพม่า แพ้ก็ช่างมัน ได้รบก็เป็นเกียรติ

สมเกียรตินักรบ

จะว่าไป นิสัยผมนี่ก็ยุโรปมาตั้งแต่เด็ก

ฮา ฮา

........

ว่าแล้วก็อดสังเวช ไอ้พวก จกเปรต ทั้งหลายไม่ได้

โดยเฉพาะ คนไทยยุคหลัง

ฝรั่งเห็นมันคงขำ

โคตรเหง้า บ้านเมืองมึง ไม่มีอะไรให้ภูมิใจหรือฟะ

ต้องมาตามดมก้นกรู

ฮา ฮา

ชาติมึงก็ไม่ภูมิใจ ไล่ตามดมก้นฝรั่ง

ใครพูดศาสนาหาว่าหมามาเยี่ยวรด อุวะ

กษัตริย์ทรงธรรม ไอ้พวกจกเปรต ก็ริจะโค่น

.........

บาเยิน เนินแบก ระจัน

เดินกอดคอกันกินเบียร์

เดินไม่ล้ม เพราะ มีรากว่ะ

..........

ผมมีเพื่อนคน หมอนี่มาจากโรม

เรียนโบราณคดี ยังกับ อินเดียน่าโจน

ไอ้นี่ตอนเช้า มันต้องประกาศก้องเป็นภาษาเยอรมันสำเนียงโรม่า

Ich bin Romano !

กาแฟข้างถนนมันไม่กิน

มันภูมิใจกาแฟชาติมันหนักหนา

เวลาผมสั่งกาแฟ คาปู มัคคิ เอสเปรส

มันต้องบุ้ยปากบอกว่า

มึงกินไรฟะ นี่มันไม่ใช่กาแฟ

ต้องไปกินร้านนั่น ร้านนี้ ร้านอิตาลี ของโคตรมัน

ไอ้นี้มันก็บ้าดี

มันคงภูมิใจมัน

............

บทความนี้ จงใจเขียน

เพื่อกระทบ กระเทียบ กระแทก

พวก จกเปรต ทั้งหลาย ว่ะ

มีไรไหม อิ อิ

..........

Friday, March 20, 2009

บทความการเมือง ไม่มีชื่อ


ฝรั่งเศส เตรียมประท้วง ซาโกซี่ ที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ตก
คาดว่าราวๆล้านจะออกมาประท้วง
เยอรมัน ประชุมแทบทุกวัน บริษัท รถ เตีรยมเจ๊งกันเป็นแถบ
เศรษฐีบางคน ฆ่าตัวตาย ด้วยให้รถ Deutsche Bahn ชนเล่น
สิงคโปร์ เจ๊ง แล้ว เทมาเส็ก ขาดทุนบรรลัย
มาดาม โฮซิง ออกแล้ว
ญี่ปุ่น ส่งออกลดลง ห้าสิบเปอร์เซน
โซนี่ วอคแมน ไม่มีขาเดินไม่ได้
จีนทุ่มเงินก้อนยักษ์ ลงละลายในวิกฤต
มังกรละลายฮวงโห

........

ไทยเรายังสบาย เพราะเราอยู่รู้พอเพียง

........

อ้ายปัญญาชน สังกัดทาสทางปัญญา
ยังพร่ำเพ้อพรรณา ถึงสมัยปฏิวัติ ราวสอง สามร้อยปีก่อน
บ้า โง่ เพี้ยน

..........

พ่อ อ้ายปัญญาชนเหล่านี้ คือ อ้ายฝรั่งมันล่มจมแล้ว
ก็เมตตามัน

แต่อ้ายปัญญาชน ยังโง่งม นั่งเฝ้ากองมูตรทางปัญญาตักมาเสพกิน
อ้ายผมล่ะก็กลุ้ม

..........

ทุกอย่างมีกรรมเป็นคำตอบ

กรรมแรง คือ พวกเนรคุณ กลับมาล้างโคตรแผ่นดินตัวเอง

.......
จบไม่สวยหรอกพี่น้อง

Monday, March 16, 2009

รงค์ สู่ วงษ์สวรรค์


อาลัย รัก พญาอินทรี ผู้ลี้ลับ

ผมเคยนอนอ่านหนังสือ ของปู่รงค์ สมัยอยู่หอพักแถวพรานนก

อ่านแบบไม่ค่อยวาง

จมอยู่ในตัวอักษร

มติชนสุดสัปดาห์

หลังจากดู เกจินู้ด

ก็ต่อด้วย ปู่รงค์

และตามด้วย ไมเคิล ไรท์ ผู้ล่วงลับ

.......

แป้นพิมพ์ ที่สวนทูนอิน ต่อนี้ คงไม่กระดิก

ไม่มีต้นฉบับส่งลงมาพื้นราบ

ไม่มีการเรียงพิมพ์

ข้าพเจ้า คงอ่านมติชนแบบเหงาๆ

.........

ขอให้ปู่รงค์ ไปสู่ วงษ์สวรรค์

Saturday, March 14, 2009

เอาใจช่วยพญาอินทรี


รงค์ พญาอินทรี วงษ์สวรรค์
นักเขียนที่ผมชื่นชอบ และมีอิทธิพลคนนึงต่อวิถีชีวิตผมในช่วงหนึ่ง
เสเพลบอยชาวไร่ สนิมสร้อย บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า
และหนังสือ แนวเสรีชนอีกมากมาย คืองานของ ปู่รงค์

ทูนอิน จะ Turn on และ Drop out ต่อไปหรือไม่
ขอส่งแรงใจช่วย ปู่รงค์
ขณะนี้พญาอินทรีป่วยหนักอยู่ที่เชียงใหม่
ด้วยโรคไต และมีเลือดออกในสมอง

คุณพระ คุณเจ้า กรรมดีที่เคยทำ
โปรดคุ้มครอง ปู่รงค์ ทั้งยามเจ็บ และยามหาย

Wednesday, March 11, 2009

บทสวดเลอะเทอะ







ดวงตะวัน จันทรา ข้าเป็นส่วนหนึ่ง
ในร่างกายและจิตใจนี้ ช่างเป็นมายาอันน่าเบื่อหน่าย
เจ้า คือใคร
ทำไมจับข้ามาขังอยู่ในนี้
ในร่างกาย และจิตใจที่เปลี่ยนแปรไม่มีวันหยุดหย่อน


ดวงตะวันจันทรา ข้าเหนื่อยล้า
ข้าคิดถึงความสุขนิจนิรันดร์
แต่ภายใต้เนื้อหนัง และภาพมายา
ที่หมุนวนไปมาในข้า
ช่างทรมานอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ยามข้าเหนื่อยล้า
พักผ่อนกายา
ตั้งจิต รำลึก
ว่าข้าเป็นส่วนหนึ่งของเจ้า
เจ้าโปรดเมตตา มอบพลังแก่ข้า
เพื่อหลุดพ้นไปจากคุกแห่งกายใจนี้

ข้าทำการงาน
มิหวังอื่นใด
เพียงทำไปตามหน้าที่ในกงกรรม
ข้าโศก ข้าตรม
ข้าเหนื่อย ข้าล้า
เจ้ามิใช่หรือ ที่ส่งข้ามา
แล้วเหตุใด จึงทอดทิ้งข้า

ข้าอาจโง่งม จ่อมจมมายา
แล้วใครสร้างข้า ให้มาทุกข์ทน
ตะวัน จันทรา เจ้าคือ พ่อ แม่ข้า
โปรดอย่าทอดทิ้ง

โปรดประทานพร
พลังวังชา
ชำระกาย จิตข้า
ให้หายล้าเหนื่อย

ข้านอนกลางดิน
ผินหน้าสู่ฟ้า
หมดเรี่ยวแรงพา
จิตใจทุรณ
ภาพมายาวนเวียนไปมา
ข้ารู้เท่าทัน
แต่มันยังอยู่

ตะวัน จันทรา
ข้ายอมแพ้แล้ว
หัวใจกล้าแกล้ว
หมดแล้วสิ้นแรง

โปรดจงชำระ
สะสางมายา
ในกายใจข้า
ได้เวลาแล้ว


ตะวันจันทรา
โปรดเมตตา

โปรดเมตตา

โปรดเมตา

Saturday, March 07, 2009

๕ หนังในใจผม


ผมชอบดูหนัง แต่ดูไม่เยอะหรอก
มีหนังในดวงใจกับเขาเหมือนกัน
สมองอาจไม่ใหญ่ แต่มีหัวใจนะ

เรื่องที่ ๑ Life is beautiful หนังอิตาลี
ท่ามกลางความโหดร้ายของสงคราม
กุยโด้ผู้พ่อ เขาทำทุกอย่างด้วยความรักที่มีต่อลูกชาย
จนกระทั่งก่อนเขาตายด้วยคมกระสุนไม่นาน
ก็ยังมีแก่ใจทำให้ลูกยิ้ม

ผมชอบฉากที่ลูกแอบอยู่ในรัง
มองรอดช่องออกมาเห็นพ่อถูกทหารจี้ด้วยปืนยาว
พ่อรู้ว่าลูกหลบอยู่ตรงนั้น
กลัวลูกจะเศร้า เลยต้องเดินเตะเท้าสูงๆ
ทำตลกให้ลูกดู
หลังจากนั้น เขาถูกนำไปที่มุมตึกแล้วถูกยิงตาย


เรื่องที่ ๒ Schinler's List

หนังสงคราม
เรื่องของนักธุรกิจที่ทำโรงงานในเยอรมัน
เพื่อช่วยยิว

ผมชอบฉากจบ ตอนสงครามเลิก
ยิวนับพันมาส่ง ชินเล่อ

แต่ชินเล่อหันไปมองรถยนต์ตนเองแล้วร้องไห้

เหตุผลที่เขาร้องไห้ คือ เขาลืมขายรถยนต์ของตัวเอง
ถ้าเขาขาย เขาสามารถนำเงินไปช่วยยิวเพิ่มได้อีกหลายคน

เป็นความประเสริฐของหนุ่มเยอรมัน

เรื่องที่ ๓ Hero
หนังจีน ชอบสีของหนังและปรัชญาแฝงเร้น
มิตรภาพระหว่าง กระบี่หัก กับ จิ๋นซี
แม้มิได้พบหน้า
แต่หากเข้าใจเจตนา ก็คือ เพื่อนแท้

หิมะเหิร โดยจางม่านอี้ สวยชะมัด

ผมดูหนังเรื่องนี้ ตอนนั้น เลยได้แรงบันดาลใจ
ไปเขียนกวี ชื่อ ใต้หล้า ลงในหนังสือรพี

เรื่อง ที่ ๔ ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑

หนังไทย เป็นหนังที่ทำได้อิ่มเอม
ถ่ายทอดภูมิปัญญาไทยได้น่ารัก
ปรัชญาพุทธที่ปรากฏ สอนให้คนเรา
ใช้หัวใจ มากกว่า หัวสมอง
ตรงนี้แหละที่ผมต่างจากนักวิชาการท่านอื่น
ผมว่า คนเรามันต้องเอาสมองมาเป็นลูกน้องหัวใจ

เรื่อง ที่ ๕ รักแห่งสยาม

ผมไม่ได้เป็นเกย์ แต่ชอบหนังเรื่องนี้มาก

ความรักที่บริสุทธิ์ ระหว่าง คนเพศเดียวและต่างเพศ
มันสวยงามเท่าๆกัน

ความรัก ก็คือ ความรัก ไม่ว่าเกิดกับใครที่ใด

ถ้ามันเป็นรัก มันก็มีค่าเสมอกัน

ตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง

ชอบจริงๆ เรื่องนี้

..........

จบและ