Friday, March 30, 2007

สนามเล่นเด็ก


สนามเล่นเด็ก


เด็กชายหมี จูงมือน้องพุ่มไม้ ไปเล่นกันที่สนามเด็กเล่น

น้องพุ่มไม้ ขึ้นไปนั่งบนชิงช้า เด็กชายหมีคอยแกว่งให้

สนุกกันใหญ่ตามภาษาเด็ก

ที่ม้าหมุน น้องดำ น้องละมุด น้องชาเขียว น้องโอ กำลังเล่น ม้าหมุนอยู่กับพี่คิวอย่างสนุกสนาน

เด็กชายหมี และน้องพุ่มไม้ เห็นดังนั้น จึงเข้าไปร่วมวงม้าหมุนด้วย

พี่คิว ต้อนรับเด็กชายหมี และน้องพุ่มไม้ อย่างเต็มใจ

เด็กทั้งหมดจึงเล่นม้าหมุนกันอย่างสนุกสนาน

เมื่อเล่นเหนื่อยแล้ว พี่คิว ก็พาน้องๆทุกคน ไปกินไอติม

สนุกจริงๆ

...........


สี่สิบปีต่อมา


เด็กชายหมี หรือ โทนี่ แบลร์ ได้เป็นนายกชาวเกาะบ้าบอล

น้องพุ่มไม้ หรือ จอร์จ บุช ได้เป็นประธานรัฐรวมแมคโดนัล

น้องดำ หรือ ซัดดัม ฮุสเซน ได้เป็นประธานลุ่มน้ำไทกริส ยูเฟรติส

น้องละมุด หรือ มามุด อามาดิเนจาด ได้เป็นประธานแห่งเปอร์เซีย

น้องชาเขียว หรือ ฮูโก้ ชาเวซ ได้เป็นประธานแห่งเมืองนางงามจักรวาล

น้องโอ หรือ โอซามา บิน ลาเดน ได้เป็นดาราฮอลลีวู้ด ฝ่ายโจร

ส่วนพี่คิว พี่ใหญ่ หรือ ฟิเดล คาสโตร ได้เป็นประธานเกาะซัลซ่าส์ ตอนนี้พี่คิวกำลังป่วยหนัก

................

น้องโอ ส่งเรือบินเด็กเล่นไปถล่มตึกขายลูกกวาด ของน้องพุ่มไม้ จนกลายเป็น กราวด์ ซีโร่ ไฟลุกท่วมเลย

เด็กชายหมี และน้องพุ่มไม้ จึงส่งกำลังทหารเข้าไปจับตัว น้องโอ

และยัง เข้าไปถล่ม น้องดำ และจับน้องดำแขวนคอเล่น สนุกดี

อีกไม่นานก็จะรุกคืบ ไปหา น้องละมุดแล้ว โดยหาว่าน้องละมุดเล่น ระเบิดนิวเคลียร์เสียงดัง หนวกหู


น้องชาเขียว ไปเยี่ยมไข้พี่คิวเป็นระยะ
ตอนนี้น้องชาเขียวกำลังตั้งแกงค์ใหม่ในลาติน
เอาไว้ไปเล่นกับ เด็กชายหมีและน้องพุ่มไม้ ใหม่

..............

ทุกคน เรามาเล่นม้าหมุนกันนะ

หมุนให้โลกวิ่งเร็วจี๋ แกว่งชิงช้าให้หัวเหวี่ยง มึนดี

แล้วอีกไม่นาน เราค่อยตามพี่คิวไปกินไอติมกันนะ

สนุก สนุก

...............

เมฆบ้า

Wednesday, March 28, 2007

Beauty Funeral


Beauty Funeral

มหาปราชญ์ใกล้ดับชีวาวาย

เหล่าสานุศิษย์ล้วนรายอยู่ล้อมรอบ

ตามตำรับกตัญญุตา เหล่าศิษย์ยา รอฟังคำตอบ


มิทันพลันเกษรพิกุลหลุดร่วง

คหบดี Tycoon สั่งลูกน้องเตรียมจัดงานศพให้สมฐานะความยิ่งใหญ่

เตรียมโลงทอง ฝังเพชรนิลจินดา นานา

เตรียมดนตรีเครื่องสายวงใหญ่เบิ้ม

ทำพีธี เจ็ด ทิวา เจ็ดราตรี

ประโคมดนตรี นางฟ้อน ภักษาหารชั้นเลิศ เป็ดโลหิตจากปารีส เซ่นสรวงดวงวิญญาณอย่าได้ขาด

ประดับไฟโคมระย้า แชนเดอเรีย จาก จิออจิโอ้ กาลากิณี่ ให้ทั่วทั้งปรัม

แลให้เชิญ เจ้าเจ็ดหัวเมือง เซียนทั้งแปด กระทั่งบรรดา อภิรัฐมนตรี มาประชุมเพลิง โดยพร้อมเพรียง

ของชำร่วย เป็น คอมพิวเตอร์ โน้ตบุค แอปเปิล เจเพรส คนละเครื่อง


ประกาศความร่ำรวย และความยิ่งใหญ่ให้ระบือลือไกล เจ็ดคาบมหาสมุทร บอลข่าน คามชาสก้า และเกาหลี

.................


ช้าก่อน ไอ้ศิษย์รัก หยุดฟังคำ


เจ้าจะเอาเตียงตั้ง โลงทองมาตั้งศพข้า ทำไมเล่า ?

ในเมื่อร่างกายของข้า ก็ทอดไปบน มหาธรณีอันยิ่งใหญ่นี้อยู่แล้ว


เจ้าจะประดับโคมไฟระย้า ทำไมเล่า ?

ในเมื่อ เหล่า ตาวัน จันทรา และหมู่ดาว ก็ส่องแสงพราว เพดานงานศพ คือฟากฟ้า มิได้ขาด


เจ้าจะประโคมดนตรีสังคีต ทำไมเล่า ?

ในเมื่อเหล่าวิหค ผกผิน ก็ขับครวญสำเนียงยินไพเราะอยู่รายรอบ


เจ้าจะเชิญแขกเรื่อมามากมาย ทำไมเล่า ?

ในเมื่อเหล่าสรรพสัตว์ และพืชพันธ์ ธัญญา ก็ล้วนเป็นสักขีพยานให้กับการจากไปของข้า

ซึ่งแท้จริงหาได้มีการจากไปไม่


งานศพของข้า งดงามอยู่แล้ว

มิพักต้องแต่งเติมให้เสียเวลาดอก ศิษย์โง่

..........

เมฆบ้า

Sunday, March 25, 2007

Heart Positions



Heart Positions


วิชาสุขศึกษาสอนให้เรารู้ว่า หัวใจอยู่ตรงกลางช่องอก และเอียงตัวไปทางซ้าย
ซึ่งคงไม่เกี่ยวกับการเอียงตัวของแกนโลกกระมัง

ชื่อก็บอกอยู่อย่างชัดเจนว่า หัวใจ แสดงว่า หัวใจ เป็น หัวใจ ของการดำรงอยู่ของทุกคน
สำหรับคนที่ไม่หัวใจ หรือ หัวใจล้มเหลว ความเป็น คน ย่อมไม่อาจดำรงคงอยู่ต่อไปได้

นั่นเป็นตำแหน่งแห่งที่ ของ หัวใจ ใน ร่างกายของเรา
หัวใจ อาจจะดวงเล็กๆ กลมๆ และมีขนาดเท่ากำปั้น แต่สำคัญนะ

.............

หัวใจอยู่ในช่องอก แต่มันอยู่ที่นั่นตลอดเวลาหรือ
ทำไมคนส่วนใหญ่กลับไม่รู้สึกว่าหัวใจมันอยู่ที่นั่น

หัวใจมีนิสัยอย่างหนึ่ง คือ หัวใจเป็นพวกเร่ร่อน เป็นคนจรหมอนหมิ่น
และชอบออกท่องเที่ยวเดินทางไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อเราเป็นเด็ก หัวใจของเราอยู่กับที่ และได้รับการดูแลจากคนรอบข้าง

พ่อ แม่ พี่ ป้า น้า อา
เวิ้งฟ้า ดวงจันทร์ ดวงดาว พระอาทิตย์ล้วนโคจรอยู่รอบหัวใจของเรา
ราวกับว่า มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเรา คนเดียวเท่านั้น

พอโตขึ้น หัวใจของเรา เริ่มพาเราไปสำรวจตรวจสอบสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา
บางทีหัวใจอาจกำลังเคลื่อนย้ายตัวมัน
เพื่อเตรียมความพร้อมขั้นต้นให้เราเติบโตเพื่อที่จะอยู่ในโลกนี้ได้กระมัง

หัวใจของเรา พาเราปีนต้นไม้ กระโดดน้ำ วิ่งเล่นกับเพื่อน
สำรวจสถานที่ลึกลับอย่างสวนหลังกำแพงบ้าน
พาเราไปจุดไฟเผาใบไม้เล่น
รื้อของเล่นทุกอย่างดูเพื่อแค่จะรู้ว่าข้างในมันมีอะไรซ่อนอยู่

เมื่อเราเป็นหนุ่มสาว หัวใจก็เริ่มเคลื่อนย้ายตัวเองอีกครั้ง
และพาเราเคลื่อนตัวสู่ดินแดนแห่งใหม่
ดินแดนแห่งนั้นเราอาจเรียกมันว่า ความปรารถนา ก็ได้

หัวใจของเราเต้นแรงขึ้น เมื่อดวงหน้าของเขาและเธอปรากฏ
ดอกไม้และของขวัญเริ่มกลายเป็นสิ่งสำคัญ
เลือดสีชมพูฝาดระบายที่ดวงหน้าของเรา
แรงดึงดูดและผลักไสเริ่มระดมโหมกระหน่ำใส่เราอย่างไม่ยั้ง

ผลของการเคลื่อนย้ายตำแหน่งหัวใจครั้งนี้ อาจกินเวลายาวนานทั้งชีวิตเลยก็ได้

หัวใจอาจเคลื่อนย้ายตัวเองอีกหลายครั้ง
มันอาจเคลื่อนย้ายไปสู่สิ่งที่สลับซับซ้อนมายิ่งขึ้น

เกียรติยศ ลาภ สรรเสริญ
การลงหลักปักฐานในชีวิต การแต่งงาน
การสร้างความมั่นคงใหกับครอบครัว
คัมภีร์ทางศาสนา วัด เครื่องลางของขลัง
ความเชื่อ พระเจ้า
กระทั่ง ความตาย
..............

ทั้งหมดล้วนเป็นตำแหน่งแห่งที่ ที่ หัวใจ จะเคลื่อนย้ายไปสู่
และในการเคลื่อนย้ายตำแหน่งแห่งที่ของหัวใจแต่ละครั้ง
ดูเหมือนว่าจุดมุ่งหมายที่เรามองเห็นช่างพร่าเลือน

หัวใจ พาเรา เคลื่อนที่ จากจุดหนึ่ง ไปสู่ จุดหนึ่ง

ผ่านสถานที่ เวลา ผู้คน อารมณ์ ความทุกข์ ความสุข


หัวใจพาเราเคลื่อนที่ไป โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจุดหมายทีแท้จริงอยู่ที่แห่งหนตำบลใด

................

ภาพฉากม่านสีแดงของชีวิต ที่ปลิดปลิวพริ้วไหวอยู่เบื้องหน้า รอท้าทายให้เราเดินต่อไป
เพียงเพื่อที่จะรับรู้ ถึงความร้อน หนาว และอบอุ่นของสิ่งทีเรียกว่าชีวิต

เมื่อฉากสุดท้ายคลี่คลายผืนแพรสีแดงออก
เราอาจไม่รูด้วยซ้ำว่า หัวใจ ของเราได้เร่ร่อนไปอยู่ ณ ตำแหน่งแห่งที่ใด

และ ณ ขณะที่ การเปลี่ยนเสื้อผ้าของชีวิตมาถึง
อาภรณ์ผืนใดเล่าที่ชีวิตเตรียมห่มคลุมให้เรา
และตำแหน่งแห่งที่ใดเล่า ที่หัวใจจะพาเราเดินทาง

...............

เมื่อหัวใจเคลื่อนย้ายตำแหน่ง สิ่งเดียวที่ปรากฏตามรายทางแต่มักไม่มีผู้พบเห็น

คือ ความรัก และเสรีภาพ

ความรัก ที่เราอาจเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างง่ายๆด้วยความปรารถนาดี

ว่า

ขอให้เธอมีความสุข

สิ่งนี้ คือ นิรันดรภาพ

ที่ปรากฎเรียงราย

ในทุกตำแหน่งแห่งที่

ในทุกจังหวะของการเต้นเริงระบำ

ที่หัวใจขยับเท้าพาเราโลดไหลไปในชีวิต อันไม่มีที่สิ้นสุด


..........

เมฆบ้า ณ ทุกแห่ง

Thursday, March 22, 2007

เกมส์กดปุ่ม


เกมส์กดปุ่ม

เกมส์นี้มีชื่อว่า เกมส์กดปุ่ม

กด หนึ่ง ยิ้ม

กด สอง ยิ้มหวาน

กดสาม หัวเราะ

กด สี่ เฉยๆ

กด ห้า ไม่พอใจ

กด หก โกรธ

กด เจ็ด หัวฟัดหัวหวี่ยง

กด แปด มีเรื่อง

กด เก้า พอแล้ว

กด สิบ รักนะ

กด สิบเอ็ด คิดถึง

กด สิบสอง ขอจับมือหน่อย

กด สิบสาม จูบ

กด สิบสี่ ต่อจากจูบ

กด สิบห้า ประชาธิปไตย

กด สิบหก ทากกกกกกษิณ ออกไป

กด สิบเจ็ด คมช.เฮงซวย

กด สิบเก้า รัก Rain

กด ยี่สิบ ห้อยจตุคามรามเทพ

กด ยี่สิบเอ็ด เหนื่อยจัง

กด ยี่สิบสอง คิดถึงบ้าน

กด ยี่สิบสาม ขอให้ถูกหวย

..............

ถ้าเบื่อ ก็เลิกเล่น

บอกว่าเลิกเล่น ยังกดปุ่มอยู่ได้

ใครช่วยเอาปุ่มออกที

ได้ ได้ ถ้าจะกด กด หนึ่ง ให้ที

กด สองให้ด้วย

ที่รัก กด สิบ ให้ทีสิจ๊ะ แล้วฉันจะกด สิบ ให้เธอ ตอบแทน


..............

เกมส์นี้มีชื่อว่าอะไร

เกมส์ที่เราไม่อยากเล่น ก็ต้องเล่น

เกมส์ที่ถึงเราอยากเล่น แต่ไม่อาจรู้ได้ว่า ปุ่มใดจะถูกกด

เกมส์ที่คนนิยมเล่นกันทั่วโลก อย่างต่อเนื่องและยาวนาน

เกมส์นี้ ไม่มีโฆษณา

มัน คือ เกมส์ กดปุ่ม

.............

กดสิบสาม นะจ๊ะ ที่รัก

...........

เมฆบ้า กดปุ่ม

Thursday, March 15, 2007

กลมๆเล็กๆ


กลมๆเล็กๆ

โลกกลมๆ ใบเล็กๆ ในความมืดอันกว้างใหญ่

โลกกลมๆ มีชั้นบรรยากาศกลมๆห่ออยู่

ในนั้น มีแผ่นดินเล็กๆ ที่เรียก มหาทวีป
ภูเขาเล็กๆ ที่เรียก มหาบรรพต
ทะเลเล็กๆ ที่เรียก มหาสมุทร
แม่น้ำเล็กๆ ที่เรียก มหานที
ตรงหัวจุกกลม มีก้อนน้ำแข็งเกาะอยู่
มีหมีขาวตัวอ้วนนอนเล่นอยู่ด้วย
หมีเล็กๆ

เมื่อมองกลับมา เห็นดวงดาวมากมายในความมืด
ปูเสฉวนวิ่งบนหาดทรายฉาบด้วยแสงดาว
รอยเท้าที่เคยปรากฏหายไปแล้ว เพราะฟองคลื่น

โลกกลมๆ ใบเล็กๆ มีดวงจันทร์เล็กๆอยู่ข้างๆ
ดวงจันทร์หน้านวลเชียวนะ
โลกกลมๆ กับดวงจันทร์หน้านวล วิ่งวนกันไปมา
ถ้ามีใครเปิดเพลงก็คงทำให้บรรยากาศในระบบสุริยะเล็กๆดูครึกครื้นขึ้น
ว่าไหมท่านดวงอาทิตย์

โลกกลมๆใบเล็กๆ มีคนเล็กๆ หมาเล็กๆ แมวเล็กๆ หมีเล็กๆ ปลาเล็กๆ เต็มไปหมด
ในคนเล็กๆ มีหัวใจเล็กๆ ซึ่งมีไอระเหย เล็กๆ พวยพุ่งไม่หยุดหย่อน
ไอระเหยเล็กๆ นำไปสู่เรื่องเล็กๆมากมาย
การเมืองเล็กๆ ความปราถนาเล็กๆ วรรณกรรมเล็กๆ
เศรษฐกิจเล็กๆ สงครามเล็กๆ ความตายเล็กๆ
น้ำตาเล็กๆ

นั่นเป็นไอระเหยในหัวใจกลมๆเล็กๆ ที่มีอยู่มากมายในโลก กลมๆ เล็กๆ

ในโลกกลมๆ เล็กๆ มีคนเล็กๆ ยืนหายใจอยู่บนนั้น
บางทีเขาอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นแค่คนเล็กๆในโลกกลมๆ เล็กๆ
ไอระเหยเล็กๆ บดบังดวงตากลมๆเล็กๆ ของเขาอยู่กระมัง

โลกกลมๆ ใบเล็กๆ หมุนอยู่ และยังหมุนอยู่ต่อไป

ในจักรวาลเล็กๆ

หากเพียงคนเล็กๆ เห็นความ กลมๆ เล็กๆ

โลกกลมๆเล็กๆ คงน่าอภิรมย์มิใช่น้อย

...........

เมฆบ้า กลมๆ เล็กๆ

Saturday, March 10, 2007

กรุงรัตนโกสินทร์กำลังล่มสลาย...


กรุงรัตนโกสินทร์กำลังล่มสลาย ผ่านความตายท่ามกลางกลิ่นอายของยาหอม



หากคนไทยเพ่งพินิจข่าวสารต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศของเรา ทั้งข่าวความพยายามในการผลักดันการเจรจาการค้า FTA ไทย ญี่ปุ่น การประกาศขยายสาขาของร้านสะดวกซื้อในปี ๒๕๕๐ อีกห้าพันสาขาทั่วประเทศ การชุมนุมประท้วงของกลุ่มค้าปลีก การขยายตัวของร้านซูเปอร์สโตร์ทั่วพื้นที่ประเทศไทย การลักลอบจดสิทธิบัตรมะละกอไทย การแย่งยึดโครงข่ายโทรคมนาคมไทย การถือสัมปทานโทรคมนาคมโดยกลุ่มทุนต่างด้าว ความพยายามในการเดินหน้าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ความพยายามในการดำเนินโครงการสัมปทานเหมืองโพแทสที่ โนนสูง อุดรธานี การเข้ายึดที่ดินของเกษตรกรที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวในภาคอีสาน

ข่าวสารที่กล่าวมา ล้วนเป็นประเด็นที่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศชาติ จนถึงขั้นที่อาจกล่าวได้ว่า ข่าวสารทั้งหมดล้วนส่อแสดงถึงภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่กรุงรัตนโกสินทร์เคยเผชิญภายหลังจากยุคแห่งการไล่ล่าอาณานิคม ซึ่งในครั้งนั้น พระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ ๕ ทรงพระปรีชาสามารถนำพาประเทศชาติรอดพ้นภัยพิบัติจากการตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งได้อย่างสวยงาม

เมื่อกลับมามองข่าวสารต่างๆที่กล่าวมาทั้งหมดจะพบว่า ประเทศไทยเรากำลังเผชิญกับปัญหาที่กินลึกทั้งจากตัวโครงสร้างภายในประเทศ และบริบทแวดล้อม โดยในบรรดาเหตุการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมามี ธาตุแท้ที่สถิตอยู่ภายใน ทั้งสิ้น สามประการ คือ

หนึ่ง ประเทศไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามร้ายแรงจากระบอบทุนสามานย์ในการมีอิทธิพลเหนืออำนาจอธิปไตยที่มีไว้เพื่อปกป้องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

สอง ผู้ปกครองประเทศ ขาดความรู้ความเข้าใจและไม่เอาใจใส่ต่อภัยคุกคามจากระบอบทุนสามานย์

สาม ขบวนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนไม่มีพลังเพียงพอในการขับเคลื่อนสังคมเพื่อข้ามพ้นภัยคุกคามร้ายแรงได้

จากธาตุแท้ ทั้งสามประการอาจกล่าวสรุปได้ว่า “กรุงรัตนโกสินทร์กำลังเผชิญหน้ากับการล่าอาณานิคมครั้งยิ่งใหญ่ที่หนักหนาสาหัสกว่าครั้งก่อนเสียอีก” ความยิ่งใหญ่ของมันถึงขั้นที่คนไทยส่วนใหญ่อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังเผชิญหน้าอยู่กับมัน หรือหลายคนทำนิ่งเสีย ด้วยการเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ สภาพเช่นนี้ไม่ต่างจากสภาพเหตุการณ์บ้านเมือง ภายในกำแพงพระนครศรีอยุธยา ในวันที่พม่ากำลังส่งกองกำลังเข้าโจมตีอย่างหนักหนาสาหัส

เค้าลางแห่งความล่มสลายดังกล่าวได้ปรากฏชัดแล้ว จากความเคลื่อนไหวเล็กๆของนักวิชาการบางท่าน เช่น ดร.ไสว บุญมา ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “สู่จุดจบประเทศไทย” เป็นดอกไม้จันท์วางบนเชิงตะกอนไว้เรียบร้อยแล้ว หรือ นักวิชาการผู้ผ่านร้อนหนาวผ่านหนาวมาเนิ่นนานอย่าง ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ กำลังใช้ความพยายามเพื่อยื้อชีวิตของประเทศไทยที่ลมหายใจรวยรินให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งด้วยแนวทาง “ราชประชาสมาสัย”

ทำไมผมจึงกล้ากล่าวว่า “กรุงรัตนโกสินทร์กำลังล่มสลาย” การจะทำความเข้าใจประเด็นข้อนี้ คงต้องย้อนหลังกลับไปตั้งต้นที่ธาตุแท้ของปัญหาทั้งสามประการ

หนึ่ง ประเทศไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามร้ายแรงจากระบอบทุนสามานย์ในการมีอิทธิพลเหนืออำนาจอธิปไตยที่มีไว้เพื่อปกป้องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

ระบอบทุนสามานย์มีกองทัพสำคัญสามทัพ

กองทัพแรก คือ กองทัพข้อมูลข่าวสาร ที่เดินทัพผ่านระบบการศึกษา สื่อสาธารณะและสื่อส่วนบุคคลอย่าง อินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ ทัพนี้มีหน้าที่ทำให้ข้าศึกยอมสยบด้วยการมอมเมาเชิงวัฒนธรรม ทั้งการศึกษาวิชาการแขนงต่าง ภาพยนตร์ เพลง มิวสิควีดีโอ โฆษณาสินค้า ภายใต้ปรัชญาของกองทัพที่ว่า “หากเปลี่ยนจิตวิญญาณได้ แขนขา องคาพยพ ย่อมทำงาน” หรือตามที่ซุนวูกล่าวไว้ว่า “ทำให้ข้าศึกยอมสยบเป็นยอด ต้องโจมตีข้าศึกป็นรอง”

กองทัพที่สอง คือ กองทัพคู่ ระหว่าง กองทัพทุนที่สั่งสมไว้ตั้งแต่ยุคล่าเมืองขึ้น และกองทัพกฎหมาย กองทัพกฎหมายมีหน้าที่รับใช้แนวความคิดเสรีนิยมสกุล นีโอ ริเบอรัล ที่ถูกแปลงร่างเป็นฉันทามติวอชิงตันอันหมายถึง ลัทธิ นีโอ โคโลเนี่ยล (ลัทธิล่าเมืองขึ้นใหม่) กองทัพทางกฎหมายช่วยปูทางให้เกิดกระบวนการจัดทำข้อตกลงระหว่างประเทศทั้งแบบพหุภาคี และทวิภาคี (FTA) หรือกระทั่งส่งอิทธิพลเข้าเปลี่ยนแปลงระบบกฎหมายภายในประเทศ เช่นกรณีกฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายว่าด้วยใช้และเชื่อมโยงโครงข่ายโทรคมนาคม ทั้งหมดเพื่อปูทางให้กองทัพทุนจากประเทศต่างๆเข้ามาดูดซับทรัพยากรของประเทศอื่น ผ่านตลาดหลักทรัพย์โดยผิดกฎหมาย

ทัพสาม คือ กองทัพแสนยานุภาพ อันได้แก่กองกำลังติดอาวุธชนิดต่างๆ เช่นในกรณีที่อเมริกาส่งกองกำลังเข้าไปในอิรัก หรือในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งมีเป้าประสงค์สำคัญในการยึดกุมจุดยุทธศาสตร์ทางทรัพยากรเพื่อดำรงความมั่งคั่งจอมปลอมของประเทศตนต่อไป

สอง ผู้ปกครองประเทศ ขาดความรู้ความเข้าใจและไม่เอาใจใส่ต่อภัยคุกคามจากระบอบทุนสามานย์

กองทัพสองกองทัพแรกของลัทธิล่าเมืองขึ้นใหม่ ได้คืบคลานเข้ายึดพื้นที่ของประเทศไทย เกือบจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว โดยไม่ต้องใช้กองทัพแสนยานุภาพทางทหารแต่ประการใด ทั้งนี้เนื่องจาก ผู้ปกครองประเทศในหลายยุค หลายสมัย ขาดความเข้าใจในการต่อสู้กับกองทัพนักล่าอาณานิคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุครัฐบาลทักษิณ นอกจากจะไม่ต่อสู้แล้ว ยังฉกฉวยโอกาสดังกล่าวเพื่อตักตวงทรัพยากรของประเทศชาติประชาชนแบบผสมโรง จนกระทั่งเกิดการชุมนุมเคลื่อนไหวจนนำไปสู่การรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายนที่ผ่านมา

คณะ คปค.ที่แปลงร่างเป็น คมช.ได้ขึ้นมากุมสภาพการปกครองประเทศไทย บรรยากาศในช่วงแรก หากเปรียบสังคมไทยเป็นคนป่วยใกล้ตายด้วยโรคร้าย คปค.ก็เปรียบเสมือนยาหอม ที่คนเฒ่าคนแก่ ชอบใช้ เป็นยาสามัญประจำทุกโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรคนไทยโบราณมักใช้ยาหอมเป็นยาครอบจักรวาล ช่วยให้มีกำลังวังชา หอมอบอวล พอทุเลาโรค

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภัยคุกคามหรือโรคร้ายจากระบอบทุน นักล่าเมืองขึ้นก็ยังสำแดงอาการอยูไม่หยุดหย่อน ในขณะที่กลิ่นยาหอมก็เริ่มบรรเทาเบาบางลง พร้อมกับกลิ่นเน่าเหม็นจากสังขารประเทศเริ่มส่งกลิ่นโชยออกมา จากเหตุการณ์ความเดือดร้อนต่างๆที่ได้กล่าวไปแล้วในช่วงต้น
การใช้ยาหอมในการรักษาโรคร้าย กระทั่งการดันทุรังกินของแสลง นานาชนิด แสดงออกอย่างชัดเจนถึง การขาดความรู้ความเข้าใจและไม่เอาใจใส่ต่อภัยคุกคามจากระบอบทุนสามานย์ มิติการมองปัญหาของทหารคงไม่สามารถนำมาใช้ได้กับกองทัพและเส้นทางเดินทัพของข้าศึกในยุคโลกาภิวัตน์เป็นแน่แท้

ด้วยเหตุนี้ ระบอบทุนสามานย์จึงสามารถสถาปนากองทัพข้อมูลข่าวสาร เผยแพร่วิถีบริโภค มอมเมาประชาชน และเยาวชนจนเหลวแหลก กองทัพกฎหมายและทุน สามารถสถาปนาสถานีการค้าสะดวกซื้อ แทบจะทุกทั่วหัวระแหง ไม่ต่างจาก บริษัท อีสอินเดียในอดีต ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทยได้กลายเป็นประเทศทาสเกือบจะสิ้นเชิง

สาม ขบวนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนไม่มีพลังเพียงพอในการขับเคลื่อนสังคมเพื่อข้ามพ้นภัยคุกคามร้ายแรงได้

สถานการณ์ประเทศไทยในปี ๒๕๔๙ ที่มีพลวัตขับเคลื่อนอำนาจรัฐให้ตกอยู่ในมือของ คมช. ล้วนมีที่มาจากความเคลื่อนไหวของประชาชน ในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีเป้าหมายหลักในการกดดันให้นายทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

เมื่อเกิดการรัฐประหารกระบวนการเหล่านี้ก็สะดุดหยุดลง พลังประชาชนก็แยกสลาย สถานการณ์ในภาคประชาชนกลับกลายเป็นการผลุบโผล่ของคลื่นใต้น้ำ คลื่นบนดิน ที่ต่อต้าน คมช. ในขณะที่พลังประชาชนพันธมิตรฯต้องตั้งสงบเพราะเกรงสถานการณ์จะบานปลาย กลายเป็นการปะทะ ด้วยเหตุนี้ สภาพของกองกำลังประชาชนจึงตกอยู่ในสภาพที่ต้องเคลื่อนไหวผ่านสื่อสาธารณะที่ยังจำกัดวงแคบ และไม่มีพลังเพียงพอ

ความไม่มีพลังเพียงพอดังกล่าวหมายถึง ความไม่มีพลังเพียงพอในการเข้าเปลี่ยนแปลงสภาพของอำนาจอธิปไตยให้สามารถสู้รบปรบมือกองทัพทุนนิยมนักล่าเมืองขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ กองทัพทุนนิยม จึงยังคงเดินหน้าเข้ารุกรานอำนาจอธิปไตยของประเทศชาติ ผ่านระบบข้อมูลข่าวสาร ผ่านตัวบทกฎหมาย ผ่านการประนีประนอมกับอำนาจรัฐอย่างไม่หยุดหย่อน และนั่น คือดัชนีชี้วัดว่า ภูมิคุ้มกันของประเทศไม่อาจเข้าไปเยียวยารักษาสังขารประเทศที่กำลังดมยาหอมได้ทันท่วงที เมื่อเป็นเช่นนั้น หายนะของประเทศไทยในนามกรุงรัตนโกสินทร์คงต้องเดินหน้าสู่ความล่มสลายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

สังขารประเทศไทยกำลังเผชิญโรคภัยขั้นรุนแรง ความดำรงอยู่ของประเทศชาติกำลังถูกทุบทำลายอย่างหนักหน่วงจากทุนนิยมสามานย์ และลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ การแก้ปัญหาประเทศชาติของ คมช. รัฐบาล สนช.เป็นเพียงยาหอมครอบจักรวาล ที่ไม่อาจเยียวยารักษาประเทศนี้ได้

ประเทศไทยในนามกรุงรัตนโกสินทร์กำลังต้องยาขนานเอก คือ การปฏิรูปขนานใหญ่ โดยมีเงื่อนไข คือ การปฏิวัติประชาชน

โจทย์ข้อสำคัญ คือ

เราจะร่วมกันสร้างเงื่อนไขดังกล่าวได้อย่างไร เมื่อกลิ่นยาหอมยังคงตลบอบอวลอยู่เช่นนี้ !

..........
ตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ราวๆเดือนมกราคม

Wednesday, February 28, 2007

นาครเขษม


นาครเขษม

คนคู่หนึ่ง
คนหนึ่งเป็นเพื่อนของผม
ส่วนอีกคนหนึ่งก็เป็นเพื่อนของผม แต่เราเพิ่งเจอกันได้ไม่นาน

คนทั้งคู่ ได้ยืนอยู่บนเวทีแห่งนั้นแล้ว
เขาทั้งสองจับมือกัน
เพื่อนของผมร้องเพลงอันแสนไพเราะ
ให้เพื่อนของผมอีกคนฟัง
มันเป็นเวลาที่มีความสุข
มีความรู้สึกบางอย่างพร่างพรูไม่มีที่สิ้นสุด

เราอาจเรียกความรู้สึกนั้นว่า ความรัก ก็ได้
.............................

ดวงตาของใครหลายคนต่างจับจ้องไปที่คนคู่นั้น
เสียงหัวเราะ เสียงปรบมือ เสียงสรวลเสเฮฮา ดังชำแรกอากาศ อยู่ต่อหน้าคนคู่นั้น

ผมยืนอยู่ข้างๆเพื่อนของผม
ผมจับจ้องไปที่ดวงตาของเขาทั้งคู่
คนทั้งคู่ล้วนมีความสุข
เธออีกคนที่ยืนอยู่ไม่ห่างก็มีความสุข
ความรู้สึกบนเวทีแห่งนั้น

เราอาจเรียกมันว่า ความรัก ก็ได้
..............................

ในเบื้องล่าง มีดวงตาของเพื่อนของผมหลายคนที่จับจ้องความสุขเหล่านั้นอยู่
ความสุขที่เราต่างร่วมก่อร่างสร้างมันขึ้นเพื่อคนทั้งคู่
เพื่อนของผมผู้ขยันขันแข็ง
เพื่อนของผมผู้มีความคิดและอารมณ์อันสร้างสรรค์
เพื่อนของผมผู้ตลกเฮฮา สนุกสนาน
ในงานของคนคู่นั้น
เราทั้งผองล้วนมีความสุข
มีหัวใจหลายดวงที่คอยยิ้มหวานอยู่
ซึ่งที่มุมปากอันแสนสวย มีบางสิ่งบางอย่างปรากฏอยู่

เราอาจเรียกสิ่งนั้นว่า ความรัก ก็ได้

..............................

เพื่อนของผม เพื่อนผู้ขยันขันแข็ง และคนที่เขารัก
เขาทั้งคู่ ต่างทุ่มเท แรงกาย แรงใจ เพื่อคนทั้งคู่
ฝีก้าวที่เขาเหยียบเดินไปบนพื้นสนามหญ้า
กระทั่งพื้นที่ และเวลาก่อนหน้า
ใครเลยจะรู้ว่าความเหน็ดเหนื่อย ในใจของเขาและเธอ
ความขัดแย้งบางประการในรายละเอียด
แท้จริง คือ ความงามที่เขาแสดงออกต่อคนทั้งคู่

เราอาจเรียกความงามดังกล่าวว่า ความรัก ก็ได้

.................................

เธอ เพื่อนของผม
เธอผู้ละเมียดละไมในทุกรายละเอียด
ความงดงามแห่งค่ำคืนของคนทั้งคู่ จะขาดเธอไปคงมิได้
ใครเลยจะรู้ว่าภายใต้ดวงตาเข้มแข็ง แกร่งคมนั้น
คือที่ซุ่มซ่อน นางฟ้าผู้โปรยปรายเสกประศาสน์ ความงามให้กับค่ำคืน
นอกจากดวงดาวเวิ้งฟ้าอันงดงามแล้ว
ใครเลยจะรู้ว่า แรงสร้างสรรค์แห่งเธอเร้นกายอยู่ในความลึกลับแห่งดวงตา

โดยที่เราอาจเรียกแรงสร้างสรรค์นั้นว่า ความรัก ก็ได้

..............

เขา เพื่อนของผม เพื่อนผู้มีดวงตาอันงดงาม
เพื่อนผู้มีจังหวะลีลาอันอ่อนช้อยถ่อมตนยิ่ง
ทุกฝีก้าว และเรี่ยวแรงที่หลั่งลง
ทุกรายละเอียดที่ประจงประณีต
เหงื่อไคลที่ไหลริน และทุกเสียงเต้นในห้วงจังหวะหัวใจ
ในดวงตางดงาม สะท้อนภาพเงาสวยของคนทั้งคู่
นั้นอาจเป็นภาพสะท้อนของบางสิ่ง

เราอาจเรียกภาพสะท้อนนั้นว่า ความรัก ก็ได้
.......................

เธอทั้งคู่ เธอผู้งดงามทั้งสอง เธอผู้ปรุงมธุรสาหารอันอ่อนหวานละมุน
เธอผู้จับสีฟ้าของทะเล และสีชมพูของดอกไม้ มาปรุงไว้ในเนื้อครีมบางเบา
ทุกเรี่ยวแรงที่เธอลง ทุกความตั้งใจที่ใส่ลงในเนื้อเค้ก คือ ความอร่อย
เธอทั้งสองปรากฏตัวอีกครั้งในย่ำเย็นของวันนั้น
เยื้องกายของเธอทั้งคู่ ที่พาคนทั้งคู่ขึ้นสู่เวทีแห่งนั้น ช่างงดงามยิ่ง
ใครเลยจะรู้ว่า ขนมแสนอร่อยสีฟ้าทะเลและชมพูดอกไม้ ปรุงขึ้นด้วยฝีมือของคนทั้งคู่

เราอาจชิมรสชาติของเค้กพิลาส
แล้วเรียกรสแห่งมันว่า ความรักก็ได้

.............................

เขา เพื่อนของผม เพื่อนผู้เมามายในความงาม
หยาดสุราที่หลั่งรดลงบนก้อนน้ำแข็ง อย่างอ้อยอิ่ง
ภายใต้อุ้งมือ และใบหน้าที่หยาบกร้าน
ความสนุกสนาน และความรักของเขาเทพสุรา เธอผู้นั้นคงประจักษ์ได้ดี
ในความหยาบดูเหมือนความละเอียดผลิดอกออกช่ออยู่อย่างเงียบๆ
สุราแสนอร่อย ขับอารมณ์ลุ่มลึกได้ดีนัก
แม้ว่าท่วงทีของเขาจะเฮฮาเพียงใด
แต่ใครเลยจะรู้ว่า ทุกหยดสุราที่รินหลั่ง มีความรู้สึกบางอย่างแอบแฝง
และเมื่อมันปรากฏตัวออกเป็นความเมามาย

เราอาจเรียกความเมามายนั้นว่า ความรัก ก็ได้

................................

เธอ ทั้งหลาย เธอผู้เป็นกัลยาณมิตร
เธอผู้ร่วมจุดไฟในนาครแห่งความรักให้สว่างไสว
เธอผู้น้อมกายก้มลงตรงพื้นเพื่อยังความสดใส
ดุจเดียวกับระบายดาวโชติช่วงให้เกลื่อนไปในพื้นพิภพ
แสงไฟนวลใยในค่ำคืน ส่งแสงเรื่อเรืองไล้ลูบใบหน้า
ดวงตาหลายคู่ต่างพร้อมใจสะท้อนภาพแห่งมัน
ในความร้อนที่ถูกจุดกลับกลายเป็นความอุ่น
และเมื่อความหนาวถูกชำแรก สิ่งใหม่ย่อมปรากฏ

เราอาจเรียกเปลวไฟ ณ นาครนั้นว่า ความรัก ก็ได้

............................

ผมกำลังยืนอยู่กับเธอ
งานเลี้ยงของคนทั้งคู่กำลังจะเริ่มขึ้น
งานเลี้ยงที่หล่อหลอมด้วยหัวใจแห่งความรักของคนหลายคน

และแล้ว มาดามบาวัทสกี้ ก็กระซิบข้างหูผม
ไปเถอะเจ้า ไปโปรยดอกไม้ให้เกลื่อนไปในนาครแห่งความรัก

ผมหันไปบอกกับเธอ ก่อนที่เราจะส่งอาณัติสัญญาณแก่เพื่อนของเราทุกคน
เพื่อนผู้อยู่ในที่แห่งนั้น นาครที่ตลบอบอวลไปด้วยความรู้สึก ความงดงาม แสงสว่าง
อาหารและขนมแสนอร่อย เสื้อผ้าแพรพรรณ เสียงเพลง คำอวยพร และการดื่มฉลอง

และไม่ว่าจะมีอะไรเพิ่มเติม เท่าที่เราจะจัดหามาได้
ขอได้โปรดจงเฉลย
เพราะ ณ ที่นั้น มีบางสิ่งได้มอบพลังให้กับพวกเรา

เราอาจเรียกพลังนั้นว่า ความรัก ก็ได้
.............................
งานฉลองได้เริ่มขึ้นแล้ว
ที่นาครเขษม
...........................

นำแสดงความรักโดย

คนคู่หนึ่ง คือ โชค และจิ๋ม
เพื่อนผู้ขยันขันแข็งและคนที่เธอรัก คือ ด๋ม และเอย
เธออีกคนผู้ยืนอยู่ไม่ห่าง คือ พี่เกตุ
เธอผู้ละเมียดละไม คือ จิ๊บ
เพื่อนผู้มีดวงตางดงาม คือ ตุ้ก
เธอทั้งสอง คือ แหม่มและหญิง
เพื่อนผู้เมามายและเธอผู้ประจักษ์ คือ บาสและหนู
เธอทั้งหลายผู้เป็นกัลยาณมิตร คือ มิคกี้ หมา หร่อย มน เอ และบรรดาเราเหล่านักเรียนสวนกุหลาบ

ซึ่งเราอาจเรียกเขาเหล่านี้ว่า อัศวินแห่งความรัก ก็ได้




................................

ขอให้ทุกคนมีความสุข

เมฆบ้า ณ นาคร

Tuesday, February 20, 2007

Onion Man


Onion Man

ตอนที่ผมยังเป็นเด็กวัด(อีกแล้ว) ผมได้รับมอบหมายหน้าที่อันสำคัญยิ่ง คือ การจัดเตรียมอาหารให้กับหลวงปู่ เจ้าคณะ เนื่องจากว่าท่านชราภาพมากแล้วจึงไม่มีเรี่ยวแรงออกไปบิณฑบาต ผมจึงต้องรับหน้าที่นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ตอนนั้นผมรู้สึกเบื่อมาก เพราะต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าทุกวัน เพื่อมาทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่ดังกล่าวในทุกเช้า โดยเฉพาะในหน้าหนาวไม่ค่อยอยากจะตื่น

เพลงครัววัยรุ่น เริ่มต้นด้วยการต้มข้าวต้มเป็นเมนูแรก หลังจากนั้นก็ทำการทอดปลา ทอดกุนเชียง ทำยำผักกาดดอง ผัดหมูกับหนำเลี้ยบ เจียวไข่ และที่ขาดไม่ได้ในทุกวันคือต้องน้ำปลาพริก ซึ่งในขั้นตอนนี้ทำให้ผมได้มีโอกาสพัฒนาทักษะที่ชำนิชำนาญเป็นอย่างยิ่ง คือ การปอกเปลือกหัวหอมแดง

ผมจะเลือกหัวหอมแดงขนาดกำลังดี ไม่เล็กไม่ใหญ่ เปลือกสีแดงสด เอามือกดดูแล้วแข็งดี แสดงว่าเป็นหัวหอมที่มีคุณภาพ จากนั้นจะใช้มีดค่อยๆปลอกเปลือกออกที่ละชั้น ทีละชั้น ที่ละชั้น จนเมื่อปลอกเปลือกออกจนหมด เราก็จะพบ หัวหอมอยู่ภายใน สีขาวสดใสเล่นลายไล่น้ำหนักกับสีม่วง งดงามมันวาวทีเดียว จากนั้นก็ทำการซอยหัวหอมออกเป็นชิ้นเล็กๆ พร้อมทั้งปอกกระเทียมกลีบสองกลีบ และหั่นพริกขี้หนู โรยพอเป็นสีสัน

ทั้งหมดกินเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงในตอนเช้า ผมก็สามารถจัดสำรับกับข้าวถวายหลวงปู่ในทุกวัน มีทั้งปลาแดดเดียวทอดหอมกรุ่น กุนเชียงสีสวย ยำผักกาดดองรสแซ่บ หมูผัดหนำเลี้ยบ ไข่เจียว เป็นเบญจโภชนาภาคี พร้อมกับน้ำปลาพริก เครื่องจิ้มแบบง่ายๆ

นั่นเป็นภารกิจหน้าที่ของผมในทุกๆเช้า
หนึ่งในนั้น คือ ภารกิจในปอกเปลือกหัวหอมแดง เป็นการฝึกสมาธิและความรับผิดชอบที่ดีนัก

..............................................
ถึงวันนี้ ผมมานั่งคิดว่า แท้จริงแล้ว คนเรานี่ก็ไม่ต่างอะไรจากหัวหอม เราถูกห่อหุ้มด้วยเปลือกหลายชั้น จนเปลือกเหล่านั้นบดบังตัวตนที่แท้อันสวยงามไว้จนหมดสิ้น

เปลือกของมนุษย์หัวหอม มีหลายชั้น ทั้ง

ความรู้สึกทางกายภาพ อันมีสัญชาตญาณเป็นแรงขับดัน

เงื่อนไขทางสังคมที่สร้างขึ้น จนมันซ้อนทับยัดทะนานอยู่ในตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษา การเมือง เศรษฐกิจ ไม่เว้นแม้ระบบศีลธรรม

การใช้เหตุใช้ผลเพื่อหลบซ่อนฉากหลังอันเจ็บปวด เหตุผลที่ชอบหาข้อแก้ตัวให้กับตนเองหรือกระทั่งทำให้ตัวเองดูฉลาดในโลกที่มนุษย์พัฒนาไปไกลสุดแค่ Self Rational ซึ่งเต็มไปด้วย Logic

ความอ่อนไหวทางอารมณ์ มายา มารยา ร้อยเล่ห์ พันเล่มเกวียน พะเรอ

ความเก็บกดนานาชนิด และเงื่อนปมนานาประการที่พ่อ แม่ ครู สังคม นักการเมือง ดารา หนังสือโป้ และนานา ผูกมัดปมไว้ในจิตใจของมนุษย์

มนุษย์หัวหอม ชัด ชัด
..........................................

มนุษย์หัวหอม มนุษย์ที่ยังเพลิดเพลิน เจ็บปวด และหลับใหลอยู่ในเปลือกหนา

ในเปลือกหนาหลายชั้นนี้เอง มนุษย์เราจึงไม่อาจเผยเนื้อในของหัวหอมรสอร่อยเพื่อแบ่งปันแก่กันและกันได้

หัวหอมแดงแสนอร่อยใช้มีดปอกโดยผม ในทุกเช้า
แล้วมนุษย์เราล่ะจะถูกปอกด้วยสิ่งใด
มีดอยู่ที่ไหน แล้วใครจะเป็นคนปอก

..............................................
ผมยกสำรับกับข้าวไปถวายหลวงปู่เป็นที่เรียบร้อย
ผมต้องรีบไปอาบน้ำ เพื่อจะได้ไปโรงเรียนเสียที

ป่านนี้ หลวงปู่คงกำลังฉันอาหาร พร้อมกับลิ้มรสหัวหอมแสนอร่อยฝีมือการปอกของผมอยู่กระมัง
โรงเรียน มหาวิทยาลัย ระบบต่างๆในสังคม กำลังรอห่มคลุมเปลือกป้ายนานาชนิดให้ผม แต่ไม่เป็นไร ผมมันนักปอกหัวหอมอยู่แล้ว

แล้วเจอกัน มนุษย์หัวหอมแสนอร่อย
................................................

แด่ OSHO
บุรุษที่อันตรายที่สุดนับแต่การมาของพระเยซูเจ้า

...............................................
เมฆบ้า

Wednesday, February 14, 2007

วันแห่งความรัก


วันแห่งความรัก

สุขสันต์วันแห่งความรัก ทั้งที่ ลอนดอน โตเกียว และขนมเบื้อง
ดอกกุหลาบ ชอกโกลาเดอร์ และความรักสีสวย บานสะพรั่งเต็มพื้นพิภพ

ความรักช่างงามยิ่ง สมควรนักที่เราต้องขอบคุณความรักกันอีกวัน

ความรักอาจทำเราตาบอด แต่การตาบอดก็ทำให้เราเรียนรู้อักษรเบลล์แห่งความรักที่เราไม่อาจมองได้ด้วยตาเปล่า และไม่อาจหาเรียนได้ในโรงเรียนสอนภาษาแห่งใด

ความรักอาจทำให้เราตกหลุม แต่หลุมแห่งนั้นมันก็น่าอภิรมย์มิใช่หรือ ข้อนี้ผู้ที่กำลังตกหลุมรักทั้งหลายคงรู้ดี และไม่อยากขัดจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็ม

ความรักในบางครั้งอาจทำให้เราเจ็บปวดทรมาน แต่เมื่อเราเดินไปถึงจุดนั้น หากท่านมีดวงตาก็จะพบว่ามีประตูเปิดสู่อิสรภาพรอท่านอยู่ แม้ว่าเราจะพลาดการเปิดประตูแห่งนั้นไปหลายครั้ง แต่เรายังมีโอกาสอยู่นะ ดังนั้น อย่าได้ถอยหนีจากมันไปเพราะความเจ็บปวดรวดร้าว

.........

ผมชอบวันแห่งความรักและผมเชื่อว่า น้ำหนักของวันได้กดทับลงบนจิตใจใครหลายคน

แล้วมีหรือที่ดอกไม้และรอยยิ้มจะไม่เบ่งบาน

ขอบคุณความรัก เธอช่างหอมหวาน สวยงาม กระทั่งเจ็บปวดทรมาน

ขอบคุณเธอ ที่ปลดปล่อยฉันสู่อิสรภาพ และมันทำให้ฉันกลับมารักเธอได้อย่างเต็มหัวใจ

...............

รักเพื่อที่จะรัก รักจนกระทั่งไม่มีทั้งผู้ที่รัก และผู้ถูกรัก

สำหรับเนื้อหาของความรัก สิ่งที่ข้าพเจ้าเขียนก็ดูฟุ่มเฟือยเกินไปด้วยซ้ำ

เมื่อใครเขียนถึงความรัก อักษรที่ปรากฏล้วนมีที่มาจากความรักทั้งสิ้น

นั้นหมายความว่า ตัวอักษร ซึ่งเป็นเพียงผลิตผล จึงไม่อาจทำหน้าที่บรรยายถึงต้นกำเนิดแห่งมัน

ดุจดั่งเสียงของทารกที่ไม่อาจบรรยายความเป็นอยู่ของมารดาแห่งโลก คือ ความรัก ได้ฉะนั้น
...............

สุขสันต์วันแห่งความรัก สำหรับทุกคนบนโลก

............
เมฆบ้า

Thursday, February 08, 2007

ความสุขเล็กๆ


ความสุขเล็กๆ

ผมมีความสุขเล็กๆ หาได้ง่ายๆในชีวิตประจำวัน หลายอย่าง

๑.เวลาผมซื้อบุหรี่ ผมชอบลุ้นว่าจะได้บุหรี่ที่มีรูปภาพประกอบ เป็นรูป ชายฟันเหลืองแสยะยิ้มหรือไม่

๒.ผมชอบทานเหล้าผสม โซดา และกระทิงแดง

๓.ผมชอบปล่อยมุกน่าตายในห้องเรียน สนุกดีเวลาเห็นนักศึกษาหัวเราะ

๔.ผมชอบไปเรียนภาษา เพราะโรงเรียนภาษาเป็นที่ที่สนุกดี

๕.ผมเรียนรู้ว่า บางทีการนั่งอยู่เฉยๆ ทำใจให้เฉยๆ คือความสุขเล็กๆ ที่หาได้ง่ายๆ

............

นักศึกษาครับ เราเป็นปัญญาชนเราต้องมีจุดยืนที่หนักแน่นนะครับ

จุดยืนที่หนักแน่นของพวกเรา อยู่บนส้นตีนของเรานั่นไง

เราต้องรักส้นตีนของเรา จำไว้นักศึกษา

.............

เมฆบ้า เล็กๆ

Wednesday, January 24, 2007

การตัดสัญญาณโครงข่ายโทรคมนาคม กับประกาศ กทช.ว่าด้วยการปล้นโครงข่ายโทรคมนาคมไทย


การตัดสัญญาณโครงข่ายโทรคมนาคม
กับ ประกาศ กทช.ว่าด้วยการปล้นโครงข่ายโทรคมนาคมไทย

ตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจ วนเดียวกันนี้

สืบเนื่องจากกรณีที่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ ทศท.ได้ดำเนินการตัดสัญญาณโครงข่ายโทรคมนาคมที่มีการเชื่อมต่อโครงข่ายฯระหว่าง โครงข่ายของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กับ โครงข่ายของบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ กสท.จำนวนสามล้านเลขหมาย โดยมีสาเหตุจากการที่บริษัทเอกชนซึ่งเป็นคู่สัญญาสัมปทานกับบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) สองบริษัท ไม่ยอมชำระราคาค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (Access Charge) ทำให้รัฐอาจสูญเสียรายได้กว่า 240,000 ล้านบาท

กรณีที่เกิดขึ้น มีความเกี่ยวพันกับการกระทำผิดกฎหมายอยู่หลายกรณี ซึ่งในแต่ละประเด็น บริษัทเอกชนคู่สัญญา บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติจะต้องแสดงบทบาทในการทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมอย่างถูกต้องและโปร่งใส

ประเด็นที่หนึ่ง การไม่ปฏิบัติตามสัญญาของบริษัทเอกชนคู่สัญญา โดยการไม่ชำระค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (Access Charge)

โครงข่ายโทรคมนาคมไทย แบ่งได้เป็นสองประเภท ประเภทแรก คือ โครงข่ายที่รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ดำเนินการสร้างเอง รัฐวิสาหกิจที่ว่าก็คือ ทศท.และกสท. กับโครงข่ายที่เกิดขึ้นตามสัญญาสัมปทานในเทอมแบบ BTO (Built Transfer Operate) ซึ่งเอกชนจะเป็นผู้ดำเนินการสร้างโครงข่าย แล้วโอนโครงข่ายให้ตกเป็นของรัฐ และมีสิทธิให้บริการจนกว่าอายุสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดลง โครงข่ายโทรคมนาคมทั้งสองชนิด จึงเป็นทรัพย์สินสาธารณะเพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะ โดยในปัจจุบันโครงข่ายทั้งหมดอยู่ในความครอบครองดูแลโดย ทศท.แล กสท.

สืบเนื่องจากอดีตที่การให้บริการโทรศัพท์มือถือ ของบริษัทเอกชนคู่สัญญาสัมปทานกับ กสท.มีปัญหาการให้บริการกับลูกค้า ตลอดจนปัญหาคุณภาพของสัญญาณ ต่อมาจึงได้ตกลงทำสัญญาเชื่อมโยงโครงข่าย ฯ ระหว่างโครงข่ายของ กสท.และโครงข่ายของ ทศท.โดยที่ ทศท.ต้องเป็นผู้ลงทุนในอุปกรณ์ที่ใช้แปลงสัญญาณเพื่อให้สามารถโทรติดต่อข้ามระบบกันได้ ดังนั้นในข้อตกลงดังกล่าวจึงมีการกำหนดให้เอกชนคู่สัญญาสัมปทานของ กสท.ต้องจ่ายค่าเชื่อมโครงข่าย (Access Charge) 200 บาทต่อเลขหมายโดยจำนวนเงินดังกล่าวสามารถนำไปหักออกจาก ค่าสัมปทานที่เอกชนต้องจ่ายให้กับ กสท. ดังนั้นผลของสัญญาดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับเอกชนแต่ประการใด

ด้วยเหตุนี้การที่เอกชนสองบริษัท คือ ทรูมูฟ และดีแทค ไม่ยอมชำราคาค่าเชื่อมโครงข่าย(Access Chrage) จึงเป็นการ ผิดสัญญา ซึ่ง ทศท.มีอำนาจสั่งให้คู่สัญญาเชื่อมโยงโครงข่าย คือ กสท.ดำเนินการให้เอกชนชำระราคาค่าเชื่อมโยงโครงข่าย ซึ่งหาก กสท.ไม่ดำเนินการ ทศท.ก็สามารถฟ้องร้องต่อศาลปกครองให้ กสท.ชำระค่าเชื่อมโยงโครงข่ายได้ เพราะเนื่องจากสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบริการสาธารณะ

นอกจากนี้การที่เอกชนไม่ยอมจ่ายค่า Access Charge ผลที่ตามมาเท่ากับว่า เอกชนดำเนินการแปรสัญญาสัมปทานโดยพลการ ทั้งนี้เนื่องจาก หากเอกชนไม่ต้องจ่ายค่า Access Charge เงินจำนวนดังกล่าว ก็ต้องจ่ายให้กับ กสท.ในฐานะค่าสัมปทานอยู่ดี ดังนั้นกรณีหากปล่อยให้เอกชนดำเนินการเช่นนี้ ก็เท่ากับว่า “อำนาจของเอกชน” สามารถชนะ “อำนาจมหาชน” อันเป็นหัวใจสำคัญของสัญญาสัมปทานได้ กรณีนี้ กสท.และ ทศท.ต้องร่วมกันหารือเพื่อสกัดมิให้เอกชนทั้งไทย และที่มียังมีปัญหา นอมินีต่างด้าว เช่น กรณีบริษัท ดีแทค ซึ่งถือหุ้นโดย Telenor ประเทศนอรเวย์ เข้ามารุกล้ำอำนาจมหาชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตยของประชาชนชาวไทยทุกคน

นอกจากนี้องค์กรที่ควรมีบทบาทในการดำเนินการเข้าแก้ไขในเรื่องนี้ คือ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ที่ต้องทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ คือเงินรายได้ของรัฐที่อาจสูญเสียไป มิใช่ปล่อยให้เอกชนดำเนินการต่างๆโดยที่ กทช.นั่งอยู่เฉยๆ ซึ่งเงินรายได้อันเกิดจากสัญญานี้ล้วนได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมายหลายฉบับ ทั้ง กฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคม และกฎหมายว่าทุนรัฐวิสาหกิจ

กรณีปัญหาประการแรกนี้ ทศท. กสท. และ กทช. ในฐานะองค์กรของรัฐ มีพันธะหน้าที่ต่อประชาชนในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งอยู่เหนือและสำคัญกว่าผลประโยชน์ของเอกชน มิเช่นนั้นแล้วการนิ่งเสียก็จะกลายเป็นการกระทำความผิดทางอาญาฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ก็เป็นได้

ประเด็นที่สอง มาตรการในการตัดสัญญาณโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นมาตรการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การดำเนินกิจการโทรคมนาคมนั้น มีลักษณะเป็นบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชน ความข้อนี่หมายความว่า กิจการโทรคมนาคมไม่ได้มีลักษณะเป็นกิจการในทางธุรกิจการค้าเพื่อการแสวงหากำไรเป็นหลัก บทบาทของผู้ดำเนินการไม่ว่าจะอยู่ในฐานะของรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทเอกชนจึงมีพันธะผูกพันในการดำเนินกิจการโทรคมนาคมในฐานะที่กิจการดังกล่าวเป็น “บริการสาธารณะ”

บริการสาธารณะ มีรูปแบบในการจัดทำได้สองรูปแบบใหญ่ คือ รัฐเข้าไปดำเนินการเองในรูปแบบการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ และการให้เอกชนเข้ามาร่วมจัดทำผ่านระบบการทำสัญญาทางปกครอง ซึ่งไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตามในการดำเนินกิจการบริการสาธารณะนั้นจะต้องตกอยู่ภายใต้หลักการประการสำคัญ คือ หลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ ซึ่งหมายความว่า กิจการใดที่เป็น บริการสาธารณะจะสะดุดหยุดลงด้วยเหตุผลหนึ่งเหตุผลใดไม่ได้

จากกรณีปัญหาการที่บริษัทเอกชนจะไม่ชำระค่าใช้และเชื่อมโยงโครงข่าย (Access Charge) แม้ว่าจะมีลักษณะเป็นการผิดสัญญาการใช้และเชื่อมโยงโครงข่ายก็ตาม แต่กรณีนี้ไม่เป็นเหตุในอันที่บริษัท ทีโอที จะอ้างมาใช้เพื่อตัดสัญญาณโครงข่ายโทรคมนาคมได้ทั้งนี้เนื่องจาก การตัดสัญญาณจะส่งผลกระทบทำให้ บริการสาธารณะในกิจการโทรคมนาคมเกิดปัญหาการสะดุดหยุดลงบางส่วน กรณีดังกล่าวมีความแตกต่างจากสัญญาทางแพ่งที่คู่สัญญาสามารถไม่ชำระหนี้ตอบแทนจนกว่าอีกฝ่ายจะชำระหนี้ตอบแทนตามที่ผูกพันการตามสัญญา

นอกจากนี้ การตัดสัญญาณดังกล่าว ยังมีลักษณะเป็นการตัดสัญญาณโครงข่ายโทรคมนาคมของชาติด้วยกันเอง ทั้งนี้เนื่องจากที่ได้กล่าวแล้วว่า โครงข่ายโทรคมนาคมในปัจจุบันล้วนเป็นโครงข่ายของประเทศทั้งหมดไม่ว่าจะครอบครองอยู่โดยบริษัท ทีโอที บริษัท กสท. หรือบริษัทเอกชนคู่สัญญาสัมปทานก็ตาม

ด้วยเหตุผลดังกล่าว การดำเนินการตัดสัญญาณโครงข่ายโทรคมนาคมของบริษัท ทีโอที จึงเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีความเหมาะสมกับการให้บริการกับประชาชน

ประเด็นที่สาม ต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดมาจากการออกประกาศ กทช.ว่าด้วยการใช้และเชื่อมโยงโครงข่ายโทรคมนาคม ( Interconection Charge)

คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้ออกประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม พ.ศ.๒๕๔๙ โดยกำหนดให้นิติบุคคลเอกชนผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม มีสิทธิในการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม ทั้งที่ กฎหมายแม่บทของประกาศดังกล่าว คือ พระราชบัญญัติประกอบกิจการโทรคมนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔ ไม่ได้ให้อำนาจไว้

โดยใน มาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔ ได้กำหนดหลักการให้แต่เฉพาะผู้รับใบอนุญาตที่มีโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นของตนเองเท่านั้นที่สามารถทำการใช้และเชื่อมโยงโครงข่ายโทรคมนาคมได้ ซึ่งปัจจุบันมีเพียง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)และบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ ๓ ที่ได้รับอนุญาตใหม่จาก กทช. เท่านั้นที่เป็นผู้รับใบอนุญาตและมีโครงข่ายเป็นของตนเอง อันเป็นหน่วยงานที่สามารถใช้และเชื่อมโยงโครงข่ายตามมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

แต่ในประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคม นาคม แห่งชาติว่าด้วยการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม พ.ศ.๒๕๔๙ ข้อ ๑๒๖ กลับกำหนดให้นิติบุคคลเอกชนผู้รับใบอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญา สามารถใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายได้ ทั้งที่ไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง เพราะไม่ได้มีการลงทุนโครงข่าย แต่รัฐได้ใช้เงินภาษีอากรของประชาชนลงทุนไว้แต่เดิมโดย บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) ได้รับโอนกรรมสิทธิโดยชอบธรรม

กรณีจึงเป็นการออกประกาศที่เกินกว่าขอบเขตของมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติประกอบกิจการโทรคมนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔ อย่างชัดเจน จากเหตุผลข้างต้นย่อมส่งผลให้ ประกาศดังกล่าวมีปัญหาความไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการเปิดโอกาสให้ นิติบุคคลเอกชนผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม เข้ามามีสิทธิเสมือนเป็นเจ้าของโครงข่ายกิจการโทรคมนาคมทั้งที่นิติบุคคลเอกชนเหล่านั้นไม่ได้มีความเป็นเจ้าของโครงข่ายโทรคมนาคมแต่ประการใด

นอกจากนี้ ยังปรากฏกรณีปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า นิติบุคคลเอกชนที่ประกอบกิจการโทรคมนาคมหลายราย เช่น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท โทเทิ่ล แอคเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้มีการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือไม่ ซึ่งหากปล่อยให้ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไป ย่อมอาจส่งผลทำให้นิติบุคคลต่างด้าวซึ่งยังมีปัญหาการประกอบกิจการตามสัญญาสัมปทานที่ผิดกฎหมายอยู่ เข้ามามีสิทธิเสมือนหนึ่งเป็นเจ้าของโครงข่ายโทรคมนาคม อันจะส่งผลทำให้นิติบุคคลต่างด้าวมีสิทธิเหนือโครงข่ายโทรคมนาคมของชาติ ทั้งยังมีโอกาสล่วงรู้ความลับข้อมูลการสื่อสารของประชาชน ซึ่งอาจเกิดความเดือดร้อนเสียหายทั้งในปัจจุบันและอนาคตและอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ

กรณีการตัดสัญญาณโครงข่ายของบริษัททีโอทีที่เกิดขึ้นจนเกิดเป็นคดีความในศาลปกครอง นั้นมีประเด็นที่สังคมต้องจับตามอง มากไปกว่าชัยชนะของเอกชน คือ การออกกฎเกณฑ์ของ กทช.เปิดทางให้เอกชนเข้ามามีสิทธิเหนือโครงข่ายโทรคมนาคมของชาติ การทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพของ ทีโอที และสมบัติชาติ คือ โครงข่ายโทรคมนาคมที่กำลังถูกทุนนิยมทั้งไทยและต่างด้าวเข้าแย่งยึดไปเป็นของตนเอง โดยไม่มีความกตัญญูรู้คุณแผ่นดิน

ศาสตรา โตอ่อน
นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

Friday, January 19, 2007

Friday Tag


Fraiday Tag

ผมโดนแทค

คาดว่าแทค ที่มีผู้ริเริ่มเล่นคงคล้ายกับอีมอญซ่อนผ้า ตุ้กตาอยู่ข้างหลัง
ใครถูกตี ต้องละเลงวาดอักษรไถ่ถอนตัวตนลงบนพื้นแคนวาสบอกเกลอ มิฉะนั้นจะเป็นการเสียมารยาท อย่างแรง

เรื่องการเสียมารยาทเนี่ย ผมก่อเวรกรรมไว้เยอะ คราวนี้ขอทำกรรมดีซะหน่อย

มาครั้งนี้เมื่อ น้องยาราติโอ้ และสวีทเนเฟอตารี่ ทอดไมตรีให้เกียรติแทค ไฉนคนถ่อยเยี่ยงผม จะปฏิเสธได้

พูดถึงตัวผม ผมค่อนข้างรู้จักดี ผมเพราะผมอยู่กับผมบ่อยมาก และผมมันตามผมไปทุกที่ ชาตินี้ผมกับผมจึงไม่อาจแยกขาดจากกันได้ จนกว่าผมกับผมจะตายจากกันไป

๑.ผมเกิดในตระกูลชาวนาเจ็ดชั่วโคตร ดังนั้นภาพที่ผมเห็นจนชินตาแต่เด็ก คือนานาสารพัดกิจกรรมของชาวนาที่เหน็ดเหนื่อย ร้อนและคันเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งต่างจากคนในเมืองแสนสบายโดยสิ้นเชิง

๒.ผมออกจากบ้านไปเรียนตั้งแต่หกขวบ ดังนั้นตัวผมจึงมีความอ่อนแอบางประการ โดยเฉพาะเรื่องความรัก เนื่องจากต้องห่างแม่ตั้งแต่เด็ก เวลาเหงาผมชอบคิดถึงตอนเด็ก ที่ผมชอบนั่งดูทีวี รวมทั้ง รายการจิ๋วแจ๋วเจอะโลก ของคุณปิ่น แล้วแม่ผมจะทำกับข้าว ไป ผมนั่งดูทีวีไป ชำเลืองแม่และก็ดมกลิ่นกับข้าวไป แม่ผมชอบฟังเพลงลูกทุ่ง พุ่มพวง เปิดสลับกับมาดอนน่า ฮาฮา ขณะบรรเลงเพลงปลาร้าหลนตำรับคุณนายกำนัน

๓.การมาอยู่กรุงเทพท่ามกลางดงเท้าเด็กวัด บีบบังคับให้ผมต้องลุกขึ้นสู้อยู่เป็นประจำ ดังนั้นส่วนหนึ่งของผมจึงมีนิสัย สัตว์ป่าแอบแฝงอยู่ ถ้าผมเป็นหมูน้อย ผมก็เป็นหมูป่า ไม่ใช่หมูบ้าน ดังนั้นเวลาธาตุหมูป่าผมสำแดงเดช (ยามจำเป็น) พวกหมูบ้านจึงรับกันไม่ค่อยได้ ข้อนี้ผมคงต้องปรับปรุงให้นิ่งกว่านี้

๔.ผมเป็นคนชอบศิลปะมากกว่ากฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเขียนกวี การถ่ายภาพ วาดภาพ ด้วยเหตุนี้ตอนเรียนธรรมศาสตร์ผมจึงไม่ค่อยสนใจเรียน และใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฝึกวิชานอกห้องเรียนนานาชนิด ความฝันแท้จริงของผม คือ สถาปนิก ครับ

๕.ผมเป็นคนบ้า

จบแล้ว ผม ที่ผมรู้จัก

ขอต่อการละเล่น แทค ให้กับ

แทน โซลซีคเค่อร์

เจต โลกากู

เล็กปริญญา

เกลกลูก

และ ลีโอ

.................

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

................

เมฆบ้า

Wednesday, January 17, 2007

เซน คือเหลี่ยมใดในพุทธ


เซนคือเหลี่ยมใดในพุทธ

พุทธ มีเหลี่ยมคูสำคัญสามเหลี่ยมใหญ่

เหลี่ยม หนึ่ง คือ ระบบศีลธรรม ที่ทำให้คนเป็น คนดี เพื่อให้สังคมดี ไม่เบียดเบียนกัน ข้อนี้มีในทุกศาสนา ทุกความเชื่อ ทุกลัทธิ ยกเว้นลัทธิวิปลิศอย่าง ศาสนาทุน

เหลี่ยมสอง คือ บรมธรรม ที่เป็นปรมัตถสัจจะ อันเป็นตัวความรู้ที่มุ่งอธืบายสัจจะ ซึ่งในระบบความรู้แบบปรัชญา พุทธบรมธรรมถูกจัดเป็นเพียงปรัชญาสายจิตนิยม โดยนักวิชาการฝ่ายตะวันตกผู้มืดบอด

เหลี่ยมสาม คือ ตัวการปฏิบัติธรรม เพื่อเข้าถึงสัจจะ การปฏิบัติธรรมไม่ได้มีขึ้นแล้วหยุดลงตรงที่การทำให้คนเป็นคนดีตามระบบศีลธรรมเท่านั้น แต่ไปไกลถึงขั้น การปลดปล่อยตนเองให้หลุดพ้นจากกรงขังแห่งอุปาทาน กิเลส อาสวะ อนุสัย ทั้งปวง เพื่อก้าวเข้าสู่ความเป็นเสรีชนอย่างแท้จริง ผ่านการวิปัสสนา กรรมฐาน อันเป็นอริยธุระ

เซน นั้น คือ การแลเห็นธรรมชาติภายในตนซึ่งไร้ธรรมชาติ

เซน ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ ระบบศีลธรรมมากนัก

เซน ไม่ได้ให้ความสำคัญกับตำราอรรถาธิบายบรมธรรมเท่าใด

แต่เซนมุ่งเน้น ประสบกการณ์การทำซาเซน การเอาชนะความทุกข์โดยการแลเห็นธรรมชาติซึ่งไร้ธรรมชาติในจิตใจของตนเอง ผ่านการรู้แจ้งด้วยเหตุผลเชิงประจักษ์

เซน จึงท้าทายความคิดของคนให้ละทิ้งเปลือกทั้งปวง กระทั่งคัมภีร์ยืดยาวลงทั้งหมด

บางท่านถึงกับเอาตำราไตรปิฎกมาเผาเลยก็มี

บางท่านไปใช้ชีวิตอยู่ใต้สะพานกับขอทาน

บางท่านไปใช้ชีวิตในซ่องโสเภณี

บางท่านแสดงออกโดยการท้าทาย ด่าทอ

เขาเหล่านั้นมีจุดหมายสำคัญ คือ ปลุกชนทุกชั้นให้ตื่นขึ้นมาสัมผัสความจริงโดยไม่สนใจเปลือกป้ายทางสังคมใดๆ

เซน มีแก่นประการเดียว คือ การปฏิบัติเพื่อเข้าถึงประสบการณ์แห่งการตื่นรู้

หากจะนับเซนเป็นเหลี่ยมใดในพุทธ เซนก็คือเหลี่ยมแห่งการปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของพุทธ

ทั้ง เซน และ การปฏิบัติธรรม จึงเป็นเพชรยอดมงกุฎของพุทธ

เพชร แม้ตกหล่นอยู่ที่ใด ในโคลนตรม ย่อมต้องคือเพชร

และเพชรแห่งพุทธ มิได้อยู่ในแหล่งสุดหล้าฟ้าเขียว หากแต่อยู่ในใจของท่านทุกคน

เมื่อใดที่ท่านลงมือแสวงหา เมื่อนั้น เซน ย่อมต้องมาเยี่ยมเยื่อนท่าน อย่างไม่ต้องสงสัย

แล้วเมื่อนั้น รอยยิ้มแห่งปัญญา จะผลิบานที่พวงแก้มของจิตเดิมแท้

...............

บุญรักษา ชีวาสดชื่น
..............

เมฆบ้ามหาศาล

Saturday, January 13, 2007

รถเมล์สาย ๕๖


รถเมล์สาย ๕๖

สมัยผมยังเป็นเด็กน้อย เริ่มเข้ากรุงเทพฯมาเรียน ม.๑ ใหม่ๆ สมัยนั้นผมมีถิ่นพำนักอยู่ ณ อารามหลวงชั้นเอกแถวสำเพ็ง

งานอดิเรกยามว่างจากงานอารามหลวงกุลีไร่กรรมกร ในบ่ายวันเสาร์หรืออาทิตย์ นอกจากไปอ่านหนังสือแถววังบูรพาแล้ว ผมยังชอบเดินทางไปในที่ต่างๆที่ผมอยากไป มั่วๆไปแบบบักหำน้อยตะลุยกรุง

อยู่มาวันหนึ่ง ผมเกิดนึกถึงหนังสือเรียนวิชาต่างๆสมัยประถม ผมจำได้ว่าทุกเล่ม มักจะเขียนว่า จัดจำหน่ายโดยศึกษาภัณฑ์พานิช ราชดำเนิน ตอนประถมตามประสาเด็กบ้านนอก ผมเลยวาดจินตนาการว่า ศึกษาภัณฑ์มันต้องเป็นร้านที่ใหญ่มาก มีเครื่องเรียนเครื่องเขียนเต็มไปหมด น่าตื่นตาตื่นใจเป็นแน่

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงปักใจว่า เอาล่ะ วันนี้เราต้องออกท่องเที่ยวในเมืองใหญ่โดยมีจุดหมายที่ ศึกษาภัณฑ์พานิช สนุกล่ะตู

ผมเดินออกมาที่ป้ายรถเมล์หน้าวัด แล้วคอยมองว่ามีรถเมล์สายใดบ้างที่ผ่านราชดำเนิน เพราะศึกษาภัณฑ์มันอยู่ราชดำเนิน ฉลาดไหมล่ะ

ในที่สุด ผมก็พบหนทางแห่งการเดินทางอันน่าตื่นเต้นของผม รถเมล์สาย ๕๖ มีข้อความเล็กๆบ่งบอกว่าผ่านหลายสถานที่มาก แต่มีคำว่า “ราชดำเนิน” รวมอยู่ในข้อความบนป้ายข้างรถ “มันล่ะตู”

รถเมล์ ๕๖ กระชากออกตัวอย่างแรง รถวิ่งขึ้นสะพานพระปกเกล้า ฯ คูแฝดของเมโมเรี่ยล บริด ผมเพิ่งรู้ว่า ราชดำเนิน คงอยู่แถวฝั่งธนกระมัง ฉลาดไหมล่ะ ผม รถเมล์วิ่งมาถึงสี่แยกแล้วเลี้ยวเข้าถนนอสรภาพ อู่ทองใน

เห็นกรมหลวงชุมพรด้วย จากนั้นรถแล่นผ่านมาถึงสี่แยกศิริราช แล้วเลี้ยวขวาตรงขึ้นไปที่ถนนจรัลสนิทวงศ์ ราชดำเนินนี่ไกลเหมือนกันแฮะ

รถวิ่งมาบนถนนจรัลฯวิ่งไปเรื่อยจนถึงปิ่นเกล้า โอ้โหนั่นห้างพาต้าที่มีโฆษณาในทีวีนี่หว่า เราได้มาเห็นแล้วหรือนี่

รถวิ่งต่อมาบนถนนจรัล ฯผมเริ่มไม่รู้จักเส้นทาง เริ่มลนลาน ว่าทำไมมันไม่ถึงราชดำเนินซะที

รถวิ่งมาเรื่อย มาเรื่อย จนมาเลี้ยว ขวาขึ้นสะพานซังฮี้ คราวนี้งงเป็นไก่ตาแตก รถก็ติดมาก ผมนับเวลาตอนนี้ปาเข้าชั่วโมงครึ่งสำหรับการเดินทางไปศึกษาภัณฑ์

พอลงจากสะพาน ผมจำไม่ได้ว่ารถเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาต่อมาไม่รู้อีกกี่ที่ ผมเริ่มสับสน เราหลงทางรึเปล่า ทำไมไม่ถึงราชดำเนินซะที

ในที่สุดรถก็มาถึงราชดำเนิน และผมก็มองเห็น ศึกษาภัณฑ์พานิช เป็นร้านใหญ่โตทีเดียว แต่ผมหมดความตื่นเต้นไปเยอะ เพราะความกลัวหลงทางเล่นงานเอาเหนื่อย เวลาผ่านไปนานพอดู ผมเลยรีบเข้าไปเดินข้างในศึกษาภัณฑ์ พรางคิดในใจว่า ในที่สุดเราก็มาถึงจนได้เล่นเอาเหนื่อย
.........................................
ได้เวลาที่ผมจะกลับแล้ว ผมมองไปที่ป้ายข้างรถเมล์ดูว่า จะมีคำว่า จักรวรรดิ ติดอยู่บนป้ายรถเมล์คันใดหรือไม่ ในที่สุดผมก็เจอ เจอมันบนป้ายรถเมล์สาย ๕๖ สายเดิม ผมกระโดดขึ้นรถ รถแล่นมาสิบนาทีก็ถึง วัดจักรวรรดิราชวาส ถิ่นพำนักของผม

ผมรู้สึกโล่งใจที่กลับมาถึง วัดจนได้ วัดของผมกับศึกษาภัณฑ์แท้จริงห่างกันเพียงสิบนาทีเท่านั้น
ผมนี่โง่ชะมัด ผมไม่รู้ต่างหาก

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ คือ เมื่อผมรู้แล้ว ความกลัว ความสงสัย ความเหนื่อย ก็หายไป

นับแต่นั้นผมก็ยังมีโอกาสขึ้นรถเมล์สาย ๕๖ ของชีวิตอีกหลายครั้ง ขึ้นด้วยตัวเอง หลงด้วยตัวเอง เหนื่อย ทุกข์ ด้วยตัวเอง และหาทางลงด้วยเอง

จนถึงวันนี้ ราชดำเนิน ศึกษาภัณฑ์ เยาวราช เวิ้งนาครเขษม สำเพ็ง สะพานหัน พาหุรัด สนามหลวง วัดพระแก้ว พระอาทิตย์ พระจันทร์ ท่าเตียน ศิลปากร ท่าช้าง วังหลัง โต๊ะสนุก วงเหล้า วงหมากรุก โรงน้ำชา โพไซดอน ชองเซลิเซ่ (เมืองไทย) ดูดวง ส่องพระ ธรรมศาสตร์ จุฬา สุรา นารี ความทุกข์ ความสุข ความอยาก ความใคร่ ความกลัว ความทรมาน ความเจ็บปวด การเมือง การต่อสู้ การสัปปะยุทธ การชกต่อยแบบข้างถนน การโดนคนเอาตีนตะบันหลัง หมัดตะบันหน้า การด่าทอ การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ความมีมิตรไมตรี เธอ เธอ เธอ กระทั่งเธอ กระทั่งความรัก กระทั่งความหอมหวาน กระทั่งความเจ็บปวดรวดร้าวแหลกลาญ และอีกนานาประการ

ทั้งหมด เป็นเพียง รถเมล์สาย ๕๖

นี่คือวันหนึ่ง วันเล็กๆ ของเด็กเล็กๆที่เดินทางคนเดียวในเมืองใหญ่ อย่างไม่รู้อะไรเลย
เช้าวันเด็ก ผมตกเครื่องบินไปอุบลฯ บางทีการตกเครื่องบินก็มีข้อดีเหมือนกัน นอนยาวๆ
...................................
ขอให้เด็กทุกคนเดินทางในถเมล์ชีวิตของเธอต่อไป
จงเดินทางเด็กๆ
และจงเดินทางอย่างปลอดภัย
เพราะ ฉันเชื่อในความมีสติปัญญาของพวกเธอ
แล้ว เธอทั้งหลายจะได้เรียนรู้ ว่ารสชาติแห่งความสุขที่แท้เป็นอย่างไร
................................
คำขวัญวันเด็กแด่คุณหนูๆจากบางตอนของเพลงวันเด็ก ของพี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง

“เด็กในวันนี้ คือผู้ใหญ่ในวันพรุ่ง เด็กคือสายรุ้งงามหลากสีสัน
อยากให้โลกสวยต้องช่วยให้เด็กมีฝัน เด็กคือบุคคลสำคัญ ให้วันเด็กมีหลายวัน”
..............................
รักเด็ก
...................
เมฆบ้า The Kind

Wednesday, January 10, 2007

วันที่ไม่มีอะไรจะเขียน


วันที่ไม่มีอะไรจะเขียน

“วันที่ไม่มีอะไรจะเขียน” มันจะมีอะไรเขียนได้ยังไง ก็ไม่แน่
ถ้าวันไหนเป็น “วันที่มีอะไรจะเขียน” วันนั้นมันก็เป็นวันที่มีอะไรจะเขียน

ว่าจะเขียนเรื่องการเมือง แต่ก็ไม่มีอะไรจะเขียน
ว่าจะเขียนเรื่องความรัก แต่ก็ไม่มีอะไรจะเขียน
ว่าจะเขียนเรื่องกฎหมาย แต่ก็ไม่มีอะไรจะเขียน
ว่าจะเขียนเรื่องสังคม แต่ก็ไม่มีอะไรจะเขียน
ว่าจะเขียนเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่มีอะไรจะเขียน
ว่าจะเขียนเรื่องศาสนา แต่ก็ไม่มีอะไรจะเขียน

เรื่องของเรื่อง ก็คือ ไม่มีอะไรจะเขียน เลยมาเขียนเรื่อง “วันที่ไม่มีอะไรจะเขียน”
วันที่ไม่มีอะไรจะเขียน จึงเป็นวันที่มีสาระสำคัญอยู่อย่างเดียว คือ ไม่มีอะไรจะเขียน
ด้วยเหตุนี้ บทสาธยายขนาดมินิคอกเทลนี้ จึงชื่อว่า วันที่ไม่มีอะไรจะเขียน

แต่ที่แน่ๆ “วันที่ไม่มีอะไรจะเขียน” เป็นคนละวันกับ “วันที่ไม่รู้จะเขียนอะไร”
“วันที่ไม่มีอะไรจะเขียน” คือวันที่ผมนั่งมองความเป็นไปแบบไม่คิดอะไร
ไม่แน่วันพรุ่งนี้ ผมอาจมีอะไรจะเขียน

……………………………

เมฆบ้ามหาศาล

Wednesday, January 03, 2007

งานเลี้ยง


งานเลี้ยง

หลังจากนักรบพเนจรกรำศึกมาเนิ่นนาน มิมีสิ่งใดจะดีไปกว่าการได้เลี้ยงฉลองอยู่กับคนแวดล้อมใกล้ชิด
วิสัยแห่งสงครามคือการต่อสู้ฟาดฟัน แต่ละฝ่ายก็ทำไปเพื่อจุดยืนของตนเอง
แต่จุดยืนที่นักรบพเนจรสรรเสริญ คือจุดยืนเพื่อชาติบ้านเมืองเท่านั้น

นักรบพเนจรสอดตัวเองเข้าไปในกระโจม ด้วยใจหวังได้ดื่มน้ำเย็น แลฟังเสียงคีตการขานขับ
เขาหวังเพียงโอบกอดคนที่รัก พร้อมพรรคมิตรสหายคนคุ้นเคย

แต่บัดนั้น บรรดาเหล่าสหาย ทั้งน้องพี่ เพื่อน คนที่เขาเคารพ กระทั่ง คนที่เขารัก กลับจ้วงแทงมีดร้าย ลงกลางหัวใจของนักรบพเนจร

เป็นชะตากรรมอันร้ายกาจที่สุด ที่นักรบพเนจร ได้เจอ

ความหวานหอมของงานเลี้ยง แท้จริง มีขึ้นเพื่อฆาตกรรม เขา นักรบพเนจร

ผู้เลือดโซมกาย และ หัวใจแตกสลาย

ช่างน่าตลกขบขันยิ่งนัก

สิ่งสุดท้ายในห้วงหัวใจของเขา คือ ซาตานตนใดที่ชักนำเขาเหล่านั้นให้ทำเช่นนี้

ชะตา กรรม ของ นักรบพเนจร ผู้ขาดไร้กระทั่งความสำราญ ในยามที่เขาเจ็บปวด

ขอวิญญาณของนักรบพเนจร จงไปสู่สุคติเทอญ

ขอวิญญาณของเหล่าสหายและคนรัก จงไปสู่สุคติเทอญ ขอให้ผลบาปอย่าได้ตกติดไปกับเขา

ขอวิญญาณของประเทศชาติบ้านเมือง จงไปสู่สุคติเทอญ

...........

สิ่งใดร้ายกว่ายาพิษ ? หัวใจของมนุษย์นั่นไง
...........
บุญรักษา ชีวาสดชื่น
เมฆบ้า

Tuesday, December 26, 2006

๔๙ ปีแห่งการสู้รบปรบมือกับตัวเอง


ปี ๒๕๔๙ เป็นปีที่ผมจะไม่มีวันลืม เพราะปีนี้ที่ใกล้จะล่วงเลย เป็นปีที่ผมได้ผ่านสงครามอันยิ่งใหญ่ คือ สงครามกับตัวตนของตนเอง

สงครามภายในจิตใจ คือ สงครามชนิดที่สำคัญที่สุด และวิสัยแห่งสงครามย่อมมีชนะบ้าง แพ้บ้าง เป็นธรรมดา ผลชี้ขาดของสงครามนั้น มีปัจจยตาแวดล้อมหลายประการ ทั้งความอดทน ความเข้มแข็ง จังหวะ เวลา โอกาส ฟ้า ดิน กระทั่งกรรมเก่าที่ได้ทำเอาไว้

พูดถึงความพ่ายแพ้ ปีนี้เป็นปีที่ผมพบกับความพ่ายแพ้ต่อตัวเองอย่างมากมายมหาศาล

ทั้งความพ่ายแพ้ต่อโทสะ ที่ต้อนรับผมตั้งแต่ต้นปี

ความพ่ายแพ้ที่ไม่อาจให้อภัยกับระบอบทักษิณผู้โหดร้ายกับประชาชน จนต้องออกไปด่าทอ บริภาษ

ความพ่ายแพ้ที่ไม่อาจรักษาสติบางส่วนได้เมื่อเผชิญสมรภูมิการต่อสู้ทางการเมือง

ความพ่ายแพ้ที่ไม่อาจอดรนทนต่อความเห็นที่แตกต่างในสถานการณ์บ้านเมืองที่เลวร้าย

ความพ่ายแพ้และอ่อนแอเกินไปกับความรักที่กลับมาทวงถามอีกครั้ง

ความพ่ายแพ้ที่ไม่อาจทำหน้าที่ของคนรัก ที่ผมไม่อาจหันแก้มซ้ายให้ตบได้ (ข้อนี้ผมคงต้องเรียนรู้จาก จีซัส มหาบุรุษแห่งความรัก)

สำหรับชัยชนะ หรือสิ่งที่เรียกว่าชัยชนะ ก็มีไม่น้อย

ผมดีใจที่ได้ทำหน้าที่ของคนรักอย่างสุดกำลังความสามารถที่ผมทำได้ ในสถานการณ์ที่ผมหมดแรงกับมัน

ผมดีใจที่ผมได้ทำหน้าที่ปกป้อง ประเทศชาติ อย่างสุดความสามารถ แม้ว่าประเทศชาติของเรากำลังจะล่มสลายในกำมือของ คมช. ผู้มืดบอดก็ตาม

ผมดีใจที่ผมสามารถเอาชนะจิตใจของตัวเองได้บางส่วนจนสามารถทำใจให้สงบได้ในระดับนึง

สำหรับชื่อเสียง ชื่อเสีย ทางสังคม

สำหรับสมัชชาแห่งชาติ สภายุง

สำหรับทุนการศึกษาไปเรียนนอก บางระมัน

ผมมองว่ามันเป็นเพียงฝุ่นผง เอาไว้เป่าเล่น

กล่าวโดยภาพรวมผมพอใจกับตัวเองบางเรื่อง และไม่พอใจตัวเองบางเรื่อง

แต่นั่นก็อีก ความพอใจ หรือ ไม่พอใจล้วนเป็นมายาการทั้งสิ้น

ปีนี้ ใกล้หมดเวลาของมัน ตามหมุดเข็มที่มนุษย์กำหนด

ผมเคยเฝ้ารอหมุดเข็มบางประการที่ใครบางคนปักทำเครื่องหมายเอาไว้ แต่ยิ่งใกล้ปีใหม่ การนับถอยหลังของผมเพื่อเฉลิมฉลองความสุขก็ยิ่งห่างไกลออกไปเรื่อยๆ

บางที่โลกนี้ก็แปลก ธรรมชาตินี้ซิยิ่งแปลก หรือว่า พระเจ้าและธรรมชาติเหงามาก จึงสร้างมนุษย์ให้เป็นหุ่นไขลานไว้ดูเล่น ลานของมนุษย์แท้จริง คือ กรรม ที่ กำ จิตใจเราอยู่นั่นเอง

ผมจะเดินต่อไปบนจุดหมายที่มาถึงอยู่ตลอดเวลา ไม่ดิ้นรน ค้นหา เฝ้ารอ สิ่งใด จนกว่า กรรม ที่ธรรมชาติแอบไขลานให้ผมมานับหมื่น นับแสนปี จะหยุดแรงลง

........................................................

วันเสาร์ที่ผ่านมา ผมไปสอนหนังสือนักศึกษาที่น่ารัก ณ จังหวัด หนองคาย สอนเลิกประมาณบ่ายสอง ก็ตีรถจากหนองคายมาที่อุดร แวะทานกาแฟกับลูกศิษย์ อันประกอบด้วย มะเดี่ยว มะนุช มะวิว และมะสันต์ จากนั้นขึ้นรถจากอุดร ไปนครพนม อีกประมาณห้าชั่วโมง เพื่อไปร่วมงานหมั้นของเพื่อน งานหมั้นแบบประเพณีผสม ระหว่าง ไทย ญวน จีน เจ้าสาวเป็นคนเชื้อสายเวียดนามคาดว่าคงอพยพมาพร้อมลุงโฮ งานหมั้นนี่ก็สนุกดี

ผมรับหน้าที่ถ่ายรูปให้กับ ว่าที่เจ้าสาวและเจ้าบ่าว ผมพยายามอย่างที่สุดที่จะทำหน้าที่ตากล้อง การถ่ายรูปให้ดีต้องใส่ความรู้สึกลงไปด้วย และผมก็ทำมันได้ในระดับที่สุดความสามารถ

งานหมั้นของเพื่อนกระผม คงทดแทนสิ่งที่ผมเคยเฝ้ารอได้กระมัง ไม่รู้สิ ปล่อยไปตามเวรกรรม

ขากลับ ยามดึก ระหว่างทางโดยสาร ผมปรับเบาะรถ แล้วแหงนหน้าขึ้นมองเวิ้งฟ้า เหนือภูพาน

ดาวเด่น นับแสนยังทอแสงระยิบระยับ ผมคิดคำนึงในจิตใจว่า เมื่อหมื่นปีที่แล้ว ขณะที่มนุษย์ยังไม่มีภาษาไว้เรียกขาน คงมีหนุ่มสาวคู่ใดคู่หนึ่ง นอนดูดวงดาวนับแสนอยู่ด้วยกัน

เขาอาจรักกัน รักกันโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งนั้นเรียกว่า ความรัก

เขาอาจให้กัน โดยไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่านั้น คือการให้

เขาทั้งคู่อาจใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน โดยไม่รู้ว่านั้น คือ การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน

และเมื่อถึงเวลาใครบางคนอาจตายจากไปก่อน และปล่อยให้ใครอีกคนร้องไห้ โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ความตายได้พัดพรากคนที่เขารักไปเสียแล้ว

เขาคนนั้นอาจรู้แต่เพียงว่า มีของเหลวไหลออกจากดวงตา โดยที่เขาไม่ต้องฝืนต้านหรือข่มใจ

ธรรมชาติและพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ ว่าใครจะอยู่ที่ไหนเมื่อไร

มนุษย์ตัวน้อยเช่น เขา และ ผม หรือใคร ก็ไม่อาจฝืนต้าน

ไม่ว่าจะใน พ.ศ.ใดก็ตาม

.....................................................

รถโดยสารแวะพักที่โคราช ตอนเที่ยงคืน
ผมเดินงัวเงียลงมาจากรถ สมองมึนๆงงๆ

ขณะนั่งอยู่ที่โต๊ะ สหายเก่าเอ่ยขึ้นว่า ปีนี้ช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน

นั่นสิ ผมก็รู้สึกเช่นนั้น รู้สึกว่าปีที่ผ่านมาผมเหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่น

บางทีความอ่อนแอภายใน กับภาวการณ์ภายนอกอาจชักพาผมไปสู่จุดใดจุดหนึ่งในห้วงทะเลแห่งจิตวิญญาณ

ผมรู้สึกว่า สุขภาพของย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น สูบบุหรี่มากขึ้นกว่าเดิมมาก ผู้คนใกล้ชิดล้วนหลบลี้หนีหน้า

รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ความเศร้าบางประการแล่นลึกอยู่ในจิตวิญญาณ

ผมคงต้องเฝ้าดูมันต่อไป ต่อไป และต่อไป

และขอให้ผลบุญที่ผมทำในปีนี้ ช่วยเป็นแรงขับดันให้บรรลุมรรคผลที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
..................

ฝากคำทิ้งท้าย จากกวีศรีชาวนา

จิต ดุจนาไร่

ประสบการณ์ ดุจ คันไถพรวนดิน

ความทุกข์ ดุจเมล็ดพันธ์พืช

ปัญญา ดุจต้นกล้า

มรรคผล ดุจ รวงข้าวสีทองผ่องอำไพ

................

สุขสันต์วันปีใหม่
บุญรักษา ชีวาสดชื่น

เมฆบ้ามหาศาล

Saturday, December 16, 2006

เชื้อราแห่งโลก


โลกมีธรรมชาติของตัวมัน จะกล่าวให้กว้างไปกว่าธรรมชาติในแง่วัตถุ ก็หนีไม่พ้นธรรมชาติในจิตใจมนุษย์
โลกทุกวันนี้ เปลี่ยนสีสันไปเป็นอันมาก และแน่นอนที่สุด ธรรมชาติในจิตใจมนุษย์ คือ กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโลก นอกเหนือไปจากแรงเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็กที่ทำให้โลกหมุนได้

จากการพิสูจน์ทดลอง ด้วยเหตุผลเชิงประจักษ์ ที่มีประสบการณ์อันไม่อาจแบ่งแยก แทนค่าได้แน่นอน ผมพบว่าโลกทุกวันนี้ถูกขับเคลื่อน ด้วยความโลภ

ความโลภ เป็นตัวสร้างศาสนาทุน ศาสนาตลาด ขึ้นมามีอิทธิพลเหนือ ศาสนาปรมัตถ์ เหนือกรอบศีลธรรม จารีตประเพณี ขนบธรรมเนียม กระทั่ง กฎหมาย

ศาสนาทุนกำลังปิดล้อมหัวใจผู้คน เพราะศาสนาทุนเข้ากันได้ดีกับธาตุแท้ที่สำคัญอันสถิตย์อยู่ในตัวมนุษย์ คือ ความโลภ ความอยาก ความใคร่ ซึ่งพุ่งผ่านเข้าออกทางประสาทสัมผัสทั้งหก ให้เราได้เสพกินกันอย่างไม่หยุดยั้ง เรียกว่า อิ่มท้อง อิ่มตา อิ่มหู อิ่มรสชาติ อิ่มกลิ่น อิ่มเอมอบอวลไปทั้งเรือนร่าง กระทั่งจิตใจ

เมกะ นิวยอร์ค มหาวิหารทุนยังคงขมักเขม้นผลิตชุดความคิด เขียนพระธรรมของศาสนาทุนอย่างไม่หยุดหย่อน
เหล่านักวิชาการ นักการเมือง นักการธนาคาร นักกฎหมาย นักธุรกิจ โบรกเกอร์ ทั่วโลก ยังคงพร่ำบ่นและสวดอ้อนวอนถึงพระผู้เป็นเจ้า ผ่านพิธีกรรมทางศาสนา ณ ที่วิหารของพวกเขา ทั้งใน มหาวิทยาลัย ในสภา สำนักงานกฎหมายในตึกสูงระฟ้า ในตลาดหุ้น ตลาดเงิน บริษัทหลักทรัพย์ ธนาคาร ทีวี วิทยุ ระบบเครือข่ายครอบโลก โดยมีเทคโนโลยีบุญบนป้ายไฟ วิ่งกันขวักไขว้ ไปมาเพื่อบอกอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ดัชนีตลาดหุ้น ราคาน้ำมัน ราคาสินค้าซื้อขายล่วงหน้า

มนุษยโลก ก็มิน้อยหน้า ในนามของสาวกแห่งตลาด เขาทั้งหลายในฐานะพลโลกผู้บริโภค ด้วยความเคารพและศรัทธาเขาต่าง ยกย่องบูชา พระผู้เป็นเจ้าของเขา ผ่านการทำงานอันแสนเหน็ดเหนื่อย เช้ายันค่ำ เพื่อพรจากพระเจ้า เป็นเงินตรา เพื่อซื้อหา บริขารของสาวกทุน ตั้งแต่เสื้อผ้ายี้ห้อดัง รถคันงาม บ้านหลังหรู นาฬิกาเรือนโก้ กระทั่งกอดก่ายความสุขในโรงแรมระดับห้าดาว พร้อมทั้งหลับฝันไปกับอัตราตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงในบัญชีเงินฝาก จำนวนหนี้สิน และสินค้าตัวใหม่ที่เขาต้องการ

วัยรุ่นก็มิน้อยหน้า ในนามสาวกผู้ป็นความหวัง ของศาสนจักรทุน เขาเหล่านั้นล้วนชื่นชมยินดี ที่จะสวดอ้อนวอนถึง พระผู้เป็นเจ้า โดยการเดินทางไปอย่างสมัครใจ เพื่อเข้ารีตแห่งยุคสมัย เขาต่างยึดเอาวิถีดาราบ้ากามในฮอลลีวู้ดเป็นสรณะ ยึดเพลงฮิบ ฮอป เป็นบทสวด ยึดเอาท่าเต้นของบรรดาสตาร์ทั้งหลายเป็นท่ากราบกรานต่อวิถีทุนวัฒนธรรม เขาเหล่านั้นสมัครใจที่จะเสพสังวาสกันอย่างครึกโครม โดยไม่สนใจขนบประเพณีอันเก่ากรึครึเคร่ง และเขาจะยินดียิ่งในการพัฒนาร่างกายให้มีสัดส่วนสวยงาม โดยการสมัครเป็นสมาชิกของสถานออกกำลังแบบเรียกเก็บรายเดือน หรือไม่ก็นำเงินไปซื้อยาลดความอ้วน

โลกทั้งโลกกำลังเริงโลดไปบนฟลอร์ที่มีเหล่า นักบุญทุน เป็นดีเจ มุนษย์เป็นตัวละครสำคัญที่กระโดดโลกไหลไปบนเวทีชีวิต อย่างไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อย

ศาสนาทุน จึงเป็นศาสนาหลักที่ครอบงำธรรมชาติแห่งโลก

ครอบงำ ระบอบการเมือง

ครอบงำ ระบอบการบริโภค

ครอบงำ ระบอบวัฒนธรรม

ครอบงำ ความคิด ความรู้สึก

ครอบงำแบบกินลึกลงถึงจิตใจ

มันบงการเรา ช่วงใช้เรา สิงสู่เรา เหล่ามนุษย์ มันอาจทำให้ผู้ชายลงทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งรถคันงามที่สุด หรือกระทั่งปลดตะขอยกทรงสตรีได้อย่างง่ายดาย

เราสามารถเข้าถึงมันได้ ง่ายๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปยังนครเมกะแต่อย่างใด ศาสนาทุนอยู่รายรอบตัวคุณ ที่หน้าบ้าน บนเตียง ในผับบาร์ ในห้องน้ำ ในโรงแรม บนเครื่องบิน บนเสื้อผ้า กระทั่งโถปัสสาวะ

ศาสนาทุนไม่เบื้องต้น เบื้องปลาย มันสิงสู่อยู่ทุกที่ หากเพียงคุณสวดภาวนาถึงมัน ด้วยความโลภอันเปี่ยมล้นในหัวใจของคุณ พระเจ้าแห่งทุนจะมาเยี่ยมเยือนคุณอย่างง่ายดาย

................................

ผมลอง ล่องลอยออกไปที่อวกาศ และมองลงมาที่โลก ผมพบว่าโลกมนุษย์กำลังกลายเป็นเหมือน แอปเปิ้ล เน่าๆ ที่มนุษย์เกาะกินเป็นเชื้อรา ผมเลยฉุกคิดขึ้นได้ว่า บางทีธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ หรือพระเจ้าแท้ๆ อาจจงใจสร้างความโลภ ความบาป มาให้มนุษย์ เพื่อที่จะวางกำนดเวลาแห่งการสิ้นอายุขัยของตัวมนุษย์เอง และเพื่อที่จะให้โอกาสสัตว์โลกชนิดอื่นได้มาใช้ชีวิตบนแอปเปิ้ลใบเน่าต่อจากมนุษย์

ผมจึงภาวนาว่า อย่าได้เกิดเป็นสัตว์โลกต่อจากยุคของมนุษย์อีกเลย

คิดได้ดังนี้ จึงโล่งสบายในจิตใจ

ก่อนร่อนไหลลงในสังคมมนุษย์ เชื้อราหย่อมเล็กๆ ในมหาจักรวาล

..............

บุญรักษา เชื้อราสดชื่น

Tuesday, November 21, 2006

“จับตาขบวนการปล้นชาติ ปล้นโครงข่ายโทรคมนาคมไทย"


กราบเรียนพี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพ


สถานการณ์บ้านเมืองกำลังอยู่ในวาระแห่งการปฏิรูปการเมือง ซึ่งจุดเริ่มต้นสำคัญในการปฏิรูปการเมืองอยู่ที่การสร้างระบบกลไกที่มีประสิทธิภาพในการกวาดล้างการทุจริตคอรัปชั่น และ ขจัดการแทรกแซงองค์กรอิสระ โดยการนำเสนอวาระดังกล่าวให้ปรากฏสู่สาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง มีความวิตกห่วงใยยิ่ง ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความพยายามของกลุ่มทุนโทรคมนาคมที่จะเข้ามายึดโครงข่ายโทรคมนาคม สมบัติของชาติที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการลงทุนมาตั้งแต่ในอดีต ซึ่ง กทช. กลับมองไม่เห็นความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น กลับเร่งรัดผลักดันให้มีการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม IC (Interconnection) ที่จะเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ เพื่อใช้อ้างเป็นเหตุผลที่จะไม่จ่ายค่าเชื่อมโครงข่ายตามสัญญาสัมปทาน โดยมีรายละเอียดคือ

ความย้อนถึง สมัยแห่งการปฏิรูปประเทศ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่พระองค์ได้ทรงดำเนินรัฐประศาสนโยบายในการนำพาประเทศชาติ ประชาชน ให้รอดพ้นจากภัยคุมคามของลัทธิจักรวรรดินิยม โดยการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการบริหารราชการแผ่นดินให้มีความทันสมัยทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศ จนนำพาสยามรอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติได้นั้น คุณูปการที่พระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงพระราชทานไว้แก่ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย มีความกว้างขวางครอบคลุมกิจการของประเทศสยามในหลายมิติ ทั้งมิติทางการเมือง การปกครอง การบริหารราชการแผ่นดิน การปฏิรูปกฎหมาย ตลอดจนการปฏิรูประบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ จนประชาชนชาวไทยได้มีความอยู่ดี กินดี ตลอดมา

กล่าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ กิจการสื่อสาร กิจการโทรคมนาคม พระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานการสื่อสารของประเทศนับเนื่องแต่รัชสมัยของพระองค์ กระทั่งในกาลต่อมา กิจการสื่อสารและโทรคมนามคมได้รับการพัฒนาจนเจริญรุดหน้าขึ้นเป็นกิจการที่มีความทันสมัย โดยอาศัยโครงข่ายโทรคมนาคมที่กว้างขวางครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ เป็นฐานทางเทคโนโลยีที่สำคัญ อันประชาชน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสร้าง และสงวนไว้ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ทั้งเพื่อการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคง และประโยชน์สาธารณะ โครงข่ายโทรคมนาคมจึงถือเป็นสมบัติชาติที่ถักทอระบบการสื่อสารของชาติให้มีความก้าวหน้ามาเนิ่นนานนับร้อยปี

แต่แล้ว เมื่อพิจารณาสถานการณ์ของประเทศไทยในยุคโลกาภิวัตน์ ที่แสนยานุภาพของการยึดครองแปรเปลี่ยนจาก “อำนาจของเรือปืน” ไปเป็น “อำนาจทุน” จะพบว่า สถานการณ์ของประเทศไทยตกอยู่ในภาวะที่อันตรายยิ่ง ทั้งนี้เนื่องจากได้ปรากฏพฤติกรรมของกลุ่มทุนโทรคมนาคม ที่ได้ใช้ “อำนาจทุน” เข้าลิดรอนผลประโยชน์ของชาติในกิจการโทรคมนาคม กระทั่งกำเริบเสิบสานจนมีการใช้อำนาจทุนเพื่อเข้าสู่อำนาจทางการเมืองในทุกรูปแบบ ไม่เลือกว่าจะเป็นยุคของ “ระบอบทักษิณ” หรือ “รัฐบาลชั่วคราว” เข้าคุมบังเหียนในการกำหนดกติกาโทรคมนามค อันเป็นการใช้อำนาจทางกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้เกิดการแย่งยึดโครงข่ายโทรคมนาคมอันเป็นสมบัติชาติไปเป็นของตนเอง

สถานการณ์ที่อันตรายยิ่งดังกล่าว ได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ชัดผ่านพฤติกรรมของกลุ่มบุคคล ดังนี้

๑.การผิดนัดไม่ชำระราคาการใช้โครงข่ายตามสัญญาโดยไม่มีเหตุผลสมควร
สัญญาที่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรคมนาคมอันเอกชนได้ทำกับรัฐนั้น โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นสัญญาที่มีขึ้นเพื่อจัดตั้งและดำเนินบริการสาธารณะ เพื่อการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของชาติ ผลประโยชน์สาธารณะ โดยเสรีและเป็นธรรม ซึ่งบรรดาสัญญาต่างๆได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายบ้านเมือง ทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.๒๕๔๔ และพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งทำให้สัญญาต่างๆยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าอายุสัญญาจะสิ้นสุดลง ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีเหตุผลใดที่กลุ่มทุนจะสามารถกล่าวอ้างไม่ปฏิบัติการตามสัญญาดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผิดนัดไม่ชำระราคาการใช้โครงข่ายกิจการโทรคมนาคมอันเป็นสัญญาที่กลุ่มทุนโทรคมนาคมมีข้อผูกพันในการชำระราคากับรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจในการจัดทำบริการสาธารณะ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน จนเป็นเหตุทำให้รัฐสูญเสียรายได้ที่จะนำไปพัฒนาประเทศเป็นจำนวนมากมายมหาศาล พฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นการลิดรอนส่วนอันพึงมีพึงได้ของประเทศชาติ ที่สังคมทุกภาคส่วนควรเฝ้าจับตาเป็นประการแรก

๒.การออกประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนโทรคมนาคม กฎหมายการประกอบกิจการโทรคมนาคม อนุญาตแต่เฉพาะผู้รับใบอนุญาตที่มีโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นของตนเองเท่านั้นที่จะสามารถทำการเชื่อมโยงโครงข่ายโทรคมนาคมของตนเองเข้ากับผู้รับใบอนุญาตที่มีโครงข่ายโทรคมนาคมรายอื่น การที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้ออกประกาศกำหนดให้ กลุ่มทุนโทรคมนาคม ที่มีฐานะเป็นเพียงคู่สัญญาสัมปทานสามารถเชื่อมโยงโครงข่ายกิจการโทรคมนาคมได้นั้น จึงเป็นการออกกฎเกณฑ์ที่อยู่นอกเหนืออำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีลักษณะการออกกฎเกณฑ์เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนโทรคมนาคมได้เชื่อมโยงโครงข่ายฯทั้งที่ตนไม่มีสิทธิ เป็นการออกกฎเกณฑ์ที่ไม่มีความเป็นธรรมเนื่องจาก กลุ่มทุนโทรคมนาคมไม่มีโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นของตนเอง แต่โครงข่ายที่ครอบครองอยู่ล้วนเป็นสมบัติของชาติที่กลุ่มทุนจะต้องโอนให้กับรัฐวิสาหกิจตามสัญญาแบบ BTO (สร้าง โอน บริหาร) เป็นการออกกฎเกณฑ์ให้กลุ่มทุนโทรคมนาคมใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ชำระราคาการใช้โครงข่ายตามสัญญาโดยไม่มีเหตุผลสมควร และประการสำคัญที่สุด เป็นการออกกฎเกณฑ์เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนโทรคมนาคมเข้าแย่งยึดโครงข่ายโทรคมนาคมอันเป็นสมบัติชาติไปเป็นของตนเอง

๓.การใช้ความพยายามในการเข้ายึดโครงข่ายกิจการโทรคมนาคมของชาติโดยฝีมือของกลุ่มทุนโทรคมนาคม
กลุ่มทุนโทรคมนาคมได้ทำการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมที่ตนครอบครองอยู่โดยไม่มีสิทธิ โดยอ้างเหตุผลตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง การใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม ที่บัญญัติมาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนโทรคมนาคม ทั้งนี้เนื่องจากตามกฎหมายการประกอบกิจการโทรคมนาคมนั้น อนุญาตให้เฉพาะ ในระหว่างผู้รับใบอนุญาตที่มีโครงข่ายเป็นของตนเองเท่านั้นที่สามารถทำการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมของตนเองเข้าด้วยกัน แต่กรณีดังกล่าวโครงข่ายโทรคมนาคมที่กลุ่มทุนโทรคมานคมทำการใช้และเชื่อมต่อนั้นไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของกลุ่มทุนโทรคมนาคมแต่ประการใด แต่แท้จริงแล้ว โครงข่ายโทรคมนาคมดังกล่าวเป็นสมบัติของรัฐวิสาหกิจตามผลของสัญญาแบบ BTO (สร้าง โอน บริหาร) จึงหาได้เป็นโครงข่ายโทรคมนาคมของกลุ่มทุนโทรคมนาคมแต่ประการใด พฤติกรรมดังกล่าวจึง เป็นการละเมิดต่อกฎหมายการประกอบกิจการโทรคมนาคม เป็นการละเมิดต่อสัญญา BTO และเป็นการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมในการเข้าแย่งยึดโครงข่ายโทรคมนาคมที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนานมาเป็นของตนเอง

พฤติกรรมทั้งสามประการดังกล่าวถือเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อโครงข่ายโทรคมนาคมไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕และประชาชนชาวไทยทุกคน ทั้งที่เสียชีวิตไปแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ ได้ร่วมกันสร้างบ้านแปงเมือง พัฒนา ถักทอ โครงข่ายกิจการโทรคมนาคมจนเจริญรุดหน้าตราบจนถึงปัจจุบัน

เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง จึงขอฝากความวิงวอนไปยัง ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ รัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ ได้โปรดพิจารณาตรวจสอบและดำเนินการตามกรอบอำนาจหน้าที่ของตน เพื่อขจัดภัยคุกคามต่อโครงข่ายกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นสมบัติของชาติต่อไป

ทั้งนี้ฝากคำวิงวอนถึง ประชาชนทุกหมู่เหล่าในการสร้างเสริมหลักการเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยการลดการใช้บริการในรูปแบบต่างๆของกลุ่มทุนโทรคมนาคม และแสดงออกซึ่งความเป็นเจ้าของสมบัติของชาติ และขอเรียกร้องให้ กทช.พิจารณาใคร่ครวญวิถีชีวิตของตนเองว่าจะทำหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะตามอาณัติที่กฎหมายให้ไว้ หรือ จะยอมรับกระบวนการพิจารณาคดีตามกฎหมายทุกรูปแบบ ที่ไม่ต่างจาก กกต.

เจริญ คัมภีรภาพ
บรรเจิด สิงคะเนติ
คมสันต์ โพธิ์คง
ศาสตรา โตอ่อน

เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง

Friday, November 17, 2006

บทกวีที่ทรงอิทธิพลยิ่งต่อชีวิตข้าพเจ้า




บทกวีที่ทรงอิทธิพลยิ่งต่อชีวิตข้าพเจ้า

อัลมิตรา เอ่ยเอื้อนวจีกล่าวถาม “โด้โปรดเฉลยแก่เราถึง ความรัก”

เมื่อความรักร้องเรียกเธอ จงตามมันไป

แม้วางหนทางแห่งรัก จะขรุขระหรือสูงชันเพียงใด

และเมื่อปีกของมันโอบกอดรอบกายเธอ จนหนามแหลมอันซ่อนอยู่ใต้ปีกเสียดแทงหัวใจของเธอ จงยอมทน

และเมื่อมันพูดกับเธอ จงเชื่อตาม
แม้ว่าเสียงของมันจะทำลายความฝันของเธอ
ดังลมเหนือพัดกระหน่ำสวนดอกไม้ให้แหลกลาญฉะนั้น

ณ ขณะที่ความรักสวมมงกุฎหนามให้เธอ
มันก็จะตรึงกางเขนเธอ และเมื่อมันให้ความเติบโต การลิดรอนก็จะเกิดขึ้น

แม้ขณะเมื่อมันไต่ขึ้นสู่ยอดสูง และลูบไล้กิ่งก้านอันแกว่งไกวในแสงแห่งอรุณรุ่ง
ความรักก็มิหยุดที่จะหยั่งลงสู่รากลึก และเขย่าถอนส่วนทีติดตรึงมั่นกับผิวดิน

หากเธอเป็นดั่งพืชพันธ์
ความรักจะรวบรวมเธอดั่งฝักข้าวโพด
มันจะแกะเธอออกจนเปลือยเปล่า
และร่อนเธอให้ผละละร่วงจากฝัก
มันจะบดเธอเป็นผงขาว แล้วขยำเธอจนเปียก

มันจะนำเธอสู่ไฟศักดิ์สิทธิ เพื่อเธอจะได้กลายเป็นอาหารทิพย์ของพระเป็นเจ้า

….............................................

อัลมิตรา
หากเธอจะรัก และจำต้องมีความปรารถนา ก็ขอให้ความปรารถนาของเธอจงเป็นดังนี้

เพื่อจะละลายและไหลดังธารน้ำ ที่ส่งเสียงขับขานยามราตรี

เพื่อจะเรียนรู้ความเจ็บปวดรวดร้าว อันเกิดแต่ความอ่อนโยนเกินไป

เพื่อจะต้องบาดเจ็บ ด้วยความเข้าใจในความรักของตนเอง

เพื่อจะยอมให้เลือดหลั่งไหล ด้วยความเต็มใจและปราโมทย์

เพื่อจะตื่นขึ้น ณ อรุ่ณรุ่ง ด้วยดวงใจอันปิติและขอบคุณความรักอีกวันหนึ่ง

เพื่อจะหยุดพัก ณ ยามเที่ยง และเพ่งพินิจความสุขซาบซึ้ง ของความรัก

เพื่อจะกลับบ้าน ณ ยามพบค่ำ ด้วยความรู้สึกสำนึกคุณ

เพื่อจะหลับไปพร้อมกับคำสวดมนต์ภาวนาสำหรับคนรักในดวงใจ
และเพลงสรรเสริญบนริมฝีปากของเธอ

From The Prophet
KAHLIL GIBRAN

..........................................

เวลาที่ผมกลับมาอ่านลำนำของ กวีเอกชาว เลบานอน ผู้เกรียงไกรครั้งใด
ผมมักจะนึกถึง เด็กชายวัยรุ่นผู้หนึ่ง คือ ตัวผมเอง
ราวสิบห้าปีมาแล้ว ผมมักพบตัวเองเป็นหนอนบริโภคหนังสืออยู่ที่ร้านแพร่พิทยา วังบูรพา
กวีบทนี้ ผมเปิดอ่านแบบไม่เสียเงิน และมันได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งในสารบรรณบทกวียอดรักในห้องส่วนตัวของผม

มันอาจเป็นเรื่อง ความรัก ที่ดูเพ้อฝันสำหรับ เด็กชาย
แต่มัน คือ เรื่องจริง อย่างจริงแท้ เลยทีเดียว

สำหรับผู้ที่ผ่านความรักอันหลากรส จะเข้าใจได้ไม่ยากว่า
ความรัก เป็นลานบดแห่งจิตวิญญาณชั้นเยี่ยม มันจะบดคุณจนเป็นฝุ่นขาว และเป่าสลายด้วยสายลม
ความรัก คือ ที่ที่ความเจ็บปวดรวดร้าวจะสำแดงบทบาทแพทย์ผู้รักษา
เมื่อถึงที่สุดแล้ว ความรักจะทำให้เราหลุดพ้นจากมัน
และเราจะกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ในนามของ ความรัก อันพิสุทธิ์ งดงาม
ดุจเดียวกับแสงรวีฉานฉายขอบฟ้า ขับไล่ทิวากาล

และเมื่อนั้น พลังแห่งรักจักสำแดง
............................................

Love bless you all !

From My Heart
CRAZYCLOUD