Saturday, January 13, 2007

รถเมล์สาย ๕๖


รถเมล์สาย ๕๖

สมัยผมยังเป็นเด็กน้อย เริ่มเข้ากรุงเทพฯมาเรียน ม.๑ ใหม่ๆ สมัยนั้นผมมีถิ่นพำนักอยู่ ณ อารามหลวงชั้นเอกแถวสำเพ็ง

งานอดิเรกยามว่างจากงานอารามหลวงกุลีไร่กรรมกร ในบ่ายวันเสาร์หรืออาทิตย์ นอกจากไปอ่านหนังสือแถววังบูรพาแล้ว ผมยังชอบเดินทางไปในที่ต่างๆที่ผมอยากไป มั่วๆไปแบบบักหำน้อยตะลุยกรุง

อยู่มาวันหนึ่ง ผมเกิดนึกถึงหนังสือเรียนวิชาต่างๆสมัยประถม ผมจำได้ว่าทุกเล่ม มักจะเขียนว่า จัดจำหน่ายโดยศึกษาภัณฑ์พานิช ราชดำเนิน ตอนประถมตามประสาเด็กบ้านนอก ผมเลยวาดจินตนาการว่า ศึกษาภัณฑ์มันต้องเป็นร้านที่ใหญ่มาก มีเครื่องเรียนเครื่องเขียนเต็มไปหมด น่าตื่นตาตื่นใจเป็นแน่

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงปักใจว่า เอาล่ะ วันนี้เราต้องออกท่องเที่ยวในเมืองใหญ่โดยมีจุดหมายที่ ศึกษาภัณฑ์พานิช สนุกล่ะตู

ผมเดินออกมาที่ป้ายรถเมล์หน้าวัด แล้วคอยมองว่ามีรถเมล์สายใดบ้างที่ผ่านราชดำเนิน เพราะศึกษาภัณฑ์มันอยู่ราชดำเนิน ฉลาดไหมล่ะ

ในที่สุด ผมก็พบหนทางแห่งการเดินทางอันน่าตื่นเต้นของผม รถเมล์สาย ๕๖ มีข้อความเล็กๆบ่งบอกว่าผ่านหลายสถานที่มาก แต่มีคำว่า “ราชดำเนิน” รวมอยู่ในข้อความบนป้ายข้างรถ “มันล่ะตู”

รถเมล์ ๕๖ กระชากออกตัวอย่างแรง รถวิ่งขึ้นสะพานพระปกเกล้า ฯ คูแฝดของเมโมเรี่ยล บริด ผมเพิ่งรู้ว่า ราชดำเนิน คงอยู่แถวฝั่งธนกระมัง ฉลาดไหมล่ะ ผม รถเมล์วิ่งมาถึงสี่แยกแล้วเลี้ยวเข้าถนนอสรภาพ อู่ทองใน

เห็นกรมหลวงชุมพรด้วย จากนั้นรถแล่นผ่านมาถึงสี่แยกศิริราช แล้วเลี้ยวขวาตรงขึ้นไปที่ถนนจรัลสนิทวงศ์ ราชดำเนินนี่ไกลเหมือนกันแฮะ

รถวิ่งมาบนถนนจรัลฯวิ่งไปเรื่อยจนถึงปิ่นเกล้า โอ้โหนั่นห้างพาต้าที่มีโฆษณาในทีวีนี่หว่า เราได้มาเห็นแล้วหรือนี่

รถวิ่งต่อมาบนถนนจรัล ฯผมเริ่มไม่รู้จักเส้นทาง เริ่มลนลาน ว่าทำไมมันไม่ถึงราชดำเนินซะที

รถวิ่งมาเรื่อย มาเรื่อย จนมาเลี้ยว ขวาขึ้นสะพานซังฮี้ คราวนี้งงเป็นไก่ตาแตก รถก็ติดมาก ผมนับเวลาตอนนี้ปาเข้าชั่วโมงครึ่งสำหรับการเดินทางไปศึกษาภัณฑ์

พอลงจากสะพาน ผมจำไม่ได้ว่ารถเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาต่อมาไม่รู้อีกกี่ที่ ผมเริ่มสับสน เราหลงทางรึเปล่า ทำไมไม่ถึงราชดำเนินซะที

ในที่สุดรถก็มาถึงราชดำเนิน และผมก็มองเห็น ศึกษาภัณฑ์พานิช เป็นร้านใหญ่โตทีเดียว แต่ผมหมดความตื่นเต้นไปเยอะ เพราะความกลัวหลงทางเล่นงานเอาเหนื่อย เวลาผ่านไปนานพอดู ผมเลยรีบเข้าไปเดินข้างในศึกษาภัณฑ์ พรางคิดในใจว่า ในที่สุดเราก็มาถึงจนได้เล่นเอาเหนื่อย
.........................................
ได้เวลาที่ผมจะกลับแล้ว ผมมองไปที่ป้ายข้างรถเมล์ดูว่า จะมีคำว่า จักรวรรดิ ติดอยู่บนป้ายรถเมล์คันใดหรือไม่ ในที่สุดผมก็เจอ เจอมันบนป้ายรถเมล์สาย ๕๖ สายเดิม ผมกระโดดขึ้นรถ รถแล่นมาสิบนาทีก็ถึง วัดจักรวรรดิราชวาส ถิ่นพำนักของผม

ผมรู้สึกโล่งใจที่กลับมาถึง วัดจนได้ วัดของผมกับศึกษาภัณฑ์แท้จริงห่างกันเพียงสิบนาทีเท่านั้น
ผมนี่โง่ชะมัด ผมไม่รู้ต่างหาก

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ คือ เมื่อผมรู้แล้ว ความกลัว ความสงสัย ความเหนื่อย ก็หายไป

นับแต่นั้นผมก็ยังมีโอกาสขึ้นรถเมล์สาย ๕๖ ของชีวิตอีกหลายครั้ง ขึ้นด้วยตัวเอง หลงด้วยตัวเอง เหนื่อย ทุกข์ ด้วยตัวเอง และหาทางลงด้วยเอง

จนถึงวันนี้ ราชดำเนิน ศึกษาภัณฑ์ เยาวราช เวิ้งนาครเขษม สำเพ็ง สะพานหัน พาหุรัด สนามหลวง วัดพระแก้ว พระอาทิตย์ พระจันทร์ ท่าเตียน ศิลปากร ท่าช้าง วังหลัง โต๊ะสนุก วงเหล้า วงหมากรุก โรงน้ำชา โพไซดอน ชองเซลิเซ่ (เมืองไทย) ดูดวง ส่องพระ ธรรมศาสตร์ จุฬา สุรา นารี ความทุกข์ ความสุข ความอยาก ความใคร่ ความกลัว ความทรมาน ความเจ็บปวด การเมือง การต่อสู้ การสัปปะยุทธ การชกต่อยแบบข้างถนน การโดนคนเอาตีนตะบันหลัง หมัดตะบันหน้า การด่าทอ การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ความมีมิตรไมตรี เธอ เธอ เธอ กระทั่งเธอ กระทั่งความรัก กระทั่งความหอมหวาน กระทั่งความเจ็บปวดรวดร้าวแหลกลาญ และอีกนานาประการ

ทั้งหมด เป็นเพียง รถเมล์สาย ๕๖

นี่คือวันหนึ่ง วันเล็กๆ ของเด็กเล็กๆที่เดินทางคนเดียวในเมืองใหญ่ อย่างไม่รู้อะไรเลย
เช้าวันเด็ก ผมตกเครื่องบินไปอุบลฯ บางทีการตกเครื่องบินก็มีข้อดีเหมือนกัน นอนยาวๆ
...................................
ขอให้เด็กทุกคนเดินทางในถเมล์ชีวิตของเธอต่อไป
จงเดินทางเด็กๆ
และจงเดินทางอย่างปลอดภัย
เพราะ ฉันเชื่อในความมีสติปัญญาของพวกเธอ
แล้ว เธอทั้งหลายจะได้เรียนรู้ ว่ารสชาติแห่งความสุขที่แท้เป็นอย่างไร
................................
คำขวัญวันเด็กแด่คุณหนูๆจากบางตอนของเพลงวันเด็ก ของพี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง

“เด็กในวันนี้ คือผู้ใหญ่ในวันพรุ่ง เด็กคือสายรุ้งงามหลากสีสัน
อยากให้โลกสวยต้องช่วยให้เด็กมีฝัน เด็กคือบุคคลสำคัญ ให้วันเด็กมีหลายวัน”
..............................
รักเด็ก
...................
เมฆบ้า The Kind

6 comments:

Anonymous said...

ชอบบทความอาจารย์นี้มาก
สวัสดีวันเด็กค่ะ

Anonymous said...

พี่โตเขียนเรื่องนี้ได้สนุกจัง อ่านแล้วเพลินดี

เขียนแนวนี้บ่อยๆ นะคะ

แวะมาทักทายค่ะ ^_^

Anonymous said...

i like your style

Unknown said...

"56" ผ่านหน้าบ้านผมด้วย

ผมอยู่จรัญสนิทวงศ์ 57 ครับ

ผมเองผูกพันกับรถเมล์สายนี้อยู่

นั่ง "56" มาตั้งแต่ อนุบาล เพราะเรียนที่อนุบาลละอออุทิศ (ข้างราชภัฏสวนดุสิต)

ตอนอยู่ปี 4 ฝึกงานที่ศาลรัฐธรรมนูญ ก็นั่ง "56"

แล้วก็นั่ง "56" ไปบางลำภูกับคุณแม่เกือบทุกเดือน


จำได้ว่ามีอยู่ครั้งนึง ตอนนั้นผมอยู่ประมาณ ป.1-ป.2 คุณแม่ผมเกือบถูกล้วงกระเป๋าบน "56" ดีที่กระเป๋ารถเมล์เห็น เลยร้องขึ้น พอดีรถกำลังติด มันก็เลยกระโดดวิ่งหนีเข้าไปในซอยข้าง สนง.ที่ดิน (ซอย 59)

crazycloud said...

ความไม่รู้ ทำให้เรามืดบอด
ความมืดบอดที่ร้ายกาจที่สุด คือ ความมืดบอดในจิตตน
ซึ่งหาได้มีจิตใดไม่

หาแลเห็นรถเมล์สาย ๕๖ ในจิตตนซึ่งไร้รูป ไร้ตน เป็นเพียงสังขต แล้วไซร้

รถเมล์สาย ๕๖ ก็คือ สังขตธาตุ อันหาแน่นอนมิได้

ผมใช้ชีวิตอยู่ เพื่อตัวเองเพียงประการเดียว คือ การขูดเกลาตน เพื่อสัมผัส อสังขตธาตุ บรมธรรมเร้นลับให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

Anonymous said...

ขออนุโมทนา กับความช่างคิดของคุณจริงๆนะ
พึ่งได้รู้จักกัน ก็วันนี้ อยากเป็นกำลังใจให้ขยันคิด
ขยันทำ ต่อไป ทำดีได้ดีแล